SUCCESSOR ในนิยาม ธนินท์ เจียรวนนท์

SUCCESSOR ในนิยาม “ธนินท์ เจียรวนนท์”
ในงาน “คุยกับซีพีครั้งที่ 4/2551- CEOs Special” นัดครั้งสุดท้ายระหว่างผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์กับสื่อมวลชนในปีชวดเปรียบเป็นบิ๊กซีนีม่าที่มีดาราระดับออสการ์มาประชันกันเพียบ

เพราะมีซีอีโอในเครือถึง 12 คนเข้าร่วมงานดังกล่าว (ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับพืช สัตว์ ค้าปลีก อุตสาหกรรม ฯลฯ)

ไล่เรียงตั้งแต่ อดิเรก ศรีประทักษ์ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ธนากร เสรีบุรี ศุภชัย เจียรวนนท์ ประสิทธิ์ ดำรงชิตานนท์ มนตรี คงตระกูลเทียน มนัส เจียรวนนท์ มร.มาร์ส วั่น- เฉินกัว ดร.อาชว์ เตาลานนท์ ดร.สารสิน วีระผล สุนทร อรุณานนท์ชัย และพงษ์เทพ เจียรวนนท์

และพอหนังฉายเกือบถึงกลางเรื่องก็มีบิ๊กเซอร์ไพรส์นั่นคือการปรากฏกายของ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เรียกเสียงฮือฮาของกระจิบกระจอกข่าวร่วมร้อยชีวิต ที่ต่างรับรู้สัญญาณ “งานเข้า”

เจ้าสัวซีพี ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนจับเข่าคุยอย่างเป็นกันเอง เรียกว่าใครอยากรู้ อยากซักเรื่องอะไร …ตามสบาย (ตอบสั้นตอบยาวหรือไม่ตอบก็ว่ากันไป)

แต่ที่น่าสนใจคือประเด็น SUCCESSOR ซึ่งความหมายตามพจนานุกรมแปลอังกฤษเป็นไทยก็คือ ผู้รับช่วง, ผู้สืบมรดก, ทายาท, ผู้สืบตระกูล, ผู้สืบสันดาน, สิ่งที่รับช่วง, สิ่งที่ต่อเนื่อง, ผู้ประสบความสำเร็จ

การก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในยามวิกฤติ บางคนอาจไม่อยากรับ ด้วยกลัวเป็นเผือกร้อน งานก็หนักและก็คาดเดาความสำเร็จไม่ได้ด้วยซ้ำไป

ดีไม่ดีอาจเป็นการดับอนาคตของตัวเอง ..สู้เป็นลูกน้องสบายกว่าเป็นไหนๆ

เป็นการเสนอแนะเส้นทางสู่ความสำเร็จของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” (ด้วยประชาชนมีข้อกังวลในเรื่องความอ่อนของประสบการณ์ เพราะถูกเชื่อมโยงจากใบหน้า)

และเป็นคำแนะนำที่หมายรวมได้ถึงผู้ที่กำลังจะก้าวเป็นผู้บริหารองค์กรธุรกิจอีกด้วย

ซึ่งความคิดของธนินท์นั้นภาพลักษณ์ภายนอกของคนไม่สามารถบ่งบอกว่า เก่ง หรือ ไม่เก่ง จะตีขลุมพิพากษาเลยคงไม่เหมาะ ..ต้องให้โอกาสพิสูจน์ฝีมือเสียก่อน

“ที่อันตรายที่สุดก็คือคนที่ไม่ฟังคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนเก่ง มีประสบการณ์มากแล้วก็ตาม”

หลักสำคัญที่ต้องยึดถือก็คือ การฟังคนอื่นให้เยอะ เปิดรับมุมมองหลายๆ ด้าน “ผมว่าโลกเรามีคนเก่งเยอะแยะ” เจ้าสัวกล่าว

อย่างไรก็ตามภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ “นอกจากคนเก่งภายในประเทศแล้วเราก็น่าจะฟังคนเก่งทั่วทั้งโลกด้วย”

ตัวอย่างที่ดีและชัดเจนที่สุดที่ถูกยกขึ้นมาคือ “รัชกาลที่ 5 พระองค์ท่านก็ว่าจ้างนักวิชาการชาวอังกฤษและเยอรมันมาเป็นที่ปรึกษาเพื่อจัดระบบกองทัพและราชการ”

ทำให้นึกคำพังเพยหนึ่งเกี่ยวกับโกะ หรือ หมากล้อม (ผู้นำมาเผยแพร่ก็คือก่อศักดิ์ ซีอีโอ 7-Eleven) ที่ว่า “สายตาคนอื่นมองไปไกลแปดก้าว” หมายถึง คนที่ยืนดูคนอื่น เล่นมักจะมองไปไกลแปดก้าวได้ชัดเจนกว่าคนที่กำลังเล่นอยู่เพราะจะใจเย็นและสามารถมองไปในอนาคตได้ไกล

ในโลกธุรกิจคนที่อยู่นอกเกมการแข่งขันซึ่งเปรียบเหมือนกูรู ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เกี่ยวข้องมักจะเล็งเห็นและรับรู้ประเด็นปัญหาของบริษัทได้ดียิ่งกว่าคนที่กำลังอยู่ในองค์กร การจ้างที่ปรึกษา หรือฟังคนอื่นก็เหมือนกับใช้สายตาของคนนอกช่วยมองไปไกลแปดก้าว

จะทำให้เห็นทางสว่างอีกมากมาย อย่างไม่มืดบอด

“อย่ามองคนที่ยืนเบื้องหน้า ให้มองคนที่ยืนเบื้องหลังด้วย” เจ้าสัวแนะให้มองว่าที่สุดแล้วให้มองทีมที่ปรึกษาของนายกฯ คนใหม่ว่ามีคนเก่งและน่าศรัทธาสามารถสร้างความอุ่นใจอยู่หรือไม่

“มนุษย์เราจะเก่งไปเสียทุกๆ เรื่องคงเป็นไปไม่ได้ แต่จะเก่งด้วยพยายามขวนขวายความรู้ใหม่ๆ ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังต้องพยายามใช้ความรู้จากคนอื่น” เป็นการสรุปภาพ อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามธนินท์ยังย้ำถึงแนวคิดทฤษฎีสองสูงของเขาว่าจะช่วยนำพาประเทศชาติให้ฝ่าวิกฤติได้อย่างปลอดภัยแน่นอน

เป็นการมุ่งเน้นรายได้ประชาชน 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1) เกษตรกรในชนบท ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ จะต้องทำให้มีรายได้สูงขึ้น 2) รายได้ ข้าราชการ และผู้ใช้แรงงานในเมือง ก็จะต้องสูงขึ้นเช่นกัน

สูงลำดับแรก “ราคาสินค้าเกษตรต้องสูง” และ สูงที่สอง คือ “รายได้หรือค่าจ้างของประชาชนจะต้องสูง” ให้สัมพันธ์กับราคาสินค้าเกษตรและอาหารที่สูงขึ้น

เจ้าสัวมองว่าไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมีการเพาะปลูกข้าว ยางพาราเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ผลผลิตทางการเกษตรจึงเปรียบเสมือนเป็น “น้ำมันบนดิน” ที่ใช้ไม่มีวันหมด

ภาครัฐจึงควรตระหนักถึงคุณค่าของ “น้ำมันบนดิน” และพยายามพัฒนาการเกษตรเพื่อยกระดับราคาผลิตผลให้สูงขึ้นจนสู้กับราคาน้ำมันได้

หมายถึงมุ่งขจัดความยากจนของคนให้สิ้นก่อน เรียกก่อนคิดจะขยายเรื่องการศึกษาเสียอีก ซึ่งเขายกตัวอย่าง “อินเดีย” ที่แม้ว่าจะมีคนที่เรียนจบระดับปริญญาตรีเป็นร้อยล้านคนแต่กลับไม่สามารถพัฒนาประเทศชาติ ทำให้คนอินเดียอยู่ดีกินดีขึ้นมาได้เลย

สำหรับเกษตรกรไทยนั้น เจ้าสัวธนินท์มองมีความสามารถแข่งได้ทั่วโลก เพียงแต่ยังขาดอยู่ 3 เรื่อง คือ ขาดความรู้และเทคโนโลยี ขาดทุนทรัพย์ และขาดตลาดรองรับ ดังนั้นหากได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน เข้ามาแบกรับภาระความเสี่ยงในเรื่องดังกล่าว เกษตรกรไทยก็จะสามารถยืนหยัดพึ่งพาตัวเองได้อย่างเข้มแข็ง

ซึ่งโมเดลดังกล่าวได้พิสูจน์ความสำเร็จแล้ว นั่นคือ “โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร” แล้วซึ่งเจ้าสัวธนินท์ก็เพิ่งไปเยือนเมื่อเร็วๆ นี้

โครงการนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2522 ในตำบลเทพนคร จังหวัดกำแพงเพชร บนเนื้อที่ประมาณ 4,000 ไร่ โดยการสนับสนุนจาก 4 หน่วยงาน คือ ส่วนราชการอำเภอเมืองกำแพงเพชร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขากำแพงเพชร ซีพีเอฟ และราษฎร

วัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และมีโอกาส ประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ควบคู่กับการเพาะปลูก เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวและครอบครัว โดยซีพีเอฟให้การสนับสนุนทั้งเรื่องความรู้ เทคโนโลยีที่ทันสมัย ตลอดจนการตลาดและยังช่วยประสานงานในเรื่องเงินทุน

ทำให้เกษตรกรเดิมที่มีรายได้เฉลี่ย 4,000-6,000 บาท/เดือน ปัจจุบันเกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยถึง 30,000-100,000 บาท/เดือน

“พอคนมีเงินก็จะสามารถส่งเสียบุตรหลานให้ได้รับการศึกษาที่ดีได้” เจ้าสัวกล่าว

ทั้งนี้ยังได้ฝากกำลังใจไว้ว่า “วันนี้ถือว่ามันมืดที่สุดแล้ว เดี๋ยวก็สว่าง” ซึ่งธุรกิจในเครือซี.พี.เองกลับจะถือเอาวิกฤติเป็นโอกาส จะเป็นฝ่ายรุก และไม่ตั้งรับ จะขยายเครื่องหมายการค้า CP อย่างไม่ลดละ

เพราะโลกที่กว้างใหญ่ยังมีตลาดอีกมากมายที่ยังมีโอกาสรอคอย อาทิ แอฟริกา ปากีสถาน อินเดีย จีน ฯลฯ

“ถ้ามนุษย์หยุดพอใจโลกก็จะไม่ก้าวหน้า มนุษย์ต้องไม่มีวันพอใจครับ ผมถือว่าไม่ผิดปกติครับ”

แต่อย่าลืมหลักพื้นฐาน “3 ประโยชน์” ประเทศชาติ ประชาชน และบริษัท …หากไม่มีเขาก็จะไม่มีเรา

เรื่อง : ชนิตา ภระมรทัต

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *