The Authentic Adam Smith อะดัม สมิท ตัวจริง (จบ)

The Authentic Adam Smith อะดัม สมิท ตัวจริง (จบ)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3893 (3093)
ตอน (2) พูดถึงบทบาทของสองปัจจัยซึ่งได้แก่การแบ่งงานกันทำและทุนในการสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังไม่ได้พูดถึงบทบาทของปัจจัยที่สามในความเห็นของอะดัม สมิธ นั่นคือ เสรีภาพในการประกอบอาชีพของทุกคน ตราบใดที่เขาทำตามกฎหมายในด้านของความยุติธรรม อะดัม สมิธ เชื่อว่าหากทุกคนมีเสรีภาพเต็มที่ เขาจะเลือกทำสิ่งที่เขารักหรือถนัดซึ่งจะนำไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เขามองเห็นอุปสรรคหลายอย่างที่จะต้องถูกจำกัด หรือยกเลิกไป เพื่อให้เกิดเสรีภาพ อุปสรรคเหล่านั้นได้รับการกล่าวถึงอย่างกระจัดกระจายในหลายบริบทในหนังสือเรื่อง The Authentic Adam Smith ซึ่งอาจรวมได้เป็น 5 ด้านด้วยกัน คือ
ในเบื้องแรก ระบบทาสจะต้องถูกยกเลิก (งานเขียนของอะดัม สมิธ จะมีอิทธิพลมากน้อยอย่างไรไม่เป็นที่ปรากฏ แต่ในปี ค.ศ.1834 หรือ 58 ปีหลังจากที่เขาพิมพ์ The Wealth of Nations ออกมา อังกฤษประกาศเลิกทาสทั่วอาณาจักร)
อีกด้านหนึ่ง นอกจากทุกคนจะมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพแล้ว อะดัม สมิธ เสนอว่า ทั้งคนและเงินทุน จะต้องมีอิสระในการเคลื่อนย้าย คนจะประกอบอาชีพที่เขาถนัด ส่วนเงินทุนจะถูกนำไปใช้ในกิจการที่มีผลตอบแทนสูงสุด ในความเห็นของอะดัม สมิธ กิจการที่มีผลตอบแทนสูงสุดจะเริ่มจากภาคเกษตร ต่อด้วยภาคอุตสาหกรรมและตามด้วยภาคการค้าต่างประเทศ
ด้านที่ 3 การค้าต่างประเทศจะต้องเปิดกว้างและปราศจากการกีดกันหรือสนับสนุนด้วยวิธีการต่างๆ เขาเห็นว่าตามธรรมดาพวกพ่อค้า และชนชั้นขุนนาง จะพยายามจำกัดสินค้านำเข้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้งการตั้งกำแพงภาษี การห้ามการนำเข้าและอื่นๆ อะดัม สมิธ โจมตีอย่างรุนแรงเรื่องรัฐบาลอังกฤษ เก็บภาษีสินค้าที่ส่งมาจากอาณานิคมในอเมริกา แต่ไม่ยอมเก็บภาษีสินค้าอย่างเดียวกันซึ่งผลิตในอังกฤษ
นอกจากนั้น อะดัม สมิธ ยังไม่เห็นด้วยกับมาตรการสนับสนุนสินค้าส่งออก เพราะมันเป็นการขัดขวางการทำงาน ของตลาดเสรีอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ด้านที่ 4 เป็นการต่อต้านการผูกขาดซึ่งอาจจะเกิดจากอะไรก็ได้ เช่น ระบบกฎหมาย ประเพณี และการรวมตัวกันขึ้นเป็นกลุ่ม เพื่อคุมการค้าขายในตลาด อะดัม สมิธ เห็นว่าการผูกขาดทุกชนิด มีผลร้ายต่อเศรษฐกิจเพราะมันทำให้ประสิทธิภาพลดลง และบอกให้เราระวังอำนาจของพวกค้าโดยเฉพาะเพราะคนพวกนี้มักรวมหัวกันเอาเปรียบผู้อื่น
ด้านสุดท้าย อะดัม สมิธ เชื่อว่าคนเกิดมาทัดเทียมกันหมดไม่ว่าพวกเขาจะถือกำเนิดที่ไหน ฉะนั้นเขามองไม่เห็นผลดี ของการแบ่งชนชั้น และการยอมให้คนบางกลุ่มมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น แนวคิดของเขาในด้านนี้ตีความหมายได้ว่า เขาต่อต้านการปกครองที่มีกษัตริย์ และชนชั้นขุนนางของอังกฤษ แต่เห็นด้วยกับการปกครองแบบสาธารณรัฐของสหรัฐอเมริกา
นอกจากนั้นยังตีความหมายได้อีกว่าเขาต่อต้านศาสนาเพราะเขาเขียนว่า พระเป็นคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ช่วยสร้างความมั่งคั่งให้แก่ชาติ เป็นที่ทราบกันดีว่า อะดัม สมิธ ไม่สนใจในการไปโบสถ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนในสมัยนั้นมาก
การเสนอให้เกิดเสรีภาพเต็มที่นี้มักมีการตีความหมายกันว่า อะดัม สมิธ ต้องการให้ยกเลิกข้อจำกัดทุกอย่าง แต่ผู้เขียนสรุปว่า อะดัม สมิธ ไม่ได้เสนอให้ทำอย่างนั้นในทุกกรณี จะทำอย่างไรให้ขึ้นอยู่กับสภาพของสังคม อาทิ การเปิดการค้าเสรี การเปิดตลาดโดยทันทีทันใดให้แก่สินค้านำเข้าอาจสร้างผลกระทบใหญ่หลวงต่อคนงานและผู้ประกอบการ
ฉะนั้นการเปิดตลาดจะต้องค่อยเป็นค่อยไปและรัฐต้องบอกประชาชนให้ทราบล่วงหน้าเป็นเวลานาน หรือการเก็บภาษีศุลกากรนั้นทำได้แต่ให้อยู่ในระดับพอควร
เพื่อเอื้อให้เกิดเสรีภาพต่อภาคเอกชน อะดัม สมิธ มองว่าหน้าที่ของรัฐควรจำกัดอยู่แค่ 3 ด้าน คือ 1)การป้องกันประเทศ จากศัตรูภายนอก จริงอยู่ อะดัม สมิธ เขียนว่ากองทัพไม่ช่วยสร้างความมั่งคั่งให้แก่ชาติ แต่เขาเสนอว่า การมีกองทัพมีความจำเป็น ฉะนั้นมันจึงมีค่า 2)การก่อตั้งและรักษากระบวนการยุติธรรม ผู้เขียนกล่าวว่าเกี่ยวกับด้านนี้ อะดัม สมิธ เขียนไว้เพียงสั้นๆ เพราะเขามีโครงการที่จะขยายมันออกไปเป็นหนังสือ แต่ที่แน่นอนคือ อะดัม สมิธ โจมตีระบบกฎหมายที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของคนรวย และคนที่มีสินทรัพย์แต่ละเลยคนจน และคนที่ไม่มีสินทรัพย์ และ 3)การก่อตั้งสถาบันและทำกิจการบางอย่างที่เอกชนไม่สามารถทำได้ เช่น การสร้างถนนและสะพาน เขาเน้นด้วยว่าการสร้างสิ่งเหล่านั้นต้องมีการศึกษาอย่างดีถึงความต้องการ ความเป็นไปได้ และผู้ที่ได้ประโยชน์จะต้องเป็นผู้ที่จ่ายค่าบริการ
เนื่องจากภารกิจของรัฐจำเป็นต้องใช้เงิน อะดัม สมิธ จึงเห็นความจำเป็นที่รัฐจะต้องเก็บภาษี และอาจต้องมีการหยิบยืมบ้างเป็นครั้งคราว เขาเสนอว่าโดยทั่วไปคนรวยจะต้องจ่ายภาษีในอัตราสูงกว่าคนจน และสินค้าฟุ่มเฟือยต้องจ่ายภาษีมากกว่าสินค้าจำเป็น ภาษีต้องมีเกณฑ์ 4 อย่าง คือ เป็นธรรม แน่นอน สะดวก และประหยัดในการเก็บ เขาเห็นว่าภาษีต่างๆ จะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการเลือกทางลงทุนและเลือกงานทำ แต่ก็อาจมีข้อยกเว้นบ้างในบางกรณี เขาเสนอให้เก็บภาษีที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ร้านขายเหล้าและสินค้าจำพวกฟุ่มเฟือย เขาไม่ต่อต้านการที่รัฐจะให้เงินสนับสนุนไปทุกกรณี เช่น เขาเสนอให้รัฐสนับสนุนการขนส่งถ่านหิน
ผู้เขียนกล่าวว่า สิ่งที่อะดัม สมิธ สนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ การศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาของคนจน เพราะเขาเชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่าการศึกษาคือทางเดินออกจากภาวะยากจน แต่เขาวิตกว่ากระบวนการแบ่งงานกันทำ ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่งคั่งนั้น จะนำไปสู่การมีประชาชนส่วนใหญ่ที่รู้อะไรเพียงอย่างเดียวแต่โง่ในด้านอื่นๆ
ฉะนั้นเขาต้องการให้มีการศึกษาภาคบังคับสำหรับเด็กทุกคน มีการทดสอบมาตรฐานทั้งในด้านวิชาชีพและวิชาทั่วไป เช่น คณิตศาสตร์ และปรัชญา เขาต่อต้านการจ้างอาจารย์มหาวิทยาลัยแบบตลอดชีวิต เพราะการทำเช่นนั้นนำไปสู่การมีอาจารย์ที่มักขาดความรับผิดชอบต่องานสอน
หลังจากพิมพ์เรื่อง The Wealth of Nations ออกมา 2 ปี อะดัม สมิธ รับตำแหน่งกรรมาธิการด้านศุลกากรด้วยค่าแรงปีละ 900 ปอนด์
นอกจากรายได้นั้นเขายังมีเงินบำนาญจากการเป็นครูพิเศษให้ขุนนางอีกปีละ 300 ปอนด์ เขาอุปการะแม่และหลานๆ แต่ก็ยังใช้เงินไม่หมด เขาจึงเสนอคืนบำนาญ 300 ปอนด์ แต่ลูกศิษย์ของเขาไม่ยอมรับ
ฉะนั้น อะดัม สมิธ จึงมีเงินเหลือมากมายสำหรับใช้ในการศึกษาวิชาต่างๆ ตามที่เขาต้องการในบั้นปลายของชีวิต เขาศึกษาหลายวิชา แต่ยังไม่ถึงกับมีความเชี่ยวชาญจนเขียนออกมาเป็นตำราเช่นเดียวกับเรื่อง The Theory of Moral Sentiments และ The Wealth of Nations อันโด่งดัง ก่อนที่เขาจะสิ้นชีวิตเมื่ออายุ 67 ปี
ข้อสังเกต – หนังสือเล่มนี้มีค่ายิ่งที่นำงาน ของอะดัม สมิธ อันสลับซับซ้อน มาย่อยให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสศึกษางานของปราชญ์ผู้นั้นทุกตัวอักษร แม้การเขียนจะวกวนบ้างในบางตอน แต่ผู้ที่มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์เพียงเล็กน้อยน่าจะติดตามเนื้อหาได้โดยไม่ต้องปวดหัวมากนัก อาจารย์และนักศึกษาวิชาเอกเศรษฐศาสตร์ทุกคนควรจะอ่าน
ในด้านชีวิตส่วนตัว ปราชญ์ผู้นี้มีความเป็นสมถะสูงยิ่ง มีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย แม้ผลงานของเขาจะแพร่กระจายและได้รับการยกย่องไปทั่วโลก แต่เขายังมีความอ่อนน้อมถ่อมตน และแสดงความเสียดายที่เขาทำได้เพียงแค่นั้นและไม่สามารถศึกษาวิชาอื่นๆ จนสำเร็จสมดังความตั้งใจ
เรื่อง อะดัม สมิธ ชี้ทางเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่สังคมเป็นที่ทราบกันดี แต่การที่เขาชี้ทางให้บุคคลสร้างมาตรฐานทางด้านจริยธรรม มักไม่ค่อยมีใครรู้หรือใส่ใจ ในฐานะที่เป็นปราชญ์ทั้งสองด้าน
ในตอนบั้นปลายของชีวิต อะดัม สมิธ แสดงความวิตกเกี่ยวกับผลร้ายของความมั่งคั่ง นั่นคือ เงินมักนำไปสู่ความฉ้อฉล ทั้งในระดับบุคคล และระดับองค์กร การอ่านหนังสือเล่มนี้น่าจะทำให้ผู้อ่านมองเห็นว่าอะดัม สมิธ ทำนายเหตุการณ์ทำนองที่เกิดขึ้น กับบริษัทเอ็นรอนในสหรัฐอเมริกา เพราะความฉ้อฉลของผู้บริหาร และการละเลยหน้าที่ของผู้ตรวจสอบบัญชี และผลร้ายของการบูชาเงินในเมืองไทยไว้อย่างแม่นยำ สมกับที่เป็นปราชญ์ชั้นนำของโลก
หน้า 50

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *