SB unity’หมวกแฟชั่นสุดฮิป เปิดประสบการณ์แกร่งจากวิกฤต

SB unity’หมวกแฟชั่นสุดฮิป เปิดประสบการณ์แกร่งจากวิกฤต

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 มีนาคม 2552 08:54 น.

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ชลิดา ลี้เทียน

หมวกเดินป่า ที่สามารถพับเก็บเป็นกระเป๋าหิ้วใบเล็กได้

หมวกแก๊ปแบบพับเก็บได้

ภายในโรงงาน

จากสภาพเศรษฐกิจโลกชะลอตัวในเวลานี้ ภาคส่งออกสิ่งทอไทยเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ตั้งแต่โรงงานขนาดใหญ่ถึงผู้ผลิตรายเล็กๆ

บริษัท เอส.บี.ยูนิตี้ จำกัด ผู้ผลิตหมวกส่งออก ระดับเอสเอ็มอี ใน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี หนีไม่พ้นจากวิกฤตดังกล่าวเช่นกัน ทว่า จากกลยุทธ์ปรับตัวด้านต่างๆ ทั้งเปิดตลาดใหม่ ลดปัจจัยเสี่ยง สร้างแบรนด์ และเสริมจุดขายแก่สินค้า ช่วยให้ธุรกิจมีศักยภาพเพียงพอจะประคองตัว ฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปได้

ผู้อยู่เบื้องหลังธุรกิจดังกล่าว คือ สาวแกร่ง วัย 42 ปี อย่าง “ชลิดา ลี้เทียน” ซึ่งคลุกคลีอยู่ในวงการผลิตหมวก กว่า 20 ปี ตั้งแต่เป็นลูกจ้างจนถึงเจ้าของกิจการ

ชลิดา เล่าว่า หลังจบการศึกษามัธยมปลาย เข้าทำงานในบริษัทผลิตหมวกรายใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งผลิตหมวกส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด โดยเธอทำงานอยู่ที่นี่กว่า 12 ปี จนเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตครบถ้วนตั้งแต่ผลิตจนถึงส่งออกสู่มือผู้บริโภค และเมื่อได้รับโอกาสจากผู้บริหารบริษัทแม่ ช่วยให้สามารถเปิดบริษัท เอส.บี.ยูนิตี้ จำกัดของตัวเองได้เมื่อปี พ.ศ.2537

“เวลานั้น ออเดอร์จากญี่ปุ่นส่งมาที่บริษัทแม่สูงมากจนผลิตไม่ได้ ผู้บริหารจึงให้โอกาสดิฉัน เปิดบริษัทของตัวเองที่บ้านเกิด เพื่อเป็นเครือข่ายผลิตสินค้าป้อนบริษัทแม่ โดยร่วมทุนกันตั้งโรงงาน มูลค่ากว่า 5 ล้านบาท แบ่งเป็นอัตราส่วนของบริษัทแม่ 60% กับทุนส่วนตัว 40%”

เนื่องจากความต้องการตลาดสูงมาก มีออเดอร์จากบริษัทแม่ส่งให้ต่อเนื่อง ถึงขั้นผลิตกันไม่ทัน โดยเฉพาะช่วงปี 2540 ซึ่งผู้ประกอบการทั่วไปเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง ทว่า กิจการของเธอกลับโตสวนกระแส เพราะค่าเงินบาทอ่อนตัว ทำให้บริษัทโตก้าวกระโดด สามารถซื้อหุ้นคืนจากบริษัทแม่ได้ทั้งหมดภายในเวลา 4 ปีเท่านั้น

แต่แล้ว ธุรกิจที่ดำเนินด้วยดีมาตลอด ต้องเจออุปสรรคครั้งสำคัญ หลังเกิดเหตุ 911 ลูกค้าต่างชาติลดปริมาณสั่งสินค้า บริษัทแม่ไม่สามารถป้อนงานมาให้เหมือนเดิมได้ กลายเป็นวิกฤตของเอสเอ็มอีรายนี้ เนื่องจากตั้งแต่เริ่มธุรกิจ รายได้ทั้งหมดมาจากรับจ้างผลิตให้บริษัทแม่อย่างเดียว 100% เมื่อเกิดปัญหาดังกล่าว จึงขาดรายได้เข้าบริษัท กว่า 3 เดือน

วิกฤตครั้งนั้น แม้จะแสนสาหัส แต่อีกมุม กลายเป็นจุดหักเหให้ปรับตัว พัฒนาธุรกิจจนเข้มแข็งขึ้น เช่น หาตลาดด้วยตัวเอง เน้นขายภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ไม่ยึดติดรอรับจ้างผลิตจากบริษัทใหญ่อย่างเดียว อีกทั้ง ผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ชื่อ “The Star” และ “SB unity” เน้นสร้างจุดขายจากดีไซน์วัยรุ่น ตอบรับกระแสแฟชั่นได้อย่างดี และขายในราคาไม่สูงเกินไป

“เมื่อก่อนเราไม่เคยสนใจตลาดในประเทศเลย เพราะแค่ผลิตส่งบริษัทแม่ก็ไม่ทันแล้ว แต่พอบริษัทแม่ไม่มีออเดอร์ ดิฉันจึงต้องพยายามหารายได้มาเลี้ยงพนักงาน พยายามหาตลาดใหม่ๆ เช่น ทำตลาดเอง โดยเปิดหน้าร้านขายปลีกและส่งที่ย่านประตูน้ำ อีกทั้ง ไปเสนอรับจ้างผลิตหมวกให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่มีความจำเป็นต้องใช้หมวก เช่น ปั๊มน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม กองทหาร ฯลฯ และผลิตสินค้าใหม่ๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น เสื้อผ้าเด็ก เสื้อยืด ชุดกีฬา ชุดยูนิฟอร์ม”

ชลิดาจำกัดความง่ายๆ ถึงการแก้วิกฤตครั้งนั้น ว่า อะไรที่ได้เงิน และบริษัทมีศักยภาพพอจะทำได้ จะรับทำทั้งหมด ซึ่งผลจากการปรับตัวดังกล่าว ช่วยให้บริษัทกลับมียอดผลิตเท่าเดิม ภายในเวลาแค่ 6 เดือน

นอกจากนั้น ยังเป็นประสบการณ์ช่วยให้ธุรกิจเข้มแข็งขึ้น ปัจจุบันรายได้ของบริษัทจะมาจากหลายๆ ทาง ทั้งผลิต OEM ให้แก่บริษัทรายใหญ่ 6-7 ราย และผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง โดยมีช่องทางตลาดผ่านหน้าร้าน ที่ย่านประตูน้ำ โบ๊เบ้ทาวเวอร์ และออกงานแสดงสินค้าต่างๆ ด้วย

แม้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมส่งออกสิ่งทอไทยจะชะลอลง แต่สำหรับบริษัทแล้ว บทเรียนหนักหน่วงที่ผ่านมา ช่วยให้ปรับตัวล่วงหน้ามาแล้ว ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้จึงไม่หนักหนานัก ถึงยอดผลิตเพื่อ ส่งออก จะหายไป 20% แต่สินค้าใหม่ๆ เช่น หมวก แฟชั่นเจาะตลาดนักท่องเที่ยว และวัยรุ่น เสื้อผ้าเด็ก ยอดขายกลับดีขึ้น ทดแทนรายได้ส่วนที่หายไป ช่วยให้โดยรวมผลประกอบการบริษัทอยู่ในระดับดี ยอดขายยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ประมาณ 5 แสนบาทต่อเดือน

ปัจจุบัน บ. เอส.บี.ยูนิตี้ จก. มีพนักงานประมาณ 70 คน ทั้งหมดล้วนเป็นแรงงานในท้องถิ่น มียอดสั่งผลิตหมวก ประมาณ 3 หมื่นใบต่อเดือน ทั้งนี้ ได้ขอสินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย จำนวน 5 แสนบาท สำรองไว้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนธุรกิจอีกด้วย

ด้านดีไซน์หมวกแบบต่างๆ นั้น ชลิดา เผยว่า ใช้ประสบการณ์ส่วนตัวในการสร้างสรรค์ อาศัยดูกระแสจากประเทศเจ้าแฟชั่น เช่น ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นต้น แล้วนำมาประยุกต์ ตั้งคติประจำตัวว่า แบบที่คิดขึ้นต้องไม่ซ้ำกับเมื่อวาน เน้นให้มีลูกเล่นหลากหลาย ใช้งานได้มากกว่าหมวกธรรมดา เช่น พับเก็บได้ ใส่ได้ 2 ด้าน และหมวกเปลี่ยนรูปทรงได้ เป็นต้น ส่วนคุณภาพ เน้นผ้าเนื้อดี เย็บประณีตแข็งแรง เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป และหนีสินค้าราคาถูกคุณภาพต่ำจากประเทศจีน เฉลี่ยราคาขายปลีกอยู่ที่ 199-350 บาทต่อใบ

“สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผู้ประกอบการต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด โดยเฉพาะการลดต้นทุนทุกๆ ด้าน แต่ต้องคงคุณภาพให้ดีเหมือนเดิม เพื่อที่ขายสินค้าคุณภาพดีในราคาไม่สูงเกินไป นอกจากนั้น การตลาดควรตื่นตัวตลอดเวลาด้วย”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *