No, because – Yes, if

No, because – Yes, if
ในการทำงาน ท่านผู้อ่านเคยสังเกตไหมคะว่ามีคนทำงานหลากหลายประเภท บางท่านถูกชะตากับบางกลุ่ม และจะเกิดอาการท้องอืด เรอเปรี้ยว หงุดหงิด จิตตกทุกครั้งเมื่อต้องทำงานร่วมกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง

ยามสถานการณ์ราบรื่น ดื่นๆ ไม่ต้องพึ่งพากันมาก ต่างคนต่างทำ ความแตกต่างของคนอาจไม่เด่นชัด เราจะเริ่มจัดกลุ่ม เริ่มเห็นประเด็นที่แตกต่าง เมื่อเริ่มสังเกต โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุคับขัน ต้องพัวพัน ต้องช่วยกัน เมื่อนั้นธาตุแท้จะถูกแฉให้เห็นกันจะจะ ว่าใครเป็นใคร

ดิฉันได้มีโอกาสคุยและหารือกับคนทำงานในหัวข้อนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาที่เรียกได้ว่าสถานการณ์เกินฐาน “ปกติ”

ในฐานะประชาชนคนไทย พวกเราล้วนอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติสุข ต่างมีทุกข์ที่นับวันจะเพิ่ม มีใครๆ ช่วยเติมเสริมความกังวล เพิ่มความกลุ้มใจไม่เว้นวัน สถานการณ์ที่ทำงาน ส่วนใหญ่จึงสะท้อนความวุ่นวาย ความไม่แน่นอน ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต ที่โอกาสอาจหดหายไป

จากการทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ มองคนรอบข้างอย่างปล่อยวาง ไม่เข้าข้างใคร พรรคพวกและตัวดิฉัน เห็นคนหลากหลายกลุ่ม ต่างกันหลายมิติ

มุมหนึ่งที่น่าสนใจเพื่อนำไปใช้ในชีวิตการทำงาน เราฟันธงว่ามีคน 2 ขั้ว คือ มนุษย์แบบ No, because กับกลุ่มประเภท Yes, if

No, because…

ท่านผู้อ่านเคยทำงานร่วมกับพรรคพวกบางคนที่ช่างมองโลกว่าโหดร้าย จะทำอะไรก็มองเห็นข้อขัดข้อง ไอ้โน่นก็ไม่ดี ได้นี่ก็ไม่ได้ ทุกอย่างช่างเต็มไปด้วยอุปสรรค ท่านมักท้วงมักติง

เมื่อบางสิ่งผิดพลาดจริงตามที่ท่าน “พยากรณ์” ไว้ ท่านก็จะเป็นคนแรกที่แหวกแถวออกมา แล้วบอกว่า “… ก็ว่าแล้วไง เตือนแล้วใช่ไหม ทำไมไม่ฟัง” ทำเอาพวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นลูกน้องจ๋องจ๋อย ต้องคอยหลบหน้า ก็ท่านว่าไว้แล้วจริงๆ รู้งี้อยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไรให้ใครเขาตอกย้ำซ้ำเติมให้หดหู่ กู่ไม่กลับ

มนุษย์กลุ่มนี้ เมื่อมองดูแก้วน้ำ ซึ่งมีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว ท่านจะทักว่า “น้ำหายไปไหนครึ่งแก้ว” ประหนึ่งว่าไม่เห็นน้ำที่มีอยู่ตั้งครึ่งหนึ่ง ที่มีไม่นับ จับต้องไม่ได้ ไม่สำคัญ

เมื่อใครเสนออะไร โดยเฉพาะเรื่องใหม่ๆ หรือแม้เมื่อท่านเองต้องทำอะไร ต้องหาทางแก้ปัญหา ฝ่าฟันอุปสรรค ท่านมักตอบอย่างทันท่วงทีว่า

… มันทำไม่ได้ เพราะ…

เหมือนท่านมีต่อมอัตโนมัติในสมองที่สอดส่องโลกอย่างหวาดระแวง แฝงความกลัวและกังวล คำตอบที่มักผุดขึ้นโดยไม่ต้องคิดมาก จึงเป็น

… No, because…

ผองเพื่อนรอบข้าง หรือลูกน้อง มักเบื่อหน่ายกับมนุษย์สายพันธุ์นี้ โดยเฉพาะเมื่อต้องลองวิธีแก้ปัญหาแบบเก๋ เนื่องจากตระหนักว่ายามนี้ทำแบบเดิมคงไม่ได้การ เพราะสิ่งรอบข้างเปลี่ยนไปขนาดนี้ ลูกพี่ลูกน้องต้องช่วยกันคิด

ตัวอย่างล่าสุด ภาครัฐมีแนวคิดการลดค่าใช้จ่ายที่โยงใยกับการเดินทางของข้าราชการ และพนักงานของรัฐ โดยอาจให้มีคนทำงานบางส่วนทำงานจากบ้านได้ จะได้ลดค่าเดินทาง ประหยัดน้ำมัน ตลอดจนค่าใช้จ่ายจิปาถะที่เกี่ยวข้องกับการออกนอกบ้านเพื่อไปทำงาน

ท่านผู้อ่านคาดเดาได้ว่า มนุษย์ No, because จะมองแนวทางนี้ว่าอาจมีข้อดี… มั้ง? … แต่ต้องระวัง เพราะ… แต่ยังไม่เหมาะ ยังไม่น่าทำ เนื่องจาก… “ข้าราชการจะเอาเปรียบ อยู่บ้านทำงานจริงรื้อ? … แล้วประชาชนจะติดต่อใคร …แล้วใครออกค่าน้ำค่าไฟให้ที่บ้าน เพราะต้องทำงานให้หลวง…”

“เหตุ” และ “ผล” หลายหลั่งพรั่งพรู บางประเด็นต้องเรียกว่าท่านเห็นทะลุ ขณะที่บางเรื่อง ผู้คนเริ่มสงสัยว่าท่านคิดได้อย่างไร ชีวิตช่างโหดร้ายกับท่านขนาดนั้นเชียวหรือ เมื่อท่านมองอะไรๆ จึงได้แต่เห็นข้อด้อย จะนิด จะน้อยอย่างไร ไม่พลาดสายตา

ผลลัพธ์สำคัญที่ตามมาคือ ทีมงานเริ่มกล้าๆ กลัว ก็ท่าน “ชัวร์” ว่า “ไม่เวิร์ค” อย่างไรๆ ท่านก็มั่นใจว่าทำไม่ได้ มีข้อเสียมากกว่าข้อดี หรือในฐานกรุณา และเกรงใจ ท่านจะให้กลับไปพิจารณาใหม่ ไปศึกษาเพิ่ม ไปวิเคราะห์เติมเรื่องความเสี่ยง …ส่วนใหญ่ แผนงานใหม่ๆ เหล่านี้ จึงกลายเป็นแผนงานข้ามศตวรรษ และลงท้าย…ไม่ได้ทำ

Yes, if…

เปรียบเทียบกับมนุษย์กลุ่ม Yes, if คนกลุ่มนี้มองโลกในแง่ดี แม้ชีวิตจะติดขัดบ้างก็ไม่เป็นไร ทุกอุปสรรคมักมีโอกาสแฝงอยู่ ไม่ดูไม่เห็น ไม่หาไม่พบ เราต้องลอง ต้องสู้ดูสักตั้ง หากคนอื่นเขาทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ หากเห็นข้อจำกัด เห็นกำแพงขวาง ก็ต้องหาทางเลี่ยง อยู่ที่เดิมก็เห็นๆ ว่าเป็นอย่างไร บุกไปข้างหน้าท่าจะดีกว่ามาก

สำหรับคนกลุ่มนี้ แก้วน้ำและน้ำที่มีอยู่ครึ่งแก้ว ล้วนเป็นสิ่งดีๆ ในชีวิต … “โอ้โฮ! เรามีน้ำตั้งครึ่งแก้ว ขณะที่บางคนไม่มีเลยด้วยซ้ำ เราช่างโชคดี”

เมื่อต้องหาหนทางแก้อุปสรรค เมื่อได้ฟังแนวทางใหม่ๆ คนกลุ่มนี้อาจเห็นข้อด้อย อาจเห็นปัญหา แต่ท่านมักเห็นสิ่งที่ดีกว่า เห็นความเป็นไปได้… เมื่อเราแก้จุดอ่อน หากเราใช้จุดแข็ง และทุ่มแรงทุ่มใจ ผมว่าไม่น่าพลาด

หรือแม้ผิดไป เพี้ยนไปไม่ได้ตามเป้า 100 % … ก็ลองใหม่ ไม่ว่ากัน

ตัวอย่างในกรณีเดียวกันกับข้างต้น เราจะลองหาหนทางใหม่ในการทำงานโดยลดการใช้พลังงาน ข้าราชการควรเป็นแบบอย่าง แม้เราไม่เคยทำ แต่ก็มีบริษัท ห้างร้านเอกชนเขาทดลองกันมาบ้างแล้ว หากเป็นเรื่องใหม่ บางคนยังไม่มั่นใจ อาจทดลองแบบนำร่องก่อน จะได้รู้จริง เห็นจริงเรื่องข้อดีและข้อจำกัด เมื่อตัดสินใจทำเพิ่มเติมเต็มรูปแบบ จะได้พัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้นเป็นลำดับ

ผลลัพธ์ คือ เรื่องใหม่ได้ลองทำ ทีมงานได้ก้าวไปข้างหน้า ได้เรียนรู้จากความสำเร็จ ที่สำคัญ แม้พลาด ก็ได้เรียนรู้ ครั้งหน้ากล้าทำใหม่โดยไม่ผิดที่เดิม

ถามใคร ใครก็บอกว่าอยากทำงานกับมนุษย์ Yes, if โลกมัวๆ ใบนี้ น่าจะสดใสขึ้น หากอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ดี

กลุ่ม No … because มักทำให้โลกที่เริ่มใส หมองลงได้ทันตา หากไม่จำเป็นจริงๆ พรรคพวกมักหลีกเลี่ยงมนุษย์ขี้บ่น ขี้ติง ขี้ติ

กระนั้นก็ดี … ดิฉันเห็นว่าพบกันระหว่างทางน่าจะเหมาะ

มองโลกผ่าน “ตาใส” เกินไป ก็ใช่ที่ แม้มีอะไรดีๆ อยู่รอบตัว แต่ก็ไม่ควรหลงลืม ขอยืม “ตาผี” มองหามุมเสี่ยงมาใคร่ครวญแบบพอเหมาะพอดี เพื่อกันปัญหาที่อาจเกิด

… ถือเป็นศิลป์ของการมองแบบผสมผสานเพื่อความสมดุล

ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือการดำรงชีวิต วันนี้ไม่น่าจะมีที่สำหรับมนุษย์สุดขั้ว… ไม่ว่าจะขั้วใด

ครั้งนี้ยังเอียง ยังเป๋ ยังไม่ได้ดุล ก็ไม่เป็นไร…ทำไปปรับไป ไม่ว่ากันค่ะ

ที่มา : พอใจ พุกกะคุปต์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *