Option Management ขุมพลังสร้างสรรค์องค์กร

Option Management ขุมพลังสร้างสรรค์องค์กร
กระแสโลกาภิวัตน์ได้ผลักดันให้ “ความสร้างสรรค์” เพิ่มมูลค่าของตัวมันเองมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งในโลกของธุรกิจ และอุตสาหกรรม

Productivity อาจช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ และผู้บริโภค

แต่หัวใจสำคัญของ Creativity คือ การเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งช่วยสร้างองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมกับความมั่งคั่งในอนาคต

ที่ญี่ปุ่น ประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่อง Productivity อันดับหนึ่งของโลก กำลังมีแนวคิดในการบริหารงานรูปแบบใหม่เกิดขึ้น เพราะธุรกิจและอุตสาหกรรมในประเทศญี่ปุ่นต้องการเพิ่มเติมคำว่า Creativity นอกเหนือจาก Productivity ที่มีอยู่แล้ว

Productivity ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่หากต้องการทำธุรกิจในกระแสโลกาภิวัตน์ที่ศักยภาพการผลิตในแต่ละพื้นที่แทบไม่ต่างกัน Creativity จะเป็นเครื่องมือที่มาช่วยสร้างความแตกต่างให้กับองค์กรนั้นโดดเด่น และกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้น ภายใต้แนวคิดการบริหารงานรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Option Management” ที่มีจุดหมายเพื่อนำองค์กรไปสู่องค์กรแห่งความสร้างสรรค์

นายแพทย์ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะองค์รวมภาคเอกชน ร่วมแชร์ประสบการณ์ “Option Management” ในงานเสวนาทางวิชาการ HROD TALK หัวข้อ “องค์กรสร้างสรรค์และการบริหารองค์กรแบบมีทางเลือก” จัดโดยคณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ร่วมกับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 360 รายสัปดาห์

หมอชาญวิทย์ เล่าว่า Option Management เป็นแนวคิดที่เกิดมาจาก Paul Kato เมื่อปี 1997

ในฐานะที่เขาเป็นผู้สืบทอดธุรกิจลำดับที่ 3 ของตระกูล Kato แบกความหวังของคนสองรุ่นก่อนหน้าเอาไว้บนบ่า รวมทั้งพนักงานที่ต้องดูแลนับพันชีวิต

หลังจากเผชิญความแตกต่างทางวัฒนธรรมหลากหลายครั้งจนทำให้เกิด Culture Shock นับตั้งแต่เริ่มทำงานที่อเมริกา และเริ่มต้นการทำงานครั้งแรกในฐานะ CEO ที่ประเทศสิงคโปร์ หนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมในขั้นสูง เพราะมีบุคคลหลายเชื้อชาติทั้งจีน มาเลย์ อินเดีย ไม่นับรวมชาวตะวันตกที่ไปทำงานที่นั่นอีกเป็นจำนวนมาก ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้

เมื่อเขาต้องกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว Kato Spring หรือต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Advanex ในตำแหน่งประธานบริษัท เขาจึงเริ่มนำหลักการบริหารที่ไม่ได้รวมศูนย์อำนาจอยู่กับผู้บริหารสูงสุดเหมือนอย่างที่เคยเป็น แต่กระจายอำนาจและการตัดสินใจออกไป

โดยทุกอย่างที่เกิดขึ้นในองค์กรและอาจส่งผลกระทบต่อพนักงาน พนักงานจะได้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเสมอ เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขในสังคมการทำงานแห่งนี้

แต่แนวความคิด Option Management สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างจนกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กรในเครือ Advanex ทั้งหมดเมื่อปี 1997 หลังจากการก่อตั้งบริษัท Strawberry ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือของ Advanex ขึ้นมา

หลายองค์กร เมื่อถึงคราวต้องตัดสินใจอะไรบางอย่าง พนักงานมักเป็น “คนสุดท้าย” ที่ผู้บริหารจะรับฟังความคิดเห็น การตัดสินใจส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในห้องประชุม ที่รวมเฉพาะผู้ถือหุ้น คณะกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง หรืออย่างมากก็ระดับกลาง

แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของผู้บริหารส่วนใหญ่ตกอยู่กับพนักงาน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดในองค์กร การไม่รับฟังความคิดเห็นของพวกเขา Paul Kato จึงถือว่านี่คือการผิดพลาดครั้งมหันต์ เพราะยิ่งองค์กรใหญ่เท่าไร การต่อต้านนโยบายอาจเกิดขึ้นได้มาก และกลายเป็นความยุ่งยาก วุ่นวายในองค์กร ที่ก่อให้เกิดความทุกข์แก่ทุกคนที่มีส่วนร่วม ทั้งเจ้าของ ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร และพนักงาน ซึ่งนั่นจะส่งผลถึงการทำงาน และผลประกอบการของบริษัทในที่สุด

ทุกบริษัทในเครือ Advanex จึงให้ความสำคัญกับพนักงานสูงสุด หรืออธิบายอีกอย่างหนึ่งได้ว่า Paul Kato ต้องการสร้างสรรค์องค์กรของเขาให้กลายเป็นองค์กรแห่งความสุขนั่นเอง

การให้พนักงานมีส่วนร่วมตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยอย่าง การเลือกสีเสื้อของยูนิฟอร์ม การเลือกวัน และเวลาทำงานตามไลฟ์สไตล์ของชีวิต หรือช่วงเวลาที่พนักงานแต่ละคนคิดว่าเหมาะสมที่สุด ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ก็เพียงพอให้พนักงานมีความสุขในการทำงานได้

“นี่ไม่ใช่เทคนิคการบริหาร แต่เป็นรูปแบบการใช้ชีวิตภายใต้ปรัชญาใหม่ ผมเชื่อมั่นว่า ถ้าพนักงานมีความสุขกับที่ทำงาน ก็จะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ดีออกมาได้” Paul Kato เคยกล่าวไว้

หลายองค์กรชั้นนำของญี่ปุ่นที่ก้าวไปสู่องค์กรระดับโลก อย่างเช่น โตโยต้า มีความเชื่อมั่นในแนวคิดที่ว่า “Sell to Demand, Manufacture to Sell” ซึ่ง Kato เองก็เห็นด้วย เพราะนี่คือหลักการตลาดที่ต้องตอบสนองความต้องการของตลาด

แต่เขาก็มีความคิดที่แตกต่างออกไป

สำหรับ Kato ความพึงพอใจของ “พนักงาน” ต้องมาก่อนความพึงพอใจของ “ลูกค้า” เพราะถ้าพนักงานไม่มีความสุข แล้วลูกค้าจะมีความสุขได้อย่างไร

องค์กรแห่งความสุขในเครือ Advanex จึงมีองค์ประกอบง่ายๆ 4 อย่าง คือ Cheeful, Enjoyable, Lively และ Exciting ซึ่งทั้งหมดจะนำมาสู่ทัศนคติใหม่ของพนักงานที่ว่า “I did it”

ความสนุกสนาน ความรื่นเริง ความมีชีวิตชีวา และความตื่นเต้นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกของพนักงาน ล้วนนำมาสู่ความสุขในการทำงาน ที่พร้อมนำเสนอผลงานที่ดีที่สุดออกมาให้กับลูกค้า ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วทั้งพนักงาน และบริษัทก็จะตกอยู่ในสถานการณ์แบบ Win-Win ด้วยกันทั้งคู่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Option Management จะเป็นหนทางสู่องค์กรแห่งความสุข แต่กว่าองค์กรจะไปถึงจุดนี้ได้ต้องใช้ระยะเวลา และต้องทำความเข้าใจในตัวช่วยในการผลักดันให้องค์กรไปสู่จุดสำเร็จได้ ซึ่งประกอบด้วย

1. รูปแบบการทำงานสามารถออกแบบเองได้ ที่ Advanex มีหลักการทำงานอยู่อย่างหนึ่งว่า 365241 หรือ 365 วัน 24 ชั่วโมง 1 กะการทำงาน พนักงานทุกคนมีสิทธิเลือกเวลาทำงานของตัวเองได้ เพราะโรงงานเปิดตลอดเวลา สะดวกตอนไหนก็เข้ามาทำ จัดเวลาตามการใช้ชีวิต

2. จัดการทำงานแบบกลุ่มเล็ก รูปแบบการทำงานแบบนี้ทำให้ลดความซับซ้อนลง และบรรยากาศการทำงานก็จะผ่อนคลาย มีความเป็นกันเองมากขึ้น

3. Flat Organization จัดองค์กรในรูปแบบที่ไม่ต้องมีลำดับขั้นมากมาย แต่ให้เรียบง่ายมากที่สุด เพื่อให้ง่ายต่อการติดต่อสื่อสาร

4. กระจายอำนาจการตัดสินใจ หรือ Transfer of Authorization เป็นส่วนสำคัญของ Option Management

ที่ Advanex แตกต่างจากบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ แม้ว่าจะมีสำนักงานอยู่ทั่วโลกก็ตาม แต่ที่นี่ไม่เคยส่งผู้บริหารชาวญี่ปุ่นออกไปบริหารงานในประเทศต่างๆ เหมือนกับบริษัทอื่นๆ แต่ Kato ไว้ใจให้คนท้องถิ่นบริหารงาน และให้ออกแบบวิธีการบริหารงานเอง รวมทั้งการมอบอำนาจการตัดสินใจส่วนใหญ่ไว้กับมือของผู้บริหารสาขาในแต่ละประเทศ โดยมีกรอบของ Option Management ครอบไว้ เขาไม่สนใจรูปแบบการทำงาน แต่สนใจในผลลัพธ์ที่ได้มากกว่า และการกระจายอำนาจการบริหารงาน ก็ช่วยให้ Advanex ประสบความสำเร็จในฐานะองค์กรระดับโลก

ที่มา : สุรัชฎา สว่างเนตร

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *