Nicola Tesla อัจฉริยะที่โลกลืม ผู้คิดค้นศตวรรษที่ยี่สิบ (2)

Nicola Tesla อัจฉริยะที่โลกลืม ผู้คิดค้นศตวรรษที่ยี่สิบ (2)

ในคริสตทศวรรษ 1980 ความคิดของเทสลาได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง ผลการวิจัยเรื่องการสูญเสียพลังงานในพัลซาร์ดาวคู่นิวตรอน (double neutron star pulsar) ชื่อ PSR 1913+16 พิสูจน์ว่าคลื่นแรงโน้มถ่วงมีอยู่จริง ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจกับไอเดียของเทสลาที่ว่า แรงโน้มถ่วงเป็นสนามพลัง มากกว่าที่ไอน์สไตน์ให้ความสนใจ โชคร้ายที่เทสลาไม่เคยอธิบายว่าอะไรทำให้เขาสรุปแบบนี้ และไม่เคยอธิบายทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเขาให้โลกรู้ การโจมตีงานของไอน์สไตน์ทำให้แวดวงวิทยาศาสตร์ตอนนั้นโจมตีเทสลาอย่างมหาศาล เราเพิ่งจะเข้าใจแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะระลึกได้ว่า ความคิดของเทสลานั้นถูกต้อง เมื่อไม่นานมานี้เอง
หลังจากนั้น เทสลาออกประกาศอีกฉบับหนึ่งที่อุกอาจกว่าเดิม เรื่องนี้ช่วยให้เขากลายเป็นคนที่โลกลืมหลังจากตายไปแล้ว:
ผมทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ในรอบปีที่ผ่านมา ไปกับการประดิษฐ์เครื่องมือใหม่ชิ้นเล็กๆ ที่สามารถส่งพลังงานปริมาณมหาศาลผ่านห้วงอวกาศได้ โดยปราศจากการแพร่กระจาย(ของพลังงาน) ผมกำลังจะส่งคำอธิบายเครื่องมือตัวนี้ พร้อมข้อมูลและผลการคำนวณต่างๆ ไปให้สถาบันฝรั่งเศส (Institute of France) เพื่อขอรับเงินรางวัล Guzman Prize จำนวน 100,000 ฟรังค์ ที่ประกาศให้กับคนที่คิดค้นวิธีติดต่อสื่อสารกับโลกอื่น ผมมั่นใจว่ารางวัลนี้จะตกเป็นของผม แน่นอน เงินไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ผมยินดีทุ่มเทให้เกือบทั้งชีวิต เพื่อเกียรติยศที่จะได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นคนแรกที่ทำให้ปาฏิหาริย์นี้เป็นจริง
เทสลาไม่ได้รับรางวัลนั้น และไม่เคยอธิบายงานชิ้นนี้ของเขา รัฐบาลฝรั่งเศสไม่เคยได้รับการติดต่อจากเทสลาอีกเลย หลังจากที่เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเกินการคาดเดาของทั้งสองฝ่าย ฮิตเลอร์เริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในยุโรป และยกทัพบุกฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2483
สิ่งประดิษฐ์ที่เทสลาพูดถึงข้างต้น น่าจะเป็นปืนพลาสมา หรือไม่ก็เครื่องยิงแสงเลเซอร์ เพื่อผลิตอนุภาคพลังงานสูงในบรรยากาศชั้นสูงของโลก บันทึกจากโคโลราโดของเขาแสดงให้เห็นว่า เทสลารู้ดีถึงความเป็นไปได้ทั้งสองอย่างนี้ และสิ่งประดิษฐ์ทั้งสองอย่างก็จะเป็นผลสืบเนื่องอันมีเหตุผลจากการทดลองเกี่ยวกับฟ้าแลบของเขา
ในปี 2483 หลังจากวันเกิดครบรอบ 84 ปีของเขาไม่กี่วัน เทสลาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ New York Times ซึ่งลงตีพิมพ์ในฉบับวันที่ 22 กันยายน ว่า:
นิโคลา เทสลา หนึ่งในนักประดิษฐ์ที่เก่งที่สุด ซึ่งเพิ่งฉลองวันเกิดอายุ 84 ปีของเขาไปเมื่อวันที่ 10 กรกฏาคมที่ผ่านมา บอกกับผู้เขียนว่า เขาพร้อมที่จะเปิดเผยความลับเกี่ยวกับพลัง ‘โทรกำลัง’ (teleforce) ต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา พลังนี้มีอานุภาพหลอมละลายเครื่องยนต์ของเครื่องบินจากระยะไกลถึง 250 ไมล์ ทำให้สามารถสร้างแนวกำแพงป้องกันรอบประเทศแบบกำแพงเมืองจีน แต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยคนไหนวิจารณ์บทความชิ้นนี้ เมื่อมาถึงตอนนี้ ชื่อเสียงของเทสลาในฐานะคนอยากดัง พุ่งสูงกว่าความสามารถของเขาที่จะทำให้คนเชื่อในสิ่งที่พูด และในขณะที่ฮิตเลอร์กำลังกรีฑาทัพเข้าสู่ยุโรป ทุกคนมีเรื่องอื่นให้ปวดหัวมากกว่า
เมื่อถึงปีถัดมาคือ พ.ศ. 2484 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง และเทสลาเองก็คงเป็นกังวลกับการที่ประเทศบ้านเกิดของเขาพ่ายแพ้ต่อกองทัพเยอรมันในเวลาเดียวกัน เขาจะทำอย่างไรกับ ‘รังสีหายนะ’ (Death Ray) ซึ่งเป็นชื่อที่หนังสือพิมพ์ขนานนามให้กับขีปนาวุธ ‘โทรกำลัง’ ของเขา? เทสลาต้องการยกมันให้กับรัฐบาลอเมริกัน เพื่อช่วยทั้งประเทศบุญธรรม และประเทศบ้านเกิดของเขา
ในวันที่ 5 มกราคม 2586 เทสลาโทรศัพท์ไปหาพันเอกเออร์สไกน์ (Erskine) รัฐมนตรีสงครามของอเมริกา เสนอยกความลับของขีปนาวุธ ‘โทรกำลัง’ ให้ทั้งหมด เออร์สไกน์ไม่รู้ว่าเทสลาคือใคร ก็เลยคิดว่าเขาเป็นแค่คนบ้าคนหนึ่ง ให้สัญญากับเทสลาว่าจะติดต่อกลับ แล้วหลังจากนั้นก็ลืมเขา นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เทสลาติดต่อกับโลกภายนอก ถึงตอนนี้เขาล้มป่วยอย่างรุนแรง หัวใจที่อ่อนแอของเขาก่อให้เกิดอาการเวียนหัวบ่อยครั้ง ตอนนั้นเทสลาพักอยู่ในโรงแรม New Yorker ในเย็นวันที่ 5 มกราคม วันเดียวกัน เทสลาแจ้งโรงแรมว่าไม่ต้องการให้ใครรบกวน แล้วหลังจากนั้นก็เข้านอน เขามักแจ้งโรงแรมว่าไม่ให้รบกวนช่วงละ 2-3 วัน แต่นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นเขาขณะมีชีวิต
เหตุการณ์ต่อจากจุดนั้นเกิดขึ้นเหมือนในหนังเร้าใจเรื่องแย่ๆ เรื่องหนึ่ง เทสลาตายด้วยอาการหัวใจล้มเหลวระหว่างเย็นวันอังคารที่ 5 มกราคม และเช้าวันศุกร์ที่ 8 มกราคม พนักงานทำความสะอาดเป็นคนพบศพเขาในเช้าวันศุกร์ ญาติคนเดียวของเทสลาที่คนรู้จัก คือหลานชายที่ชื่อ ซาวา โคซาโนวิช นั้น เป็นผู้อพยพจากยูโกสลาเวียที่หลบหนีกองทัพเยอรมันมายังอเมริกา เขาก็เหมือนผู้อพยพอื่นๆ อีกหลายคน คืออยู่ภายใต้การสอดแนมของตำรวจ FBI ในฐานะคนที่อาจเป็นสายลับของศัตรู
ในคืนวันที่ 8 มกราคม ซาวา โคซาโนวิช และชายอีกสองคนคือ จอร์จ คลาร์ก (George Clark) และเคนเน็ธ สวีซีส์ (Kenneth Sweezey) ซึ่งเป็นนักข่าวหนุ่มสายวิทยาศาสตร์ ไปที่ห้องของเทสลาในโรงแรม พร้อมกับช่างทำกุญแจเพื่อเปิดตู้เซฟข้างใน โคซาโนวิชบอกชายอีกสองคนว่าเขามาหาพินัยกรรมของลุง ผู้ช่วยผู้จัดการโรงแรมสามคน และตัวแทนจากกงสุลประเทศยูโกสลาเวีย อยู่ในห้องนั้นด้วยในฐานะพยาน สวีซีส์หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากเซฟ และหลังจากนั้นตู้เซฟก็ถูกล็อคด้วยรหัสใหม่ ที่มอบให้กับโคซาโนวิช ถ้าเขาพบพินัยกรรมของเทสลา เขาไม่เคยบอกให้ใครรู้ เพราะเทสลาถูกบันทึกว่าตายโดยที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ (อย่างไรก็ตาม ในที่สุดโคซาโนวิชก็เก็บรวบรวมข้อเขียนและอุปกรณ์ต่างๆ ของเทสลาได้ครบ ของเหล่านี้ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เทสลา ในกรุงเบลเกรด)
เย็นวันเดียวกัน พันเอกเออร์สไกน์แจ้งกับตำรวจ FBI ว่า เทสลาตายแล้ว และบอกว่าหลานชายของเขาคือโคซาโนวิชได้ยึดเอกสารต่างๆ ที่อาจใช้ในการทำสงครามกับรัฐบาลอเมริกันได้ FBI ติดต่อกรุงนิวยอร์คทันที และได้รับคำยืนยันว่าโคซาโนวิชและคนอื่นๆ ได้เข้าไปในห้องของเทสลา พร้อมกับช่างกุญแจ FBI จึงไปขอให้หน่วยพิทักษ์ทรัพย์สินคนต่างด้าว (Alien Property Custodian) เป็นตัวแทนรัฐบาล ไปยึดของต่างๆ คืนมา
เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ทรัพย์สินคนต่างด้าวชื่อ ฟิตซ์เจอร์รัลด์ (Fitzgerald) ไปที่ห้องของเทสลาในโรงแรม ยกของที่เหลือออกไปทั้งหมด ได้ของประมาณเต็มสองคันรถบรรทุก เขาสั่งห่อของทั้งหมดให้แน่นหนา ส่งไปที่บริษัท Manhattan Storage and Warehouse ในนิวยอร์ค ซึ่งเป็นที่เก็บของอื่นๆ ของเทสลาอีก 30 กล่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 หลังจากนั้น หน่วยพิทักษ์ทรัพย์สินคนต่างด้าวเข้ายึดทรัพย์สินทั้งหมดของเทสลาในเช้าวันเสาร์ และแจ้งกองทัพเรือให้ช่วยถ่ายสำเนาเอกสารทั้งหมดของเขาลงบนไมโครฟิล์ม
ตำรวจ FBI ค้นพบด้วยว่า เทสลาเคยเก็บสิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งในตู้เซฟของโรงแรม Grosvoner Clinton เมื่อปี พ.ศ. 2475 แต่เมื่อ FBI ไปยึด โรงแรมไม่ยอมเปิดตู้เซฟให้ จนกว่า FBI จะยอมจ่ายบิลค่าห้องและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เทสลาค้างชำระ อย่างไรก็ตาม โรงแรมตกลงว่าจะแจ้ง FBI ทันทีที่มีคนมาขอเปิดเซฟนี้
ข้อมูลของ FBI ระบุว่า ซาวา โคซาโนวิช พยายามครอบครองข้าวของต่างๆ ของเทสลา และกลัวว่าโคซาโนวิชจะนำความลับไปบอกศัตรู FBI ปรึกษากับที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรองประธานาธิบดีวอลเลซ (Wallace) และได้รับคำตอบว่า ให้ทำทุกวิถีทางที่จะยึดสมบัติของเทสลามาให้ได้ ที่ปรึกษาผู้นี้ยังบอก FBI ด้วยว่า เทสลาทดลองการส่งพลังงานไร้สายได้สำเร็จแล้ว และได้คิดค้นตอร์ปิโดแบบใหม่ ทั้งแบบแปลนและโมเดลใช้งานได้ ที่ใช้เงินกว่า 10,000 เหรียญสหรัฐในการสร้าง ถูกเก็บไว้ที่เซฟในโรงแรม Grosvoner Clinton โมเดลนี้เกี่ยวโยงกับรังสีหายนะและการจ่ายกระแสไฟฟ้าแบบไร้สาย
FBI ตัดสินใจปรึกษาอัยการของรัฐ เกี่ยวกับแผนที่จะจับกุมโคซาโนวิช ในข้อหาลักทรัพย์ เพื่อยึดเอกสารที่เขาได้ไปจากตู้เซฟในห้องเทสลา เมื่อถึงตอนนี้ หน่วยพิทักษ์ทรัพย์สินคนต่างด้าวก็รับมอบอำนาจหน้าที่ไปจาก FBI ในการติดตามข้าวของของเทสลา ถึงตรงนี้บันทึกเหตุการณ์ของ FBI ก็สิ้นสุดลง
เจ. เอดการ์ ฮูเวอร์ (J Edgar Hoover – อดีตประธานาธิบดีอเมริกา) ลงนามในบันทึกฉบับหนึ่งที่ส่งไปยังเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องว่า ‘เรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับนิโคลา เทสลา ผู้ล่วงลับไปแล้ว ต้องถูกจัดการอย่างลับที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งประดิษฐ์ของเขาตกเป็นข่าว และทุกฝ่ายต้องระวังรักษาความลับของสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้น ให้เป็นความลับตลอดไป’
ด้วยเหตุนั้น งานทั้งชีวิตของเทสลา ก็ถูกตีตรา ‘ลับที่สุด’ และห้ามไม่ให้ใครอภิปรายเรื่องนี้อีกเลย
คงเป็นตลกร้าย ที่รังสีหายนะของเทสลาเป็นเรื่องจริง ซึ่งเพียงเมื่อไม่กี่ปีมานี้เองที่วงการวิทยาศาสตร์ตามทันเขา ในวันที่ 18 ตุลาคม 2538 กระทรวงกลาโหมสหรัฐประกาศว่า กระทรวงฯ กำลังจะเริ่มสร้างศูนย์วิจัยไอโอโนสเฟียร์ (ionosphere คือชั้นบรรยากาศช่วงที่อยู่ห่างระหว่าง 80-1000 กิโลเมตรจากพื้นผิวโลก) ในเมืองกาโคนา มลรัฐอลาสกา ศูนย์นี้มีชื่อว่า HAARP (High Frequency Active Auroral Research Program) ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย Alaska, Massachusetts, Stanford, Penn State, Tulsa, Clemson, Maryland, Cornell, UCLA และ MIT ในการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อศึกษาคุณสมบัติการสะท้อน (resonant properties) ของโลกและชั้นบรรยากาศของโลก โครงการนี้มีความเกี่ยวโยงกับงานของเทสลาอย่างชัดเจน HAARP กำลังศึกษาปรากฏการณ์เดียวกันกับที่เทสลาค้นคว้าที่โคโลราโดกว่า 100 ปีที่แล้ว
HAARP ตั้งอยู่บนแนวคิดของเบอร์นาร์ด อีสต์ลันด์ (Bernard Eastlund) เจ้าของสิทธิบัตรสามใบที่จดในอเมริกา (หมายเลข 4,686,605 – 4,712,158 – 5,038,664) ซึ่งล้วนเป็นการปรับปรุงเทคโนโลยีในสิทธิบัตรที่เทสลาจดไว้ หลังจากทำการทดลองที่โคโลราโด ชื่อของสิทธิบัตรของเขาได้แก่: วิธีการและเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงบริเวณในชั้นบรรยากาศของโลก, วิธีการและเครื่องมือในการสร้างเครื่องเครื่องเร่งอิเล็คตรอนไซโคลตรอน (electron cyclotron) ด้วยความร้อนพลาสมา, วิธีการผลิตอนุภาคสัมพัทธภาพ (relativistic particles) เหนือพื้นผิวโลก
สิทธิบัตรใบสุดท้าย ซึ่งอธิบายโลห์ป้องกันจรวดขีปนาวุธที่สามารถทำลายวงจรอิเล็คทรอนิคส์ของจรวดหรือดาวเทียมศัตรูได้ คือรังสีหายนะของเทสลา มันทำงานด้วยการสร้างหลุมพลาสมาที่ประกอบด้วยอนุภาคพลังงานสูง นั่นคือเวอร์ชั่นยักษ์ของลูกบอลสายฟ้าของเทสลาที่โคโลราโดนั่นเอง
ฉะนั้น เทสลาจึงมีเรื่องให้ ‘หัวเราะทีหลังดังกว่า’ ถึงสองข้อด้วยกัน ข้อแรกคือ มีคนสร้าง ‘โทรกำลัง’ ของเขาขึ้นมาจริงๆ และข้อสอง เขาเป็นผู้ชนะในสงครามสิทธิบัตรกับมาร์โคนี หลังจากเทสลาตายไปแล้วหกเดือน เมื่อศาลสูงของอเมริกาออกคำตัดสินยืนยันว่า นิโคลา เทสลา เป็นผู้ประดิษฐ์วิทยุเป็นคนแรกของโลก! อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นชัยชนะที่ว่างเปล่า เพราะสิทธิบัตรทั้งสองใบได้หมดอายุไปแล้ว นักประดิษฐ์ทั้งสองคนก็ตายไปแล้ว และก็ไม่มีใครคุยกันเรื่องนี้ได้เพราะรัฐบาลมีคำสั่ง ‘ลับที่สุด’ ห้ามทุกคนพูดถึงงานของเทสลา
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากห่วงโซ่เหตุการณ์ที่น่าเศร้าดังกล่าวคือ ผู้ทำประโยชน์มหาศาลให้กับมนุษยชาติคนหนึ่งต้องกลายเป็นบุคคลที่โลกลืม เทสลาตายแบบเดียวกับที่เขาใช้ชีวิตในบั้นปลายสุดท้าย อย่างเดียวดาย ว้าเหว่ และลับที่สุด กลายเป็นคนลึกลับนานหลายปีเพราะให้ข้อเสนอสุดท้ายที่น่าตกใจต่อรัฐบาลอเมริกัน
เทสลาเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ชาญฉลาดอย่างน่าอัศจรรย์ใจ เป็นผู้ทำนายที่มองเห็นอนาคตได้จริง แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาเป็นปัจเจกชนที่เอาแต่ใจตัวเองเสียจนไม่เคยมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับใคร ไม่ว่าหญิงหรือชาย แต่เขาก็เป็นคนที่มีวัฒนธรรมสูงส่ง – เทสลาพูดได้หลายภาษา และอ่านหนังสืออย่างกว้างขวาง ในช่วงบั้นปลายชีวิต เทสลาหาเงินเลี้ยงชีพส่วนหนึ่งจากการรับแปลวรรณกรรมเป็นภาษายุโรปตะวันออก แต่เขาไม่เคยก่อตั้งบริษัท หรือสายสัมพันธ์ใดๆ กับสถาบันซึ่งจะช่วยอนุรักษ์ผลงานของเขาได้ พิพิธภัณฑ์เทสลาในกรุงเบลเกรดถูกก่อตั้งขึ้นนานหลังจากวันตายของเขา
โอกาสใดๆ ก็ตามที่โลกอาจมี ในการเฉลิมฉลองผลงานของเทสลา ต้องสลายไปหมดสิ้นกับความกลัวในอเมริกายุคสงคราม ที่ก่อตัวขึ้นเมื่อเขาตาย งานทั้งหมดของเขาถูกตีตรา ‘ลับที่สุด’ โดย FBI กองทัพเรือ และรองประธานาธิบดีวอลเลซ เราสามารถพูดถึงเขาได้เมื่อปัจจุบันนี้เอง หลังจากเวลาผ่านไปแล้วเกือบ 100 ปี เทสลาคงเป็นคนที่ใครๆ ทำงานด้วยยาก ความที่เขาเป็นคนบ้างานและไม่มีความอดทนที่จะคุยกับคนที่มีสติปัญญาด้อยกว่า แปลว่าคงมีวิศวกรหลายคนที่โดนเทสลาดุด่า แต่เขาคงเป็นคู่สนทนาที่ยอดเยี่ยมในงานเลี้ยงมื้อเย็นที่เขาเป็นเจ้าภาพสมัยยังหนุ่มๆ
ผมนั่งอยู่ที่นี่ รอบตัวแวดล้อมด้วยมรดกของเทสลา เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานด้วยไฟฟ้าของผมอยู่ข้างกายในห้องทำงาน สว่างไสวด้วยหลอดไฟนีออน ห้องอุ่นด้วยน้ำร้อนที่ปั๊มจากมอเตอร์ที่ใช้กระแสไฟฟ้าสลับ ฟังเสียงดนตรีจากวิทยุพลังแบตเตอรี่ เครื่องสแกนเนอร์และโมเด็มตั้งอยู่บนโต๊ะ เตรียมพร้อมที่จะส่งและรับสัญญาณภาพและข้อความจากทั่วโลก ผมกำลังใช้มรดกที่เทสลาเป็นผู้ให้
ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังตกหลังเนินเขาเพ็นไนน์ ผมมองเห็นอนุสรณ์ของเทสลามากมาย ที่กำลังส่งกระแสไฟฟ้าไปทั่วประเทศ เลยไปอีกไกลโพ้น ผมเห็นสายเคเบิลแรงสูงของกริดไฟฟ้าระโยงระยางระหว่างเสา ส่งเสียงแปลบปลาบในอากาศชื้นเย็นยามสนธยา อีกด้านหนึ่งของหุบเขา สายไฟฟ้าระดับ 11,000 โวลต์ขึงระหว่างเสาไม้รูปตัวที หม้อแปลงไฟฟ้าปรับแรงดันไฟฟ้าให้เหลือ 240 โวลต์ ส่งผ่านสายเคเบิลสั้นๆ เข้ามาในบ้านผม
เมื่อไหร่ที่คุณเห็นเสาไฟฟ้าแรงสูงที่ส่งพลังงานมาบันดาลให้ชีวิตสมัยใหม่ของคุณเป็นจริง ลองซุกมือข้างหนึ่งไว้ในกระเป๋า และใช้เวลาอึดใจหนึ่งขอบคุณนิโคลา เทสลา ชายผู้ว้าเหว่ ถูกลืม พูดมาก หมกมุ่น และปราดเปรื่องผู้มอบสิ่งนั้นให้กับคุณ
เทสลาสรุปชีวิตของเขาเองด้วยถ้อยคำสั้นๆ ดังต่อไปนี้:
ผมรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก ที่รู้ว่าระบบการจ่ายพลังงานของผม เป็นที่ใช้กันทั่วโลกเพื่อลดภาระของมนุษยชาติ และเพิ่มพูนความสะดวกสบายและความสุข และผมก็พอใจที่รู้ว่า ระบบ(การจ่ายไฟฟ้าแบบ)ไร้สายของผมถูกใช้ในการให้บริการและให้ความเพลิดเพลินกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วโลก.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *