SMEs และสิ่งแวดล้อม : SMEs and Environment

SMEs และสิ่งแวดล้อม : SMEs and Environment

เมื่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และคนในชุมชนต่างๆได้เปลี่ยนแปลงจากหัตถกรรมในครัวเรือน เป็นอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ จากการหาอาหาร ทำเครื่องนุ่งห่ม สร้างที่อยู่อาศัยด้วยตนเองและครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปเป็นการแบ่งงานเป็นส่วนๆ มุ่งทำงานหารายได้เพื่อนำไปจับจ่ายใช้สอยในการซื้อหาปัจจัยสี่ต่างๆ และมีผู้ผลิตเพื่อส่งปัจจัยสี่ให้กับผู้บริโภค มีผู้ประกอบการเกิดขึ้นมากมาย ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ การเพิ่มขึ้นของประชากร กิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ทั้งการผลิตและการให้บริการ ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั้งโลกและรวมถึงคนไทยไปสู่การอุปโภคบริโภคที่มีการใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย ก่อให้เกิดการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ และความเสื่อมโทรม ต่อสภาพแวดล้อม ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของปริมาณขยะมูลฝอยและมลพิษต่างๆ

การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต และการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ รวมถึงการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์และอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมายเพื่อสนองความสะดวกรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลต่างๆ ทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนไปจนเกือบจะลืมและละทิ้งวิถีชีวิตดั่งเดิมที่อาศัยเกื้อกูลธรรมชาติ

พวกเราเคยหวนคิดกันบ้างไหมว่า วันหนึ่งๆ เราบริโภคสินค้าจากร้านค้าหรือผู้ประกอบการต่างๆ ทั้งขนาดกลางและขนาดย่อมมากเท่าไร ทั้งการกินการใช้ ในทางกลับกัน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่บริการแก่ผู้บริโภคก่อให้เกิดการใช้บรรจุภัณฑ์ กล่อง ถุงพลาสติกในแต่ละวันมากเท่าไร กระแสการสนับสนุนการเป็นเจ้าของกิจการเป็นสิ่งที่ได้รับการนำเสนออย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสนใจและใส่ใจกับ
สิ่งแวดล้อมพร้อมกับจำนวนธุรกิจที่เพิ่มขึ้นยังไม่ได้รับการส่งเสริมมากนักคงปฏิเสธได้ยากที่จะบอกว่า ความสะดวกสบายที่เพิ่มมากขึ้น การเติบโตทางธุรกิจและอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ความต้องการให้ผลิตภัณฑ์ดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคที่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่เกินความจำเป็นขึ้นมากมาย ทั้งมีประโยชน์มากและประโยชน์น้อย ก่อให้เกิดขยะส่วนเกิน เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการสนใจและแก้ไขอย่างเหมาะสมทั้งจากผู้ประกอบการเองและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างมากเห็นจะเป็นบรรจุภัณฑ์ บางท่านนิยมคำว่า แพ็กเกจจิ้ง (Packaging) ที่ทางสื่อและหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนกันหนักหนา เพื่อจะให้ดูเป็นสากล ทันสมัย โดยหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นดั่งไม้วิเศษที่ทำให้ยอดขายเจริญงอกงาม ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนัก ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เคยสงสัยไหมว่าบรรจุภัณฑ์ กล่องอาหาร ถุงพลาสติกที่เราใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นนั้นท้ายสุดแล้ว เดินทางไปที่ใด และที่แห่งนั้นขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงใดในแต่ละปีเพื่อรองรับการบริโภค อันที่จริงแล้วบรรจุภัณฑ์สมควรทำหน้าที่นำพาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการสู่ผู้บริโภค ปกป้องผลิตภัณฑ์ และทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่างๆให้กับผู้บริโภค หากว่าเราสามารถช่วนกันใช้บรรจุภัณฑ์อย่างเหมาะสมและประหยัดแล้ว ก็อาจจะเกิดผลดีทั้งต่อส่วนรวมและสิ่งแวดล้อม

สังเกตการเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำอาหารรับประทานเอง เป็นการบริโภคอาหารสำเร็จ ลองคำนวนดูว่า บุคคลากรหนึ่งคนซึ้ออาหารกลางวันทุกวัน ใช้กล่องโฟมหนึ่งกล่อง ถุงพลาสติกหนึ่งใบ (ถุงก๊อบแก๊บ) กินทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ สัปดาห์หนึ่งใช้และทิ้งห้ากล่องห้าถุง ปีหนึ่งทิ้ง 260 กล่อ(ถุง) ในสำนักงานเดียวกันมีพนักงานอยู่ ประมาณ 200 คน หากซื้ออาหารเพียงกล่องเดียว เพียงมื้อเดียวคือมื้อเที่ยง ไม่นับขนม และของขบเคี้ยว ปีหนึ่ง คนในบริษัทเดียวทิ้ง 52,000 กล่อง( ถุง) เป็นอย่างน้อย ลองดูตัวเลขคร่าวๆของขยะที่เกิดขึ้นในปี 2543 (8 ปีที่แล้ว) กรุงเทพมหานครสร้างขยะถึง 9,130 ตันต่อวัน (ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ, สถานการณ์ขยะมูลฝอยในปัจจุปัน http//www.pcd.go.th) ซึ่งหมายถึง 3,332,450 ตันต่อปี เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในขยะเหล่านั้น นอกจากทำลายสิ่งแวดล้อมแล้วยังก่อให้เกิด มลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผามูลฝอย เกิดมลพิษทางน้ำ เป็นแหล่งพาหะนำโรคติดต่อ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ถึงเวลาหรือยังที่ทุกท่าน ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการควรหันมาใส่ใจกับสิ่งแวมล้อม ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อเมืองของเราประเทศของเรา อยากเน้นย้ำว่าประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของคนอื่น
หากคนในประเทศไม่รักษา หรือรอให้ใครเริ่มทำก่อน ใครจะมารักษา ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากประชาชนขาดจิตสำนึกห่วงใยชุมชน ความเข้าใจ ทัศนคติดังนั้น ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ ผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน พนักงานสำนักงาน ข้าราชการ หรือวิสาหกิจ สามารถมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วยการเอาใจใส่ในการหาแนวทาง และมีความห่วงใยชุมชน เพื่อนำมาใช้ปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงานในแต่ละกิจกรรม เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การใช้พลังงานไฟฟ้า และการใช้น้ำอย่างประหยัด

รวมทั้งร่วมรณรงค์ให้ผู้ซื้อประหยัดการใช้ทรัพยากร ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ส่งเสริมการใช้ตะกร้าหรือถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ผู้ซื้ออาจช่วยลดความสะดวกสบายส่วนตัว นำถุงพลาสติกที่ยังสามารถใช้ได้ไปใช้ซ้ำในการซื้อของ เพื่อเป็นการลดปริมาณขยะ ผู้ขายอาจติดป้ายส่งเสริมการใช้ถุงผ้าในการมาจับจ่าย เป็นการเตือนช่วยบอกผู้ซื้อให้นำถุงที่สะอาดกลับมาใช้เป็นต้น

ในต่างประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเคนย่า หากไม่ได้นำถุงส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นถุงผ้าหรือถุงพลาสติกไปในการจับจ่ายซื้อของ และต้องการถุงพลาสติกจากทางห้างร้าน ต้องจ่ายเงินเพิ่มประมาณ ถุงก๊อบแก๊บละ 3 บาทไทย ถือว่าเป็นมาตรการที่น่าสนใจและลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกฟุ่มเฟือยได้เป็นอย่างดี

ไม่ต้องรอให้องค์กรใดมาเริ่มก่อน มาดำเนินการ ทุกคนสามารถทำได้ ครั้งต่อไปจะมาเล่าสู่กันฟังถึงแนวทางในการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการและคนทั่วไปสามารถช่วยได้

ที่มา : http://www.businessthai.co.th/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *