TIPบริหารจัดการธุรกิจSMEs…10 ข้อพึงระวังสำหรับแผนธุรกิจ

TIPบริหารจัดการธุรกิจSMEs…10 ข้อพึงระวังสำหรับแผนธุรกิจ

เพียงแค่เกริ่นคำว่า “แผนธุรกิจ” หรือ “Business Plan” ก็เกิดเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการรายย่อยต่างๆ นานา บ้างแจงเหตุจำเป็น “ทำไมต้องทำ?” “ทำแล้วได้อะไร?” ซึ่งคำตอบแรกๆ ที่ผุดในความคิดคือ สิ่งที่จะเอื้อประโยชน์ในการขอเงินกู้จากธนาคารง่ายขึ้น แล้วจึงตามมาด้วยคำถามยอดฮิตว่า “ต้องทำอย่างไรเล่า?” หรือ “ทำอย่างไรให้แผนธุรกิจของตนนั้นไร้ปัญหา?”

ปัจจุบัน แผนธุรกิจถือเป็นเอกสารสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ ในการขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากทางธนาคารหรือสถาบันการเงินรวมทั้งจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่มักพบอยู่เสมอว่าแผนธุรกิจที่นำเสนอนั้นมีข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดที่ส่งผลให้แผนธุรกิจเหล่านี้ถูกปฏิเสธหรือต้องกลับไปแก้ไข ซึ่งบางครั้งข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดเหล่านี้เป็นเพียงรายละเอียดเพียงเล็กน้อยแต่กลับทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียโอกาส หรือเสียเวลาในการจัดทำแผนธุรกิจใหม่อันเป็นการเสียโอกาสในทางธุรกิจไปอย่างน่าเสียดาย

ดังนั้นผู้เขียนจึงได้รวบรวมข้อพึงระวังเกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจไว้พอสังเขปเพื่อเป็นแนวทางในการตรวจสอบว่า แผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นและนำเสนอนั้นมีความสมบูรณ์พียงพอที่จะนำเสนอต่อธนาคารหรือสถาบันการเงิน รวมทั้งจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนหรือไม่ โดยมีข้อพึงระวัง 10 ข้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากแผนธุรกิจที่ได้นำเสนอ หรือจากตัวผู้ประกอบการที่นำเสนอแผนธุรกิจนั้นโดยพอจะสรุปรายละเอียดของข้อพึงระวังไว้ดังนี้คือ

อ่านแล้วไม่เข้าใจ หรือผู้เขียนเข้าใจอยู่คนเดียว
ถือเป็นประเด็นที่พบกันอยู่ทั่วไปซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับแผนธุรกิจที่ผู้ประกอบการเป็นผู้เขียนแผนธุรกิจเอง โดยสามารถแยกออกเป็น 2 กรณีคือ กรณีแรกมักพบจากแผนธุรกิจที่เป็นธุรกิจเฉพาะด้านหรือธุรกิจทางด้านวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี ตัวอย่างเช่น ด้าน Software ด้าน IT ด้าน Nano-technology หรือด้านเคมี เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนใหญ่จะมีการใช้ศัพท์ทางเทคนิค หรือศัพท์ในวงการ หรือตัวย่อต่างๆ มากมายซึ่งจะเป็นที่รู้กันเฉพาะคนในวงการหรือผู้อยู่ในธุรกิจเท่านั้น โดยเชื่อว่าจะเป็นการแสดงความน่าเชื่อถือว่าผู้ประกอบการมีความรู้จริงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี

ทำให้เมื่อเจ้าหน้าที่จากธนาคารหรือสถาบันการเงินซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนักการเงินหรือเรียนมาทางสายบริหารธุรกิจ เมื่ออ่านเนื้อหาในแผนธุรกิจแล้วมักจะไม่สามารถเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ว่าคืออะไร หรือมีประโยชน์อย่างไร ซึ่งจากข้อจำกัดดังกล่าวก่อให้เกิดความยุ่งยากในการสื่อสาร และสร้างความเข้าใจในตัวธุรกิจและรูปแบบดำเนินการ และมักเกิดประเด็นข้อสงสัยต่างๆ จนทำให้เกิดการปฏิเสธต่อผู้ประกอบการไปในที่สุด ดังนั้นพึงระลึกว่าแผนธุรกิจที่เป็นธุรกิจเฉพาะหรือธุรกิจทางด้านวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีหรืออาจรวมถึงธุรกิจอื่นใดก็ตาม ควรเขียนรายละเอียดต่างๆ ให้สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายที่สุดแม้จะเป็นคนนอกวงการก็ตาม หรือถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ศัพท์ทางเทคนิคหรือศัพท์ในวงการหรือตัวย่อต่างๆ ควรมีการอธิบายเกี่ยวกับความหมายของศัพท์หรือตัวย่อเหล่านั้นประกอบไว้ด้วยให้ชัดเจน

กรณีที่สองจะเป็นประเด็นที่คล้ายคลึงกับกรณีแรกแต่เกิดจากการที่ผู้เขียนแผนธุรกิจ เขียนแผนขึ้นโดยใช้ความเข้าใจหรือจากการทำธุรกิจที่เป็นอยู่ของตนเองเป็นหลัก โดยคาดว่าผู้อ่านจะเข้าใจในสิ่งที่ตนเองเขียนขึ้น แต่พบว่าบ่อยครั้งสิ่งที่เขียนในแผนธุรกิจนั้นไม่สามารถสร้างความเข้าใจให้กับผู้อ่านแผนได้ เพราะสิ่งที่สำคัญสำหรับแผนธุรกิจก็คือ ผู้อ่านแผนต้องมีความเข้าใจในตัวธุรกิจอย่างถูกต้องภายหลังหลังที่ได้อ่านแผนธุรกิจแล้ว หรือรวมถึงความชัดเจนของสิ่งที่จะทำหรือดำเนินการว่าจะเป็นธุรกิจอะไรกันแน่ เช่น จะเป็นผู้ผลิตเอง จะเป็นการว่าจ้างผลิต จะเป็นการซื้อสินค้ามาขาย จะเป็นการให้บริการ หรือมีการผสมสานระหว่างการเป็นผู้ผลิตเองในขณะที่รับจ้างผลิตสินค้าให้ผู้อื่นด้วย เป็นต้น เพราะแต่ละธุรกิจจะมีลักษณะและรูปแบบในการดำเนินการที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นความชัดเจนของการดำเนินการและลักษณะของการทำธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องสื่อสารให้ผู้อ่านแผนเข้าใจได้อย่างถูกต้อง

ขอเป็นความลับ
ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมักพบจากแผนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้านนวัตกรรม เนื่องจากผู้ประกอบการมักแจ้งว่า ทรัพย์สินทางปัญญาหรือนวัตกรรมที่ใช้ในการประดิษฐ์หรือผลิตสินค้าที่ตนเองเป็นผู้คิดค้นขึ้นนั้น จะถูกลอกเลียนถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลออกไป ไม่ว่าจะเป็นจากคู่แข่งอื่นในตลาดหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ หรือจากผู้รู้รายละเอียดซึ่งเป็นคนของธนาคารหรือสถาบันการเงินรวมถึงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ประกอบการเหล่านี้มักจะไม่ยอมจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาใดๆ ของตนเองไม่ว่าจะเป็น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ความลับทางการค้า เป็นต้น กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเนื่องจากเกรงว่าข้อมูลดังกล่าวจะเกิดการรั่วไหลไปสู่บุคคลภายนอก

นอกจากนี้แม้แต่ในแผนธุรกิจเองก็ไม่ระบุถึงลักษณะและรายละเอียดต่างๆ ของทรัพย์สินทางปัญญาไว้ด้วยเหตุผลเดียวกัน ทำให้เมื่ออ่านแผนธุรกิจแล้วก็จะไม่มีรายละเอียดใดๆ ที่แสดงถึงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านี้ว่ามีลักษณะอย่างไร เพราะโดยข้อท็จจริงแล้วสิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณาเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์และศักยภาพของธุรกิจ และเมื่อสอบถามถึงรายละเอียดจากผู้ประกอบการก็มักจะไม่บอกถึงรายละเอียดโดยบอกว่าเป็นความลับของธุรกิจ ทำให้ผู้อ่านแผนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารหรือสถาบันการเงิน ก็ไม่สามารถทำความเข้าใจหรือประเมินค่าของทรัพย์สินทางปัญญานี้ได้ รวมถึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินทางปัญญาที่ผู้ประกอบการกล่าวอ้างว่าคิดค้นขึ้นเอง หรือไม่มีอยู่ในตลาดนี้เป็นความจริงหรือไม่ รวมถึงจะเป็นการละเมิดของทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้หรือเปล่า ซึ่งท้ายที่สุดก็จะถูกปฏิเสธการให้การสนับสนุนไป และผู้ประกอบการเหล่านี้ก็มักจะตำหนิว่าธนาคารหรือสถาบันการเงินรวมถึงหน่วยงานของภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของการไม่ให้การสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการไทยที่มีนวัตกรรมหรือมีทรัพย์สินทางปัญญา โดยไม่พิจารณาถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาของตนให้หน่วยงานเหล่านี้รับทราบ

ให้ทำนะทำได้ แต่อย่าให้เขียนแผนธุรกิจ
ถือเป็นข้ออ้างหรือถือเป็นข้อจำกัดส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการในการจัดทำแผนธุรกิจ คือ บอกว่าตนเองไม่มีความสามารถในการเขียนแผนธุรกิจ แต่ตนเองมีความสามารถที่จะทำธุรกิจให้เติบโตและประสบความสำเร็จได้ (อาจมาจากไม่มีความสามารถในการเขียนแผนธุรกิจจริงๆ หรืออาจจะไม่อยากเสียเงินในการว่าจ้างบุคคลภายนอกเขียนให้) โดยถ้าเป็นในสมัยก่อนที่แผนธุรกิจยังไม่ถือเป็นเอกสารภาคบังคับในการขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากทางธนาคารหรือสถาบันการเงินก็คงไม่เป็นไรนัก แต่ในปัจจุบันแผนธุรกิจถือเป็นเอกสารสำคัญ ที่ผู้ประกอบการต้องจัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับตัวธุรกิจและตัวผู้ประกอบการ

ดังนั้นถ้าคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถในการเขียนแผนธุรกิจก็สมควรว่าจ้างบุคคลภายนอกหรือมืออาชีพเป็นผู้ช่วยจัดทำแผนธุรกิจให้ ดีกว่าที่จะเขียนแผนธุรกิจแบบขอไปทีหรือไม่มีความสมบูรณ์เพียงพอมายังธนาคารหรือสถาบันการเงินเพราะจะถูกปฏิเสธได้โดยง่าย หรืออีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นและมักจะได้ยินบ่อยๆ ก็คือ คำพูดจากผู้ประกอบการในลักษณะ “เชื่อผมเถอะ ผมทำได้” เพราะปัจจุบันการให้เงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงินเกือบทั้งหมดล้วนแล้วแต่ต้องมีการจัดทำแผนธุรกิจประกอบทั้งสิ้น การยืนยันด้วยคำพูดลอยๆ ว่าตนเองมีความสามารถที่จะบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่มีธนาคารหรือสถาบันการเงินใดที่จะยอมรับ หรืออาจจะพึงระลึกถึงคำพูดนักพนันไว้คือ “ถ้าแทงลม ก็จ่ายลม” หรือจะบอกอีกอย่างหนึ่งก็คือ “ถ้ากู้ด้วยคำพูด ก็จ่ายให้ด้วยคำพูดเช่นเดียวกัน”

นักก๊อบปี้
บ่อยครั้งที่พบว่าแผนธุรกิจที่นำเสนอต่อธนาคารหรือสถาบันการเงิน จะเป็นการคัดลอกหรือการก๊อบปี้จากแผนธุรกิจรายอื่น ล้วนนำมาแก้ไขในรายละเอียดบางอย่างเป็นธุรกิจของตัวเอง เช่น รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลธุรกิจ หรือตัวเลขทางการเงิน เป็นต้น โดยแผนธุรกิจที่ใช้ในการคัดลอกหรือก๊อบปี้นี้อาจมาจากตัวอย่างแผนธุรกิจที่ใช้ในระดับอุดมศึกษา จากที่เผยแพร่ใน Website ของหน่วยงานต่างๆ เช่น ศูนย์ธุรกิจอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือจากสื่อบันทึกต่างๆ เช่น CD Rom ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยที่จัดทำขึ้นเผยแพร่ต่อผู้ประกอบการ เป็นต้น โดยการคัดลอกหรือการก๊อบปี้แผนนี้อาจเกิดจากการที่ผู้ประกอบการไม่มีเวลาที่จะจัดทำแผนธุรกิจขึ้นเอง หรือไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบุคคลภายนอกในการจัดทำ โดยเชื่อว่าแผนธุรกิจที่เผยแพร่จากหน่วยงานหรือสื่อบันทึกเหล่านี้เป็นแผนธุรกิจที่ดี สามารถที่จะใช้เขียนหรือคัดลอกเพื่อนำเสนอต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินได้ โดยไม่ได้ทำความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับเนื้อหาของแผนธุรกิจที่คัดลอกมา เนื่องจากในข้อเท็จจริงแล้วแต่ละธุรกิจจะมีข้อจำกัดหรือองค์ประกอบในการทำธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ รูปแบบธุรกิจ ทำเลที่ตั้ง สินค้าและบริการ เงินลงทุน หรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เป็นต้น ทำให้ในแต่ละธุรกิจจะมีลักษณะที่ไม่เหมือนกันหรือมีความแตกต่างกันออกไป แม้ว่าจะอยู่ในประเภทของธุรกิจเดียวกันก็ตาม

ดังนั้นการก๊อบปี้แผนที่ไม่รู้ถึงที่มาที่ไปของธุรกิจจะทำให้ข้อมูลในแผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นไม่เป็นที่น่าเชื่อถือและข้อมูลบางอย่างผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงในธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ในแผนธุรกิจที่ทำการคัดลอกมีการลงทุน 5 ล้านบาท สามารถมียอดขาย 5 แสนบาทต่อเดือน ดังนั้นธุรกิจของตนถ้ามีการลงทุน 1 ล้านบาท ก็ควรมียอดขายประมาณ 1 แสนบาทต่อเดือน เป็นต้น โดยอาจจะมีการแก้ไขตัวเลขต่างๆ โดยการหาร 5 เป็นต้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นความจริงหรือไม่เป็นความจริงเลยทางธุรกิจก็เป็นได้ เพราะข้อจำกัดที่แตกต่างกันของแต่ละธุรกิจตามที่กล่าวมา (โดยจากประสบการณ์ของผู้เขียนแล้ว แผนธุรกิจที่เผยแพร่กันโดยทั่วไปมักอยู่ในระดับปานกลางหรือบางแผนก็อยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน มีเพียงจำนวนน้อยมากที่อยู่ในระดับดี เนื่องจากแผนธุรกิจที่ดีหรือมีมาตรฐานจริงๆ มักจะไม่มีการเปิดเผยสู่สาธารณะ เนื่องจากถือได้ว่าเป็นความลับของธุรกิจเพราะในแผนธุรกิจจะมีการระบุถึงกลยุทธ์ในการแข่งขันและการดำเนินการต่างๆในธุรกิจซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญ

ส่วนแผนธุรกิจที่เปิดเผยอยู่นั้นอาจเป็นแผนธุรกิจที่เขียนขึ้นโดยนักศึกษาเพื่อประกอบการเรียนการสอน ในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท หรือเป็นแผนที่เขียนขึ้นในลักษณะของโครงร่างตัวอย่างเท่านั้น โดยมิได้ระบุถึงการวางแผนหรือหัวใจในการดำเนินการที่ถูกต้อง รวมถึงขนาดของแผนธุรกิจที่ยาวบ้างสั้นบ้าง ตามแต่ลักษณะหรือวัตถุประสงค์ของแผนธุรกิจที่จัดทำขึ้น) แต่มิใช่ว่าการคัดลอกหรือการก๊อบปี้แผนจะทำไม่ได้หรือมิใช่สิ่งดีเสมอไป เพราะอย่างน้อยก็ช่วยทุ่นระยะเวลาและค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ประกอบการในการจัดทำแผนธุรกิจได้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือควรเลือกแผนที่ธุรกิจที่ดูดีหรือพอจะมีมาตรฐานและใกล้เคียงกับธุรกิจของตนเอง อีกทั้งควรจะมีการ C&D คือ Copy and Development ด้วย อย่าเอาแต่ C&C คือ Copy and Copy แผนเพียงอย่างเดียว

ทุกอย่างที่ทำ ล้วนเป็นตังค์ทั้งสิ้น
ในแผนธุรกิจบางฉบับจะมีการกำหนดใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการส่งเสริมการขาย ไม่ว่าจะเป็น การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อต่างๆ เช่น นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ หรือการทำ CRM IMC เป็นต้น โดยเชื่อว่าการระบุกลยุทธ์ต่างๆ เหล่านี้จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือในเรื่องของการตลาด

แต่ความเป็นจริงที่มักลืมนึกถึงไปคือ ทุกกิจกรรมหรือกลยุทธ์ต่างๆ ที่ระบุไว้นั้นล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากในการดำเนินการ ทำให้เมื่อตรวจสอบเทียบกับแผนการเงินแล้ว จะพบว่าโดยส่วนใหญ่มักจะไม่มีการกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับกิจกรรมหรือกลยุทธ์ที่กำหนดขึ้นเหล่านี้ ซึ่งจะเกิดคำถามตามมาอีกว่าที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้ตามรายละเอียดของแผนธุรกิจต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ ที่ระบุไว้ ในเมื่อไม่มีเงินมารองรับการดำเนินการธุรกิจก็ไม่น่าที่จะประสบความสำเร็จหรือเป็นไปตามแผนธุรกิจ ทำให้ถูกปฏิเสธหรือต้องกลับมาแก้ไขและส่งผลให้แผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นไม่น่าเชื่อถือต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินอีกด้วย (เคยปรากฏแผนธุรกิจที่ระบุกลยุทธ์การตลาดประมาณ 10 กลยุทธ์ โดยถ้ารวมประมาณการค่าใช้จ่ายถ้าต้องทำกลยุทธ์ต่างๆ จริง พบว่าต้องใช้เงินเฉพาะกับการดำเนินการดังกล่าวนี้มากกว่า 10 ล้านบาท ในขณะที่แผนธุรกิจดังกล่าวระบุวงเงินการลงทุนประมาณ 3 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น)

เจ้าโปรเจ็กต์
ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากตัวผู้ประกอบการ (ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการใหม่) ที่มักจะมีความคิดเกี่ยวกับธุรกิจที่หลากหลายมากมาย มีโครงการที่จะผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด โดยเสนอแผนธุรกิจเข้ามาเพื่อขอดำเนินการธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ก็บอกว่าจะทำธุรกิจตัวอื่นควบคู่กันไปด้วยเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกันหรือกลัวเสียโอกาสทางธุรกิจ หรืออาจจะแจ้งว่าจะดำเนินการธุรกิจตัวอื่นในอนาคตอันใกล้

เมื่อธนาคารหรือสถาบันการเงินพิจารณาแผนธุรกิจของผู้ประกอบการเจ้าโปรเจ็กต์เหล่านี้แล้ว ส่วนใหญ่มักจะปฏิเสธการสนับสนุน เนื่องจากเกรงว่าเงินกู้ที่ให้การสนับสนุนสำหรับธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งจะถูกดึงไปใช้ในธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ตัวอื่น หรือผู้ประกอบการไม่สามารถบริหารธุรกิจให้ไปตลอดรอดฝั่ง หรือไม่มีความสนใจในการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในธุรกิจที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินให้กู้ เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการหรือมีความประสงค์จะไปลงทุนหรือดำเนินธุรกิจตัวอื่นต่อ (จากประสบการณ์ของผู้เขียนผู้ประกอบการเหล่านี้ก็มักจะไม่ประสบความสำเร็จจริงตามที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินคิด โดยโปรเจ็กต์ก็ยังคงเป็นโปรเจ็กต์ต่อไป และมักบอกหรือบ่นว่าธนาคารหรือสถาบันการเงินไม่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการใหม่)

บอกไม่ครบ
มักจะเกิดขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการหรือธุรกิจมีภาระหนี้หรือค่าใช้จ่ายที่อาจไม่สามารถระบุได้โดยตรง หรืออาจเกิดจากความเผลอเรอในการแสดงรายการเกี่ยวกับภาระหนี้หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไว้ในประมาณการทางการเงิน เช่น ค่าผ่อนชำระเงินกู้จากธนาคารอื่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ภาระหนี้สินกับทางธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นนั้นไม่สามารถผ่อนชำระได้โดยปกติหรือขาดการผ่อนชำระ) โดยในแผนธุรกิจที่นำเสนอแสดงประมาณการเฉพาะโครงการหรือธุรกิจที่มาติดต่อกับธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ติดต่อขอกู้เท่านั้น ทำให้เมื่อมีการตรวจสอบเกี่ยวกับภาระหนี้สินต่างๆ ของผู้ประกอบการหรือธุรกิจแล้วพบว่ามีค่าใช้จ่ายดังกล่าวอยู่ ก็จะกลายเป็นความไม่ไว้วางใจเกี่ยวกับการแสดงข้อมูลของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะถ้าเมื่อนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมารวมในการประมาณการทางการเงินในแผนธุรกิจแล้ว พบว่าโครงการมีผลขาดทุนหรือขาดกระแสเงินสดในการดำเนินการ ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินก็มักจะปฏิเสธการให้เงินกู้ เนื่องจากแสดงว่าธุรกิจไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่แจ้งหรืออาจเกิดจากการเกรงว่าธุรกิจจะนำเงินกู้ที่ได้ในธุรกิจที่เสนอ ไปใช้ชำระหนี้สินของธุรกิจหรือหนี้สินเดิมของผู้ประกอบการที่มีอยู่

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของการแสดงถึงแผนการลงทุนในอนาคตภายในระยะเวลาตามวงเงินกู้ ซึ่งควรจะมีการแจ้งรายละเอียดให้ชัดเจนว่าจะมีการลงทุนเมื่อใด แต่อย่างไรก็ตามแผนการลงทุนในอนาคตที่เกิดขึ้นควรจะห่างจากระยะเวลาของโครงการที่เสนอพอสมควร หรือเป็นระยะเวลาที่ธุรกิจหรือโครงการที่นำเสนออยู่ในภาวะที่อยู่รอดหรือดำเนินการได้แล้ว เพราะมิฉะนั้นจะกลายเป็นลักษณะของเจ้าโปรเจ็กต์ไป

เงินคือคำตอบ
มักเป็นเรื่องของวัตถุประสงค์ในการขอกู้เงินในแผนธุรกิจ หรือความคิดของผู้ประกอบการที่ระบุว่าถ้าธุรกิจได้รับเงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงินตามที่เสนอแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นของธุรกิจจะหมดไป ซึ่งเป็นปัญหาส่วนใหญ่ของธุรกิจที่ยื่นขอกู้เงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน โดยมักจะบอกว่า “ขาดเงินทุนหมุนเวียน” ซึ่งอาจมาจาก ขายสินค้าไม่ได้ ไม่มีงบทางการตลาด หรือเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แต่สรุปก็คือถ้าได้เงินกู้แล้วจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นของธุรกิจจะมาจากปัญหาด้านการบริหารจัดการเป็นส่วนใหญ่ เช่น ด้านบริหารจัดการจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพของบุคลากร ด้านการตลาดก็จะเป็นเรื่องของความสามารถทางการขายสินค้าของธุรกิจ ด้านการผลิตก็จะเป็นเรื่องของการควบคุมต้นทุนการผลิต หรือการควบคุมเกี่ยวกับการ Stock สินค้า ส่วนด้านการเงินจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการทางการเงิน เช่น การลงบัญชี หรือปัญหาในการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เช่น นำเงินของธุรกิจไปใช้เป็นส่วนตัวของผู้ประกอบการ เป็นต้น ในกรณีที่ธุรกิจมีปัญหาเหล่านี้อยู่แม้ว่าจะได้เงินกู้ไปก็ตาม แต่ถ้าไม่สามารถระบุปัญหาที่แท้จริงของธุรกิจและกำหนดแนวทางแก้ไขและดำเนินการที่ถูกต้องไว้ ธุรกิจก็จะเกิดปัญหาอย่างเดียวกันขึ้นในอนาคต ซึ่งเมื่อธนาคารหรือสถาบันการเงินพิจารณาแผนธุรกิจแล้ว ก็มักจะปฏิเสธการให้กู้เนื่องจากเงินกู้ที่ให้ไปเป็นเพียงการยืดระยะเวลาการเกิดปัญหาของธุรกิจออกไปเท่านั้น

อะไร อะไร ก็ดีไปหมด
มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับประมาณการหรือสมมติฐานในแผนธุรกิจที่แสดงถึงความเติบโต หรือประมาณการที่จะส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจ ตัวอย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของจำนวนลูกค้า ประมาณการของการขายสินค้าหรือบริการ อัตราการเติบโตของภาวะตลาด ซึ่งตัวเลขของประมาณการเหล่านี้จะมีตัวเลขในระดับสูง หรือเป็นสภาวะของธุรกิจเป็นไปในแง่ดีเกินความเป็นจริงจากสภาพที่เป็นอยู่อัน เนื่องจากมาจากความคิดหรือการคาดคะเนของผู้ประกอบการเอง โดยเชื่อว่าจะทำให้จากประมาณการดังลก่าวจะช่วยให้ธุรกิจของตนดูน่าสนใจ และควรให้การสนับสนุนเนื่องจากแผนการเงินที่ระบุไว้ในแผนธุรกิจดูดีเพราะมีผลกำไรสูง หรือมีอัตราการเติบโตของธุรกิจในระดับดี โดยลืมนึกไปว่าในข้อเท็จจริงแล้วทุกธุรกิจมีเกณฑ์เฉลี่ยของผลตอบแทน การเติบโต หรือมีข้อมูลที่ใช้อ้างอิงเปรียบเทียบได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับธุรกิจใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มดำเนินการ การคาดหวังในการเติบโตในแง่ดีเกินจริงเป็นสิ่งที่อันตรายมากสำหรับการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากคู่แข่งขันและสภาวะการแข่งขันที่เป็นอยู่ในตลาด หรืออาจเป็นกรณีที่ธุรกิจกำลังประสบปัญหาอยู่แล้วขอเงินกู้ในการทำธุรกิจ ก็จะยิ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดในความไม่น่าเชื่อถือในแผนธุรกิจ เพราะถ้าทุกสิ่งทุกอย่างของธุรกิจดูดีหรือสภาวะตลาดอยู่ในภาวะที่ดีตามที่ระบุไว้ในแผนธุรกิจ ธุรกิจก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องมาขอเงินกู้ในการดำเนินการ (ยกเว้นเพื่อการขยายกิจการหรือการลงทุนเพิ่มเติม) ดังนั้นสำหรับธุรกิจใหม่หรือธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาในการดำเนินการอยู่ การเขียนแผนธุรกิจโดยวาดฝันเกี่ยวกับการคาดการณ์ในทางดี (โดยเฉพาะดีเกินจริง) ก็มักจะได้รับการปฏิเสธจากทางธนาคารหรือสถาบันการเงิน ซึ่งโดยข้อเท็จจริงควรประมาณการโดยใช้ค่าเฉลี่ยของธุรกิจหรือข้อมูลทั่วไปที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งอาจใช้ข้อมูลที่รับรองจาหน่วยงานของรัฐหรือจากแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ มากกว่าการคาดการณ์ที่เข้าข้างตนเองหรือดีจนเกินไปในการใช้กำหนดในรายละเอียดของแผนธุรกิจ

แผนธุรกิจพูดเองไม่ได้
แม้ว่าจะมีแผนธุรกิจที่ดีหรือสมบูรณ์เพียงใดก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่าการอนุมัติหรือการพิจารณาแผนธุรกิจ จะต้องมีการสอบถามหรือสัมภาษณ์ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจจากทางธนาคารหรือสถาบันการเงินหรือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนเสมอ (ไม่เคยมีกรณีที่เพียงแค่มีการยื่นแผนธุรกิจแล้วรอเวลาที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินโทรศัพท์ไปแจ้งว่าอนุมัติวงเงินให้แล้ว) ดังนั้นผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจจะต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนธุรกิจที่นำเสนออย่างถูกต้องและชัดเจน ซึ่งไม่ค่อยจะมีปัญหาในเรื่องดังกล่าวนักถ้าผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจเป็นผู้จัดทำแผนธุรกิจด้วยตนเอง แต่ในกรณีที่มีการว่าจ้างบุคคลภายนอกหรือมืออาชีพต่างๆเป็นผู้จัดทำ และผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจไม่ได้อ่านรายละเอียดในแผนธุรกิจที่นำเสนอไป เมื่อถูกซักถามในรายละเอียด เช่น ที่มาของตัวเลข หรือประมาณการต่างๆ จากเจ้าหน้าที่ของธนาคารหรือสถาบันการเงินหรือจากหน่วยงานนั้นๆ ผู้ประกอบการดังกล่าวมักจะไม่สามารถตอบข้อซักถามดังกล่าวได้อย่างชัดเจน รวมถึงบางครั้งถึงกับให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับแผนธุรกิจที่นำเสนอก็มี ทำให้ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินหรือหน่วยงานสนับสนุนเหล่านั้น ไม่เชื่อถือทั้งในข้อมูลของแผนธุรกิจและข้อมูลจากตัวผู้ประกอบการเอง ซึ่งอาจทำให้ถูกปฏิเสธหรือต้องมีการแก้ไขแผนธุรกิจให้ตรงกับข้อมูลของผู้ประกอบการที่ให้ไว้ เป็นการเสียโอกาสและเสียเวลาเป็นอย่างมาก

จากรายละเอียดที่กล่าวมาเกี่ยวกับ 10 ข้อพึงระวังสำหรับแผนธุรกิจ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในการพิจารณาเกี่ยวกับการนำเสนอแผนธุรกิจต่อธนาคารหรือสถาบันการเงิน ว่ามีข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดตรงจุดใด เพื่อที่จะได้ไม่เสียโอกาสจากการถูกปฏิเสธหรือต้องกลับมาแก้ไขแผนธุรกิจอันเป็นการเสียเวลา และเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ซึ่งผู้เขียนหวังว่าจะได้เขียนรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อพึงระวังอื่นๆสำหรับแผนธุรกิจในโอกาสต่อ

ที่มา :www.smesmart.is.in.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *