Work and Travel ประสบการณ์อันล้ำค่า

Work and Travel ประสบการณ์อันล้ำค่า
มุมมองบ้านสามย่าน : นรชิต จิรสัทธรรม กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551
ปัจจุบันค่านิยมของนิสิต-นักศึกษา ในการไปทำงานและท่องเที่ยวต่างแดนระหว่างช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ผ่านโครงการ “Work and Travel (WAT)” ได้กลายเป็นแฟชั่นยอดฮิต และนับวันมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น ว่ากันว่า ตัวเลขประมาณการขอวีซ่า ในสถานทูตในปีหนึ่งๆ สำหรับนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว มีจำนวนถึงราวหมื่นคนต่อปีเลยทีเดียว
โดยทั่วไปแล้ว ลักษณะของโครงการ WAT คือการเปิดรับสมัครนิสิต-นักศึกษา ที่อยู่ในระดับปริญญาตรีหรือโท ที่สนใจจ่ายค่าเข้าร่วมโครงการ รวมถึงค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า ผ่านตัวแทน (หรือที่เรียกว่าเอเยนซี) ซึ่งจะยังไม่รวมค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ อาทิเช่น ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ค่ารถเมล์ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ฯลฯ รวมเบ็ดเสร็จแล้วเป็นเงินร่วมแสนกว่าบาท ที่ผู้ปกครองต้องเตรียมเอาไว้ เพื่อสนองความต้องการ ที่จะมีโอกาสได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษ ต้องการทำงานหาประสบการณ์จากต่างแดน รวมถึงยังได้ท่องเที่ยวเป็นของแถมอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ผู้ปกครองหลายท่านต่างยินยอมพร้อมใจพลีทรัพย์สละปัจจัยให้ลูก ได้ไปแสวงหาประสบการณ์ (ล้ำค่า) ตามที่ใจปรารถนา
แต่ผู้เขียนกลับเห็นไม่ตรงและขอเสนอมุมมองที่ต่างออกไป
ประการแรก ถ้าพิจารณาอย่างผิวเผินในเชิงหลักการแล้ว แม้โครงการ Work and Travel จะแลดูสวยหรู น่าสนใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องที่ไม่พึงปรารถนาได้เกิดขึ้นอยู่เสมอตลอดระยะการมีอยู่ของโครงการ วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของธัญญาภรณ์ จันทรเวช แห่งภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พยายามชี้ให้เห็นด้านมืดที่ถูกอำพรางเอาไว้ อาทิเช่น
เหตุการณ์ที่นักเรียนโดนปล่อยลอยแพ การโดนนายจ้างชาวต่างชาติกดขี่ข่มเหงโกงค่าแรง การต้องไปทนใช้ชีวิตในสภาพที่สวัสดิการไม่พอเพียง จนถึงกับเสียชีวิตไปบ้างก็มี ต่างเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ ผู้เขียนคงไม่ปฏิเสธผลดีของโครงการ เพราะนักเรียนที่ได้ประโยชน์ได้รับประสบการณ์ที่ดี จากการเข้าร่วมโครงการก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งยวด คือ การที่ผู้เข้าร่วมโครงการไม่เคยคิด หรือตระหนักแม้สักเพียงนิดเลยว่า ตนเองได้กลายเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ ซึ่งเดิมเคยดำเนินไปในลักษณะการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวราคาถูกเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย แต่ในปัจจุบัน การค้ามนุษย์ก้าวหน้าไปถึงขั้นได้รับการรับรองอย่างถูกต้องโดยกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งยังเป็นการดำเนินการที่มีเทคนิคและกลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่คอยสร้างภาพลักษณ์ของโครงการให้ดูดี น่าเชื่อถือ และสมเหตุสมผล
กล่าวคือ แม้ทุกคนจะรู้ว่าการเข้าร่วมโครงการจะมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง แต่เมื่อลองพิจารณาคำชี้ชวน และการคิดคำนวณประโยชน์จากประสบการณ์ และรายได้ที่จะได้รับจากการไปทำงานในต่างแดน ก็จะคิดว่าคุ้มค่า (แม้ค่าใช้จ่ายกินอยู่ที่ปลายทางนั้นแสนจะแพง) และเมื่อคิดเพิ่มเติมเสริมต่อ เผลอๆ ยังมีเงินเหลือเก็บจากการทำงานอีกต่างหาก
วิธีคิดที่มุ่งเน้นการประเมินผลได้ผลเสียด้วยตัวเงินจากการแลกเปลี่ยนเชิงตลาดแต่เพียงอย่างเดียว และความเพียรพยายามขายฝันแก่นักศึกษา-นิสิต เป็นชุดความคิดและกลยุทธ์หลักที่โครงการ WAT ได้นำมาใช้โฆษณา และรณรงค์โครงการของตนมาตลอดเวลา และถือเป็นลักษณะเฉพาะของระบบทุนนิยม ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง กลายเป็นการแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม โดยอำพรางการกดขี่ขูดรีดไว้เบื้องหลัง
คงจะไม่ไกลจากความเป็นจริงถ้าเราจะกล่าวว่า การตัดสินใจใดๆ ก็ตาม ต่างเป็นการกระทำที่สอดคล้อง และสะท้อนค่านิยมและระบบคุณค่าบางประการ ของผู้ตัดสินใจ และในกรณีของโครงการ WAT ค่านิยมของการเข้าร่วมโครงการได้สะท้อนให้เห็นถึงการถูกครอบงำ และตกเป็นเหยื่อทางความคิด เพราะผู้เข้าร่วมโครงการมักมีอคติว่า ประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานในต่างประเทศ เป็นประโยชน์และมีค่า มากกว่าประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานในประเทศ และการทำงานในต่างแดนจะส่งผลดีต่อการศึกษา และอาชีพการงานในภายภาคหน้า
ตรงนี้มันนำมาสู่ประเด็นที่น่าขบคิดคือ ประสบการณ์ทำงานที่ได้จากต่างแดนนั้นมีค่ามากกว่าจริงหรือ ในเมื่องานที่ถูกมอบหมายให้ทำนั้น มิใช่เป็นงานที่พัฒนาทักษะทางด้านวิชาชีพ หรือวิชาการ หากแต่เป็นงานที่มีขั้นตอนการดำเนินงานที่ซ้ำซากทุกวัน ซึ่งน่าจะเป็นการฝึกความอดทนเสียมากกว่า ในขณะเดียวกัน ประเภทงานที่ได้รับมอบหมายโดยส่วนใหญ่ เป็นงานที่ใช้ทักษะการสื่อสารน้อย ทั้งยังต้องอยู่กับเพื่อนชาวไทยเสียเป็นส่วนใหญ่
เป้าหมายของการเข้าร่วมโครงการเพื่อฝึกภาษาจึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะโครงการดังกล่าว ไม่ได้พาเราไปเรียนภาษาผ่านสถาบัน หรือครอบครัวชาวต่างชาติ หากแต่พาเราไปเป็นแรงงาน ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือสัจธรรมที่ว่า ทักษะด้านภาษาเป็นสิ่งที่ต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกฝน มากกว่าที่จะใช้การไปทำงานระยะสั้น ผ่านโครงการ WAT เป็นเครื่องมือวิเศษที่จะลัดขั้นตอน ปรับปรุงภาษาของตนเองให้ดีขึ้นได้อย่างทันใจ
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือชื่อของโครงการที่มีคำว่า การแลกเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรม เพราะเมื่อพิจารณาดูแล้ว ผู้เขียนไม่ทราบว่า โครงการดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรมตรงไหน นอกจากเป็นการใช้จ่ายเพื่อซื้อสิทธิในการกลายเป็นแรงงานต่างด้าว และขายแรงงานของตนเพื่อแลกเปลี่ยนมาเป็นเงินอีกทอดหนึ่ง
การแลกเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรมที่ควรจะเป็นนั้น น่าจะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างอยากเรียนรู้วัฒนธรรมของกันและกัน อาทิเช่น การที่นักเรียนแลกเปลี่ยนต่างชาติมาพักอาศัยชั่วคราว (Home Stay) กับครอบครัวชาวไทย หรือในสถาบันการศึกษา เพื่อเรียนรู้ระบบการศึกษา สังคม และวัฒนธรรมที่ต่างกัน
ผู้เขียนคิดว่า คงไม่มีใครได้ประโยชน์ไปมากกว่าเอเยนซีที่เป็นนายหน้าจัดหาเด็กไปทำงานต่างแดน เพราะไม่ว่าผู้เข้าร่วมโครงการจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เอเยนซีก็ได้เงินไปแล้ว ส่วนผู้เข้าร่วมโครงการนั้นเล่า ถ้าเจอเอเยนซีไม่ดี หรือนายจ้างไม่ดี ก็ต้องถือว่าเกิดมามีกรรม แม้ว่าคนหลายคนได้เข้าร่วมโครงการ ทำงาน และใช้ชีวิตได้โดยไม่มีปัญหาอันใด แต่หากเกิดมีปัญหาขึ้น ผู้เขียนคิดว่า ผลได้คงไม่คุ้มกับที่ต้องสูญเสียไป
ต้องขอออกตัวอีกทีว่า ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อห้ามไม่ให้ทุกคนเข้าร่วมโครงการดังกล่าว หากแต่อยากให้เราได้ตระหนักและพิจารณาถึงผลได้ผลเสียให้รอบด้านเสียก่อน รวมถึงอยากจุดประกายให้เกิดความสนใจ ที่จะพิจารณาตีความเบื้องหลังของสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี มีเจตนาที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่กลับเป็นภัยซ่อนเร้น เพื่อเตือนภัยไม่ให้พลัดหลงไปในกระแสค่านิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยเฉพาะกระแสการแข่งขันบริโภคเชิงสัญญะของชนชั้นกลาง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *