Sayonara บอกลากับความเครียด

Sayonara บอกลากับความเครียด

จากสถิติของประเทศญี่ปุ่นพบว่า คนในวัยทำงานมีความเครียดกันสูงถึงหกสิบกว่าเปอร์เซนต์ และสัดส่วนของคนที่เป็นโรคเครียดนั้นก็เพื่มขึ้นตามอายุและหน้าที่ความรับผิดชอบที่มากขึ้น

การสะสมความเครียดเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ

” ความเครียด ” เป็นคำพูดติดปากที่เรามักเอ่ยถึง ซึ่งมักจะมีความหมายในแง่ไม่ดี แต่ในความเป็นจริง ความเครียดก็คือการหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนใตส่วนหนึ่งหลายส่วนของร่างกายนั่นเอง ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องมีอยู่เสมอในการดำรงชีวิต เช่น การทรงตัวเคลื่อนไหวทั่วๆ ไป มีการศึกษาพบว่าทุกครั้งที่เราคิดหรือมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นจะต้องมีการหดตัวเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อแห่งใดแห่งหนึ่งในร่างกายเกิดขึ้นควบคู่เสมอ ความเครียดเปรียบเสมือนเครื่องปรุงแต่งรสชาติของคนเราในการใช้ชีวิตอยู่ เช่นความเครียดจากการเข้าแข่งขันกีฬาจะก่อให้เกิดความกดดันนิดๆ ซึ่งจะกลายเป็นพลังในการขับเคลื่อนตัวเราเอง โดยเฉพาะถ้าคาดหวังว่าจะต้องชนะด้วยแล้วล่ะก็ จะยิ่งเพิ่มความเครียดมากขึ้นไปอีก พูดได้ว่าความเครียดทำให้คนเรามีการดิ้นรน ต่อสู้ และพัฒนาการใช้ชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อวิกฤตการณ์ผ่านพ้นไปร่างกายจะกลับสูสภาวะปกติ แต่ความเครียดที่เป็นอันตรายก็คือ ความเครียดที่เกิดขี้นมากเกินความจำเป็น เมื่อเกิดแล้วคงอยู่เป็นประจำไม่ลดหรือหายไปตามปกติ หรือเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุการณ์ที่เป็นการคุกคามจริงๆ ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อสุขภาพกายอันได้แก่ อาการไม่สบายทางกายต่างๆ เช่น ปวดหัว ปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ความผิดปกติของหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะอาหาร ท้องผูกท้องเสียบ่อยๆ นอนไม่หลับ หอบหืด เสื่อมสมรรถภาพทางเพศเป็นต้น ถ้าเกิดความเครียดสะสมในร่างกายนานเข้าจะทำให้สูญเสียสมดุลของระบบประสาทรวมถึงการหลั่งฮอรโมน ภูมิต้านทานของร่างกายลดต่ำลง เกิดเป็นโรคอันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตประจำวันได้
นอกจากนี้ความเครียดยังส่งผลมาถึงภาวะทางอารมณ์และจิตใจ ระบบประสาทหรือระดับการเปลี่ยนแปลงของฮอรโมน อันจะนำไปสู่ความวิตกกังวล ซึมเคร้า กลัวอย่างไร้เหตุผล อารมณ์ไม่มั่นคง เปลี่ยนแปลงง่าย หรือโรคประสาทบางอย่างได้ อาการของโรคที่เกิดจากความเครียดนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุุคคล เคยสงสัยไหมว่าทำไมคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน กลับรับมือกับความเครียดได้แตกต่างกัน ลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันก่อให้เกิดความต่างตรงนั้ได้ รวมไปถึงการมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงทำให้สามารถฟันฝ่าความเครียดเหล่านั้นไปได้ในทางกลับกัน ช่วงเวลาที่เราอ่อนแอ ความเครียดเล็กๆ อาจเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาใหญ่ๆ ภายหลังได้เหมือนกัน พึงระลีกไว้ว่าควรให้ร่างกายและจิตใจได้มีการผ่อนคลายอยู่เสมอ เพื่อเป็นการป้องกันและสร้างภูมคุ้มกันความเครียดให้กับตัวเอง
แต่การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้เกิดความเครียดเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นน่าจะลองหาวิธีลดความเครียดทั้งทางกายและอารมณ์ดู เมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มรู้สึกเครียดเกินไปแล้วนะ ลองใช้ 5 วิธีขจัดความเครียดที่นำมาเสนอกันดีไหมค่ะ

Stress Fighter 1 สรรหางานอดิเรกนอกเหนือจากงานประจำขึ้นมา

คนที่เกิดความเครียดได้ง่ายนั้น มักเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตส่วนตัวสักเท่าไหร่ เวลางานกับเวลาส่วนตัวคาบเกี่ยวกันอยู่ คนที่เวลาส่วนใหญ่ทุ่มเทให้กับงานเช่นนี้ควรหาโอกาสทำอะไรที่ชอบบ้าง อย่างเช่น ไปร้องเพลงให้หลุุดโลกในคาราโอเกะ เล่นกีฬา หรือใช้เวลาเล่นกับลูกในช่วงวันหยุด พอเรามีเวลาได้ทำกิจกรรมที่ชอบแล้ว เรื่องงานก็สามารถทุ่มเทได้เต็มที่ เหมือนกัน เรียกว่า ” ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ” เลยค่ะ

Stress Fighter 2 คิดในเชิงบวก

เมื่อต้องทำเรื่องที่ไม่ชอบ ให้คิดในทางบวกว่าถ้าสามารถทำงานนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ก็เท่ากับเป็นการเพื่มประสบการณ์ให้กับตัวเองมากขึ้น ถึงแม้จะเกิดข้อผิดผลาดก็ไม่ควรนั่งกลุ้มใจ แต่คิดหาทางแก้ไขเพื่อที่จะไม่ให้ผิดซ้ำในจุดเดิม ถ้าสามารถปรับพฤติกรรมการคิดให้เป็นในลักษณะนี้ได้ จะช่วยให้เราทำอะไรเพิ่มได้อีกมากมายโดยปราศจากความเครียดด้วยค่ะ

Stress Fighter 3 นอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพ

การนอนหลับคือการระบายความเครียด โดยการให้สมองและร่างกายได้พักผ่อนจากการทำงาน ชั่วโมงนอนของผู้ใหญ่โดยทั่วไปไม่ควรต่ำกว่า 6 ชั่วโมง และจะดีที่สุดถ้านอนและตื่นในเวลาเดียวกันทุกวันเพราะจะทำให้ร่างกายกำหนดเวลาได้เองโดยอัตโนมัติ การใช้ชีวิตไปตามวงจรอย่างมีระเบียบแบบแผนจะทำให้มีสุภาพกายที่ดี สามารถรับมือกับความเครียดต่างๆ ได้
ในกรณีที่คิดว่าก็นอนนานพอสมควรแต่ไม่สามารถตื่นนอนได้อย่างสดชื่น อาจมีสาเหตุมาจากการนอนหลับไม่สนิท ( การนอนหลับแบบตื้นๆ ) จึงไม่ช่วยคลายความเหนื่อยล้าต่างๆ ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารหรือดื่มสิ่งมึนเมาก่อนนอน การทำงานอย่างคร่ำเคร่งในช่วงกลางวันอาจมีผลรบกวนต่อการนอนหลับในช่วงกลางคืนได้ค่ะ

Stress Fighter 4 เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร

พอทำงานยุ่งมากๆ เข้า มักจะละเลยกับการทานอาหารไปโดยปริยาย ควรทานอาหารให้ครบ 3 มื้อตามเวลาเพื่อให้ระบบทำงานภายในร่างกายดำเนินต่อไปโดยไม่ติดขัด
ในบรรดาสารอาหารต่างๆ วิตามินและเกลือแร่จะช่วยในการทำงานของสมองและระบบประสาท และยังช่วยให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายสูงขึ้น คนที่มักเกิดความเครียดได้ง่ายควรวิเคราะห์ให้ดีว่าเกิดจากพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่เป็นปกติหรือเปล่า เพราะอาจส่งผลทางอารมณ์ที่ไม่มั่นคง และเชื่อมโยงไปสู่การขาดสมาธิในการทำงานได้ การทานอาหารนอกบ้านบ่อยๆ มักเป็นสาเหตุให้ขาดสารอาหารดังกล่าวหมั่นบริโภคผัก ผลไม้ หรือทานอาหารเสริมจำพวกวิตามินแร่ธาตุต่างๆบ้าง อาหารนั้นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติคัดสรรมาอย่างดีแล้วสำหรับมนุษย์ ฉะนั้นหากเรารู้จักเลือกกินแต่ของดีมีประโยชน์ก็ย่อมเป็นการเพื่มพลังให้ชีวิตสดใสและอายุยืนยาว ความเครียดที่เคยเป็นปัญหาหนักอกนั้นก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
การดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่เพื่อระบายความเครียดของคนบางกลุ่มนั้น นอกจากเป็นผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ยังไม่สามารถช่วยแก้ไขที่ต้นเหตุของความเครียดนั้นๆได้

Stress Fighter 5 เหนื่อยนัก….ก็พักเสียก่อน

ถึงแม้จะปรับเปลี่ยนระบบความคิดหรือวิถีการดำเนินชีวิต หากงานที่ทำอยู่มีปริมาณมากเกินไป จนคุณต้องทำล่วงเวลาอยู่เรื่อยๆ ความกดดันที่เกิดขึ้นนอกจากก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าแล้ว ยังเกิดความเครียดตามมาอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในกรณีเช่นนี้ควรกล้าที่จะหยุดพักผ่อน ร่างกายของเรามีเท่านั้นที่จะสามารถจัดการดูแลได้ เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่า ” ไม่ไหวแล้~ว ” ล่ะก็ อยากให้มีความกล้าที่จะบอกตัวเองให้หยุดพักบ้างเท่านั้นแหละค่ะ

สารอาหารเพิ่มภูมิต้านทานสุขภาพกายและใจต่อความเครียด

 

สารอาหาร

ประสิทธิภาพในการกำจัดความเครียด

ตัวอย่างอาหาร

วิตามิน เอ เพิ่มภูมิต้านทานในการรับมือกับความเครียด ตับ ไข่ ผักใบเขียว – เหลือง
วิตามิน บี 1 ช่วยบำรุงระบบประสาทให้เป็นปกติ และทำให้จิตใจสงบผ่อนคลาย ข้าว เนื้อหมู ถั่ว
วิตามิน ซี เสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย ปรับสมดุลของร่างกายและจิตใจ ผลไม้ ผัก ชาเขียว
แคลเซียม ลดภาวะอารมณ์แปรปรวน และความตื่นเต้น นม โยเกิร์ต ปลา
สังกะสี เสริมภูมิต้านทานร่างกาย หอย ปลาไหล เนื้อวัว

 

ข้อมูลจาก : เครื่องสำอาง DHC www.dhc.co.th

 

งานฝีมือ ♥ Handmade สไตล์ญี่ปุ่น

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *