Task VS. Time

Task VS. Time
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวร้อนหู ร้อนตา ร้อนใจ รุ่นผู้ใหญ่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจับแก๊งซิ่งมอเตอร์ไซค์วัยคะนอง หรือเรื่องพฤติกรรมวัยรุ่นที่วุ่นวายเรื่องรักเรื่องใคร่ในวันวาเลนไทน์ จนรุ่นใหญ่ใจไม่ดีว่านี่หรือคืออนาคตสังคมไทย…

ดิฉันเห็นว่ารุ่นใหญ่ต้องตั้งสติ ตลอดจนลดอคติ และตระหนักถึงความจริงอันน่ากลัวว่า พฤติกรรมรุ่นเล็กที่เราเห็น ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของเราที่เฝ้า “ปั้น” เขามาแบบไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ได้ปั้น จนมีอันเป็นไปเช่นนี้

วันนี้ลองมาเข้าใจและมาหามุมดีๆ ของคนยุคใหม่ ที่รุ่นพี่รุ่นป้าต้องดึงออกมาใช้ ไหนๆ ก็ไหนๆ เพราะยามนี้ในทุกที่ทำงานมีทั้งคนยุค “เก่า” และมนุษย์ยุค “ใหม่” ซึ่งต้องอยู่ด้วยกัน ยุคล่าสุดที่กำลังเริ่มกระโจนเข้ามาท้าทายความ “สงบ” ในที่ทำงาน คือ คนยุค Y หรือ generation Y ซึ่งเกิดช่วง ค.ศ. 1981 – 2000 นี่เอง

องค์กรน่าจะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อปรับใจเตรียมตัวรับวัย “ป่วน”

แทนที่จะตั้งป้อม “ลุย” จุด “อ่อน” ของคนยุคใหม่ในสายตาคนยุคเก่า เช่นความใจร้อน ความน้อยในเรื่องน้ำอึด น้ำอด น้ำทน และความทุ่มเทให้กับองค์กร เราลองดูจุดเด่น จุดเก๋ของเขา ที่รุ่นพี่รุ่นน้าน่าจะดึงมาใช้ เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งคู่

ประเด็นสำคัญที่เป็นจุดเด่นของคนยุคใหม่ คือเรื่องพฤติกรรมการทำงานที่เน้น “งาน” จากการวิจัยหลากหลายชิ้นเรื่องพฤติกรรมคนทำงานจากวัย Y คนกลุ่มนี้คุ้นเคยและต้องการถูกวัดผลงานด้วยเนื้องาน มิใช่ “เวลา” ว่ามาทำงานครบชั่วโมงหรือไม่

งานส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักวัดค่าจ้างและผลตอบแทนจากเวลาที่ใช้ในการทำงาน เช่นเราได้เงินเดือนเพราะเราเป็นพนักงานประจำทำงานวันละ 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง เราได้เงินล่วงเวลาตามจำนวนชั่วโมงที่อยู่โยงหลังเลิกงาน เป็นต้น

แม้ปัจจุบัน องค์กรจำนวนไม่น้อยพยายามที่จะมุ่งเข็มการวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานที่แต่ละคนทำโดยใช้เนื้องานเป็นตัวหลัก แต่ก็ยังไม่สู้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

จากประสบการณ์ของดิฉัน ปัญหาหลักของการที่วัดการทำงานด้วยผลลัพธ์ของเนื้องานมี 2 มิติ คือ

1 ไม่รู้จะวัดอะไร

งานในองค์กรส่วนใหญ่ถูกรวบ ถูกเกลี่ย ถูกเฉลี่ย แบ่งกันคนละเสี้ยว คนละส่วน จนบางครั้งนึกไม่ออกบอกไม่ถูกว่าผลลัพธ์สุดท้ายจริงๆของแต่ละงานคืออะไร อาทิในร้านก๋วยเตี๋ยว อาจมีพนักงานคนหนึ่งที่มีหน้าที่หั่นผัก ซอยพริก อีกสองคนรับคำสั่งจากลูกค้า อีกสี่ห้าคนวิ่งวนไปมาทั้งเสิร์ฟ ทั้งเก็บโต๊ะ บางทีหงุดหงิดกันไปมา เพราะหน้าที่ฉันคือเสิร์ฟ เจ้าคนรับคำสั่งฟังเพี้ยนจดผิด ลูกค้าก่นด่าจนหูเราดับสนิท ทั้งๆ ที่เราไม่เกี่ยวสักนิด บางทีลูกพี่ที่ทำก๋วยเตี๋ยวทำผิดคิว คนมาก่อนได้ทีหลัง โมโหปึงปังๆ ก็ไม่เห็นมีใครมาดูแลแก้ตัว มั่วไปหมด!

ผลลัพธ์ของงานแต่ละคนควรจะเป็นอะไร สอดคล้องกันไหม ผลจริงๆ ที่ต้องการคืออะไร ต้องถกกันใหม่

2 ไม่อยากถูกวัด

องค์กรเท่าที่อยู่มา ทำได้ดี มีกำไร ได้โล่ ได้รางวัลสารพัด ตอนนี้จะมาวัด “ผลงาน” พนักงานจำนวนไม่น้อยมีสิทธิ์คิดว่า อดีตฉันก็ทุ่มเทมาตลอด ทำเต็มที่ไม่เคยป่วย ไม่เคยลา ตอนนี้จะหาเรื่องวัดว่าได้ “งาน” ไหม? ใครๆ ก็ย่อมเครียด

ดังนั้น ในองค์กรส่วนใหญ่ เมื่อเริ่มมีการวัดผลและให้ผลตอบแทนตามผลงานมักถูกค้านถูกต้าน ไม่ว่าจะเรื่องความชัดเจน ความถูกต้อง ตามโปร่งใส วัดได้จริงหรือ เป็นธรรมแล้วยัง…

คนยุคใหม่ได้เปรียบตรงนี้ค่ะ

ประการแรก คนยุคใหม่ไม่ได้มีโอกาสทำงานในกฎกติกามารยาทเดิม จึงไม่มีอะไรให้ติดยึด จึงไม่มีอะไรให้ต้องต่อต้านมากมาย เข้ามาใหม่ องค์กรมีระบบบริหารผลงาน ความดีความชอบขึ้นกับผลลัพธ์ของงานที่วัดได้ ก็ถือว่าเป็นส่วนปกติธรรมดาของการทำงาน

ประการที่สอง คนกลุ่มใหม่มีพฤติกรรมโอนเอียงที่จะชอบการถูกวัด ทั้งยังไม่หวั่นไหวกับการแข่งขัน โดยเฉพาะวัดเรื่อง “Task”-งาน ไม่ใช่ “Time”- เวลา

Task vs. Time ในใจของคนทำงานยุคใหม่ โดยเฉพาะงานในยุคที่ความรู้เป็นหัวใจหรือ Knowledge-based บางครั้งตอบยากว่างานแต่ละชิ้นต้องใช้เวลาเท่าไร ต่างจากการผลิตแก้ว ประกอบรถยนต์ ฯลฯ อาทิ งานสร้างสรรค์โฆษณา เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ปรับระบบบริหารงานบุคคล ฯลฯ บางจังหวะอาจเร็ว ขณะที่บางทีมีอืดๆ ดังนั้นการตอกบัตร วัดกันด้วยเวลาว่ามาก่อนกลับหลัง ซึ่งฟังเหมือนสะท้อนความทุ่มเท แต่คนยุคใหม่มีสิทธิท้าทายว่าทุ่มสุดตัวให้เวลาเต็มที่ไม่มีพลาด แต่งานไม่ออก คุณภาพไม่ดี พี่จะเอาแบบไหน

ดังนั้น ให้ผมบริหารเวลาของผมเองได้ไหม ไม่เครียดดี ผมพร้อมที่จะทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่เห็นจำเป็นต้องเสนอหน้าให้ใครๆ เห็นที่ทำงานตอน 7 โมงเช้า ผมนอนดึกตื่นสาย แต่ได้ชิ้นงานเด็ด มิใช่เป็นเป้าของหน่วยงานเราหรือ

ที่สำคัญ งานหลายๆ อย่างที่ต้องใช้ทักษะใหม่ๆ เช่นใช้คอมพิวเตอร์ ผมจะทำได้เร็วกว่าคนยุคเก่า ดังนั้นถ้าเสร็จเร็ว เวลาที่เหลือควรเป็นของผม…

ผู้บริหารปัจจุบัน จึงต้องเตรียมตัว เตรียมใจและเตรียมแนวทางการทำงานเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้ เล็งให้ดีให้เหมาะ ว่านโยบายส่วนไหนที่ดีในอดีต ต้องเก็บไว้ หรืออะไรยืดหยุ่นได้ก็หยวน องค์กรจะได้ไม่รวน เราไม่ยอมเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปีจนตกยุคเด็ดขาด

แนวทางในการเตรียมพร้อมรับคนยุคใหม่ โดยเฉพาะการยอมหย่อนเรื่อง “เวลา” เพื่อให้ได้มาซึ่ง “งาน” มากขึ้น มีตัวอย่าง อาทิ

องค์กรที่สามารถทำงานผ่านโลกไซเบอร์แบบ virtual ได้ เช่นทำงานและประชุมผ่านอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องฝ่าฟันรถติดไปประชุม ส่วนใหญ่ให้ความยืดหยุ่นเรื่องเวลาและสถานที่ทำงานของพนักงานมากขึ้นๆ เช่น ประมาณ 40% ของพนักงาน IBM ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะ ไม่มีที่นั่งประจำเป็นทางการ เมื่อมาทำงาน ก็จับจองมุมว่าง เพื่อนั่งทำงานเฉพาะกิจ ไม่ติดยึด แถมเป็นการประหยัดพื้นที่สำนักงานได้มากอีกด้วย

Best Buy บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯด้านค้าปลีก ก็เริ่มวัดผลงานพนักงานส่วนใหญ่โดยใช้เฉพาะผลลัพธ์โดยไม่เน้นเรื่องเวลา ถือเป็นเรื่องฮือฮาของวงการ เพราะธุรกิจค้าปลีกยังต้องเน้นเวลาและสถานที่ในการทำงาน ต่างกับงานที่ยืดหยุ่นได้มากกว่า เช่น IBM ที่กล่าวถึงข้างต้น

อย่างไรก็ดี Best Buy ก็ประสบความสำเร็จสูงมาจากการปรับนโยบายจากเน้น Time เป็นมุ่งTask แทน ทั้งนี้บริษัทตระหนักว่างานบางส่วนยังจำเป็นที่ต้องเน้นเรื่องเวลา เพราะงานค้าปลีกเป็นการให้บริการ พนักงานจึงต้องประจำที่ห้าง ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด แต่เพื่อตอบโจทย์คนยุคใหม่ ที่ไม่ชอบถูกใคร “บังคับ” จับให้ไปนั่งตรงโน้น อยู่ตรงนี้ในเวลาที่กำหนด Best Buy จึงให้โอกาสพนักงานเลือกเต็มที่ว่าอยากทำงานช่วงไหนเวลาไหน แม้บริษัทจะต้องเหนื่อยและวุ่นวายมากขึ้นในการบริหารจัดการเรื่องเวลาและคนทำงาน แต่ผลออกมาสุดคุ้ม วัดจากผลงานรวมเช่นความพึงพอใจของลูกค้า

ความผิดพลาดในการทำงาน ความเร็วในการบริการ ฯลฯ เพิ่มขึ้น 35% ทั้งพนักงานยังพอใจ และลาออกน้อยลง 3 เท่า เป็นต้น

ดังนั้น แนวทางเตรียมความพร้อมเพื่อรับคนยุคใหม่ เพื่อความสำเร็จขององค์กรในอนาคตที่ได้ทั้งใจและได้ทั้งงาน โดยเน้น Task ไม่ใช่ Time คือ

– ระบุเป้าหมายและผลงานที่ต้องการได้อย่างชัดเจน

– โยงผลตอบแทนในการทำงานกับผลงาน

– ลดผลตอบแทนส่วนที่เป็นเงินเดือนประจำ โดยเพิ่มเงินส่วนที่ขึ้นลงกับผลงานให้สูงขึ้น

– ปรับเวลาเข้า-ออกงานให้ยืดหยุ่นขึ้น

– มีนโยบายให้พนักงานในส่วนที่เหมาะสมทำงานที่บ้านได้

อยากได้งาน อยากได้ใจ…ต้องกล้าให้ และกล้าแลกค่ะ

ที่มา : พอใจ พุกกะคุปต์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *