Rational Expectation Model (จบ)

Rational Expectation Model (จบ)
มองมุมใหม่ : ภาวิน ศิริประภานุกูล กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 พฤษภาคม 2546
ถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้ว “การคาดการณ์อย่างมีเหตุผล” อาจจะไม่ใช่ต้นเหตุหลัก ของข้อโต้แย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น จากนักเศรษฐศาสตร์ ผู้ไม่เห็นด้วย กับข้อสมมติดังกล่าว แต่เป็นการที่มันถูกนำไปผนวกเข้ากับ การรับรู้ข่าวสาร และความสัมพันธ์ต่างๆ อย่างสมบูรณ์ต่างหาก ที่เป็นต้นเหตุหลัก ของข้อโต้แย้งเหล่านี้
และถ้าเราลองมองย้อนไปในงานศึกษาหลายๆ งาน กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นผู้ริเริ่ม หรือสนับสนุนข้อสมมติการคาดการณ์อย่างมีเหตุผลนั้น ก็ไม่ได้ปฏิเสธข้อโต้แย้งในเรื่องความฉลาดอย่างสุดโต่งเกินจริงของมนุษย์ในแบบจำลองของพวกเขา
แต่เนื่องจากในช่วงต้นของการพัฒนาแบบจำลองนั้น ไม่มีใครสามารถเปิดทางเลือกอื่นๆ ที่ดีกว่าให้กับพวกเขาได้ แบบจำลองในช่วงต้นนั้นจะมีการกำหนดความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างพฤติกรรมของสิ่งต่างๆ โดยมีการสมมติเอาไว้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์ที่แท้จริง หรือเป็นความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ
เมื่อความสัมพันธ์ดังกล่าวมีรูปแบบที่ชัดเจน ถ้าหากการคาดการณ์ผิดไป จากความสัมพันธ์ดังกล่าว การคาดการณ์นั้นก็ถือได้ว่า เป็นการคาดการณ์ที่ไม่มีเหตุผล
จากตัวอย่างนายดำกับป้าแดง ถ้านายดำสั่งข้าวแกงสามจานทุกครั้งหลังจากวันที่เล่นกีฬา และหนึ่งจานทุกครั้งหลังจากวันที่ทำงานเป็นสมุห์บัญชี มันก็ไม่มีเหตุผลที่ป้าแดงจะคาดการณ์ว่า นายดำจะสั่งข้าวสองจาน หรือหนึ่งจานครึ่งในช่วงเย็นของวันหนึ่ง นอกจากนั้น มันก็ไม่มีเหตุผลอีกเช่นกันที่ป้าแดงจะคาดการณ์ว่า นายดำจะสั่งข้าวหนึ่งจาน ถ้าป้าแดงรู้ว่านายดำไปเล่นกีฬามาในวันนั้น
การที่พฤติกรรมของนายดำถูกกำหนดอย่างชัดเจนในตัวอย่างดังกล่าว ทำให้การคาดการณ์ของป้าแดงจะต้องมีความถูกต้องแทบจะสมบูรณ์เท่านั้น จึงจะทำให้การคาดการณ์ดังกล่าวมีเหตุมีผล ในอีกกรณีหนึ่งถ้าหากทั้งๆ ที่พฤติกรรมของนายดำถูกกำหนดขึ้นมาอย่างชัดเจน
แต่การคาดการณ์ของป้าแดงยังคงผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง ป้าแดงก็น่าจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการคาดการณ์ของตนเองไป จนกระทั่งสามารถสร้างการคาดการณ์ถึงความสัมพันธ์ที่ถูกต้องชัดเจนออกมาได้ การกระทำดังกล่าวของป้าแดงจึงมีความเป็นเหตุเป็นผล
มิใช่เพียงแค่การที่นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มดังกล่าวไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าเท่านั้น ที่ทำให้พวกเขายังคงยึดติดกับข้อสมมติของการคาดการณ์อย่างมีเหตุผล แต่สาเหตุหลักที่พวกเขายังคงมีความเชื่อมั่นในข้อสมมติดังกล่าวน่าจะมาจากการที่แบบจำลองที่อาศัยข้อสมมตินี้ สามารถอธิบายพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ไม่มีแบบจำลองใดที่จะอธิบายความสัมพันธ์ในเชิงลบ ระหว่างปริมาณการใช้จ่ายของภาครัฐบาล กับอัตราการเติบโตของการใช้จ่าย ในการบริโภคของภาคเอกชนของประเทศไทยได้ชัดเจนไปกว่าแบบจำลอง ที่อาศัยข้อสมมติการคาดการณ์อย่างมีเหตุผล
และไม่มีแบบจำลองใดที่จะอธิบายความล้มเหลว ของนโยบายการเงินแบบขยายตัว ของสหรัฐอเมริกาในช่วงประมาณปี ค.ศ.1965-1979 ได้ดีไปกว่าแบบจำลองที่อาศัยข้อสมมติของการคาดการณ์อย่างมีเหตุผล
แต่ถึงแม้ว่าจะมีความเชื่อมั่นในตัวแบบจำลองดังกล่าว นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งในกลุ่ม ก็ยังคงมีความพยายาม ในหลากหลายแนวทาง ที่จะลดความสุดโต่งของข้อสมมติฐานของการคาดการณ์อย่างมีเหตุผลลงบ้าง เพื่อผลในการยอมรับที่กว้างขวางขึ้นในตัวแบบจำลอง
โดยในแนวทางหนึ่งมีการปรับลดข้อมูลที่มนุษย์ในแบบจำลองจะได้รับลง โดยในแนวทางนี้มนุษย์จะได้รับข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้การปรับตัวต่างๆ ลดความรวดเร็วลงไป แต่ถึงอย่างไรมนุษย์ในแบบจำลองนี้ก็ยังคงเป็นผู้ที่เข้าใจความสัมพันธ์ต่างๆ ในธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เนื่องจากยังมีการสมมติความสัมพันธ์ดังกล่าวที่ชัดเจนเอาไว้ในแบบจำลอง
ในอีกแนวทางหนึ่งนั้น มีการสร้างแบบจำลองสองแบบจำลองซ้อนกันอยู่ โดยแบบจำลองที่หนึ่งเป็นแบบจำลองที่กำหนดความสัมพันธ์ที่แท้จริงในธรรมชาติ และแบบจำลองที่สองเป็นแบบจำลองที่กำหนดความสัมพันธ์ต่างๆ ที่มนุษย์มีความเชื่อหรือมนุษย์คาดคิดอยู่ เนื่องจากมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ความสัมพันธ์ที่แท้จริงของธรรมชาติได้ หรือถึงแม้รับรู้ได้ก็อาจจะรับรู้ได้ในขอบเขตที่จำกัด (Bounded Rationality)
ดังนั้น ความสัมพันธ์ที่มนุษย์คาดคิดอยู่ก็อาจจะแตกต่างออกไปจากความสัมพันธ์จริงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แบบจำลองในแนวทางที่สองนี้มีความซับซ้อนขึ้นเป็นอย่างมาก
เนื่องจากการปรับตัวของธรรมชาติและการปรับตัวในพฤติกรรมมนุษย์ จะมีความเกี่ยวโยงถึงกัน มนุษย์จะปรับพฤติกรรมไปตามการคาดคิดของตน ซึ่งแตกต่างไปจากความสัมพันธ์จริงที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ แต่มนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ดังนั้น การปรับพฤติกรรมของมนุษย์ ก็จะไปเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่แท้จริงในธรรมชาติด้วย
ในแนวทางสุดท้าย มีการสร้างแบบจำลองที่มองว่า มนุษย์ไม่รู้ว่าการคาดการณ์ของตนเองนั้นถูกหรือผิด มนุษย์จะคาดการณ์ความสัมพันธ์หนึ่งออกมาโดยอาศัยวิธีการที่ดีที่สุดที่มีอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์ผู้นั้นก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์ที่แท้จริงตามธรรมชาติหรือไม่
ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยง มนุษย์ผู้นั้นเลยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนไปโดยจะเพ่งเล็งไปที่กรณีที่แย่ที่สุด ที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับตนเอง และพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนให้เหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่ตนคาดคิดถึงนั้น
ถึงแม้ว่าข้อสมมติของการคาดการณ์อย่างมีเหตุผลในช่วงเริ่มต้น จะมีลักษณะที่สุดโต่งเกินจริง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับธรรมชาติของมนุษย์ แต่ก็ถือได้ว่าข้อสมมติดังกล่าวเป็นก้าวแห่งการพัฒนาที่สำคัญ ที่ช่วยกระตุ้นให้นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกได้หันมาวิวัฒนาการแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์กันต่อไป เพื่อสร้างความเสมือนจริงให้เกิดขึ้นในแบบจำลองมากยิ่งขึ้น
ผมจึงคิดว่า ไม่เป็นการยุติธรรมที่จะกล่าวหาว่าข้อสมมติของการคาดการณ์อย่างมีเหตุผลเป็นเรื่องไร้สาระ เนื่องด้วยหลักการพื้นฐานของข้อสมมติดังกล่าวนั้น มีสาระลึกล้ำเกินกว่าที่ผู้ที่ยังศึกษามันได้ไม่ถ่องแท้เข้าใจกันเสียอีก

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *