smart business man : เราและนาย

smart business man : เราและนาย

ไม่กี่วันมานี้มีการรวมตัวของคนกลุ่มก้อนเล็กๆ (ถ้าเทียบกับม็อบ) ในราว 101 คน ร่วมแรงร่วมใจกันไปปฏิบัติภารกิจในต่างจังหวัด ที่เขาถือกันว่าเป็น “วาระแห่งชาติ”
เหตุผลที่มาที่ไปของวาระนี้ เนื่องจากว่าผลประกอบการของกลุ่มงานนี้กำลังมีปัญหาค่ะ ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อพวกเขาเองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่ออีก 300 ชีวิตในบริษัท ส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น และส่งผลกระทบต่อลูกค้าอีกเป็นจำนวนมาก
ดิฉันเองได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตร่วมกันกับทีม 101 ชีวิตนี้ค่ะ คือไปทำหน้าที่เป็นคนคอยจุดประกาย กระตุ้นให้เกิดพลังทีมเพื่อมุ่งไปสู่ความท้าทายแห่งการเปลี่ยนแปลงค่ะ ต้องย้ำนะคะว่าดิฉันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นค่ะ ส่วนการจุดประกาย กระตุ้นให้ทีมเกิดความฮึกเหิม มีคำมั่นสัญญาต่อกัน มีพลังร่วม ส่วนใหญ่มาจากผู้นำ ทีมงานที่อยู่เบื้องหลังและสมาชิกทีม 101 ชีวิตค่ะ
ขอเล่าฉากหลังของทีมนี้ให้ฟังก่อนค่ะว่าเป็นทีมที่เพิ่งจะเปลี่ยนตัวผู้นำทีมเพื่อมารับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น การเปลี่ยนตัวผู้นำครั้งนี้โชคดีที่ผู้นำตั้งใจมาทำงานนี้ด้วย “จิตอาสา” เพราะท่านเป็นผู้นำสไตล์ที่ “อิน” กับการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอย่างแท้จริง ยอมไม่ได้ที่จะเห็นความเสียหายเกิดขึ้นกับองค์กร โชคดีไปหนึ่งเปลาะค่ะ ที่จะจุดประกายให้ทีมฮึกเหิมได้ไม่น่าจะยาก
อีกหนึ่งเบื้องหลังคือทีมนี้มีการทำงานเป็นกลุ่มใคร กลุ่มมัน ไม่ค่อยได้มีโอกาสพบปะ ปฏิสัมพันธ์กันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันมากเท่าไร เวลาเกิดกรณีศึกษาที่สำคัญๆ ไม่ได้นำมาแลกเปลี่ยน แบ่งปันกัน พวกเขายังทำงานกันในรูปแบบเดิมๆ คิดแบบเดิมๆ อยู่ ซึ่งหากยังเป็นอย่างนี้ต่อไป พวกเขาอาจจะต้องมีบทเรียนบทเดิมๆ เกิดขึ้นแต่ส่งผลต่อค่าบทเรียนที่แพงมากขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ
ผู้นำคนใหม่ของทีมนี้ ซึ่งเป็นคนเก่าในองค์กร ได้นำพาทีมนี้ไปหลอมละลายใจ หลอมละลายพฤติกรรมกัน เพื่อสร้างบรรยากาศของการไว้วางใจกันให้เกิดขึ้น คือมี Climate of Trust ปกติแล้วการไว้วางใจไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงแค่ 3วัน 2 คืนที่พวกเขาไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่หากเป็นเพราะว่าผู้นำของเขาได้สร้าง หรือสะสมเอาไว้ในช่วงก่อนหน้านี้แล้วระดับหนึ่งค่ะ เพราะผู้นำท่านนี้ เป็นคนเก่ง มีความรู้ ความสามารถ และได้ปฏิบัติตนเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ รักองค์กรอย่างแท้จริง ครองตนเป็นแบบอย่างที่ดีเสมอมา (Lead by Example) ดังนั้น การสร้างสัมพันธ์ หลอมละลาย (Rapport) ระหว่างเขากับทีมใหม่จึงไม่ยากมาก เพราะทีมได้เห็น ได้ยินคำบอกกล่าวต่อๆ กันมาจากผู้คนในองค์กรว่าผู้นำคนนี้ เป็นอย่างไร น่าทำงานด้วยเพียงใด ก็เรียกว่าได้ใจไปเกินครึ่งค่ะ
บรรยากาศของการทำทีมเริ่มต้นด้วยผู้นำใหม่ได้สื่อสารให้ลูกทีมเห็นถึงสถานะองค์กรในปัจจุบัน ผลงานที่ผ่านมา ผลงานในปัจจุบัน สภาวะของคู่แข่งเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบถึงอะไร และสิ่งที่อยากจะเห็น อยากจะเป็นในอนาคตเป็นอย่างไร เพื่ออะไร เพื่อใคร เรียกได้ว่างานนี้มีการสื่อสารถึงวัตถุประสงค์ ความหมายกันอย่างชัดเจน (Communicate purpose and meaning)
เมื่อผู้นำสื่อสารเสร็จ เวทีก็เป็นของดิฉัน ที่จะแนะนำเครื่องมือต่างๆ ให้ เพื่อปรับความรู้สึก กรอบความคิด กระบวนทัศน์ของคนให้เห็นตัวเองกัน โดยพวกเขาต้องรู้สึกอยากจะปรับเปลี่ยนตนเองจากภายในสู่ภายนอก เริ่มต้นที่ตัวเอง ไม่พยายามชี้นิ้วออกนอกตัว
คุณผู้อ่านคะงานนี้จริงๆ แล้ว ดิฉันจะต้องออกแรงเยอะและต้องเหนื่อยมาก เพราะจำนวนคน 101 ชีวิต แต่ปรากฏว่าเรื่องที่คิดว่าจะยากกลับง่ายมาก เพราะคนที่สัมมนาส่วนใหญ่ตั้งอกตั้งใจมาก และสิ่งที่ดิฉันพยายามทำคือเชื่อมโยงสิ่งที่นำเสนอให้พวกเขาให้เป็นเรื่องเดียวกับที่ผู้นำใหม่เขาสื่อสาร เป็นเรื่องใกล้ตัวเขา เพื่อปฏิบัติตามวาระแห่งชาติของพวกเขา
เวลา 08.30-18.00 น. หมดไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ยังไม่ทันเหนื่อยค่ะ ก่อนเลิกค่ำนั้น มีทีมผู้บริหารจากสำนักงานใหญ่อีก 5 ท่านตามมาสมทบให้กำลังใจกัน มาตอกย้ำสร้างบรรยากาศของความไว้วางใจให้ลงลึกมากขึ้นอีก และที่สุดยอดคือผู้นำเบอร์หนึ่งขององค์กรก็ตามไปให้กำลังใจ ไปสื่อสาร ส่งสารสำคัญ ด้วยตัวเองอีก ตอกย้ำทิศทางที่พวกเขาจะเดินไปด้วยกัน เห็นภาพอย่างนี้แล้วงานในส่วนที่ดิฉันจะต้องทำให้พวกเขามันกลายเป็นของง่ายมากๆ ขึ้นมาเลยค่ะ ดิฉันรู้สึกเป็นสุขใจ และสนุกกับงานมากขึ้นไปอีก และดิฉันก็เชื่อว่าลูกทีม 101 ชีวิต ยิ่งรู้สึกมากไปกว่าดิฉัน เพราะตราบใดที่มีผู้นำใส่ใจเรา (Focus us) รู้จักเรา (Know us) และห่วงใยเรา (Care us) อย่างนี้ ถือว่าซื้อใจกันได้สุดๆ เลย ใช่ไหมคะ
ค่ำคืนนั้น มีการรับประทานอาหารเย็นกันด้วยบรรยากาศของรีสอร์ทที่อากาศดีสุดๆ บรรยากาศทีมดีสุดๆ เพราะเราตั้งโต๊ะอาหารด้านนอก มีร้องเพลง เล่นเกม แจกเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะในการเล่นเกม โดยเงินรางวัลมาจากกลุ่มผู้บริหารที่ช่วยกันลงขัน ก็ได้มาก้อนโตพอควร เป็นการช่วยปลุกเร้าให้บรรยากาศคึกสุดๆ โดยมีพิธีกร เป็นผู้บริหารที่เป็นผู้ร่วมสัมมนาด้วย
ดิฉันนั่งฟัง นั่งชม พิธีกรทำหน้าที่ของเขา ท่าทางสบายๆ ของเขา ยิงมุกขำๆ ฉับไวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา อย่างเป็นธรรมชาติ เนียนๆ เลยยิ่งทำให้บรรยากาศดีสุดๆ เข้าไปอีก ดิฉันมาทราบเบื้องหลังว่างานนี้มีการทำการบ้านมาอย่างดี ทุกอย่างอยู่ภายใต้การวางแผนที่ดีมา เพื่อสร้างบรรยากาศให้ทีมนี้ได้เกิดความประทับใจ พร้อมที่ไปสู่ความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้น
ช่วงจบของคืนนั้น สิ่งที่ดิฉันประทับใจทีมงานที่เป็นเบื้องหลังคือ ได้มีการจัดให้ร้องเพลงคำมั่นสัญญาระหว่างผู้นำใหม่และทีมงาน 101 ชีวิต เพื่อไปบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายร่วมกัน โดยมีเพลงตบท้ายที่ฟังแล้วทำให้เกิดน้ำคลอคือเพลง เราและนาย เพื่อทั้งผู้นำใหม่และทีมทั้งหมดจะได้สู้เพื่อความฝันร่วมกัน (Shared Vision) โดยมีคำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน (Commitment)
วันรุ่งขึ้นดิฉันก็มีช่วงที่ให้พวกเขาแต่ละคนเขียนวิสัยทัศน์ส่วนทำตัวว่าภายในปี 2552 นี้ แต่ละคนจะทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จเป็นที่น่าภาคภูมิใจของตนเอง เพื่อจะให้องค์กรพวกเขาไปสู่สิ่งที่พวกเขาได้สัญญาเอาไว้ต่อกัน โดยวิสัยทัศน์ส่วนตนของแต่ละคนนี้ ผู้นำใหม่จะเอาไปศึกษาและขอคุยกับแต่ละคน เพื่อจะได้สนับสนุนให้พวกเขาไปสู่ความฝัน ความสำเร็จได้ เพราะผู้นำใหม่ได้ให้สัญญาว่า “จากวันนี้จะมีเรา เราและนาย จดจำไว้ตลอดไป ไม่ทิ้งกัน หากมีเราจะมีนายร่วมทางไม่มีไหวหวั่น คือเพื่อนกัน เพื่อนตาย ตลอดไป” ความท้าทายใหม่ได้เริ่มต้นแล้วค่ะ
การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ ต้องอยู่ในมือผู้นำและลูกทีมค่ะ ไม่ได้อยู่ในมือดิฉัน ดิฉันเป็นเพียงหนึ่งในกลไกที่จะมาเสริมให้เกิดการจุดประกายเท่านั้นค่ะ
ดิฉันขอแอบบอกคุณผู้อ่านค่ะว่าดิฉันอ่านวิสัยทัศน์ส่วนตนของทุกคนแล้ว และกำลังสั่งโบรกเกอร์ให้ซื้อหุ้นบริษัทนี้ค่ะ อนาคตดีเหลือเกินค่ะ หวังว่าคงไม่เข้าข่ายอินไซเดอร์นะคะ

ที่มา : www.bangkokbiznews.com

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *