Milton Friedman ยอดนักเศรษฐศาสตร์ของศตวรรษ

Milton Friedman ยอดนักเศรษฐศาสตร์ของศตวรรษ
คอลัมน์ ระดมสมอง โดย เพสซิมิสต์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3847 (3047)
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ศาสตราจารย์มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) ซึ่งมีอายุ 94 ปี ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจล้มเหลว นับว่าโลกได้สูญเสียนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำไปอีก 1 คน นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนจะคุ้นเคยกับผลงานทางวิชาการของ ศ.ฟรีดแมนไม่มากก็น้อย ซึ่งผลงานที่ถูกกล่าวถึงอาจแบ่งออกเป็น 3 เรื่องหลักคือ
1.ความเป็นเลิศของระบบตลาดเสรี
ศ.ฟรีดแมนเชื่อว่าเสรีภาพของบุคคล (individual freedom) กับตลาดเสรี (free markets) เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า ในปี 1776 ซึ่ง Adam Smith เขียน Wealth of Nation ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของวิชาเศรษฐศาสตร์ เป็นปีเดียวกันกับการประกาศปฏิญญาแห่งอิสรภาพ (declaration of independence) ซึ่งเป็นแม่บทของประชาธิปไตย ของตะวันตก ในความเห็น ศ.ฟรีดแมนนั้น ประชาธิปไตย คือ สิทธิเสรีภาพของบุคคลที่จะดำเนินชีวิตของตนโดยไม่ถูกบงการ หรือกดขี่ คือการมีเสรีภาพในการแสวงหา และใช้ทรัพยากรตามความต้องการของตัวเอง ซึ่งระบบเศรษฐกิจที่จะรักษาสิทธิเสรีภาพของบุคคลดังกล่าว มีอยู่ระบบเดียวคือตลาดเสรี
ระบบตลาดเสรีนั้นยังเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งในการส่งสัญญาณ และเป็นกลไกประสานงานให้ระบบการผลิต ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ ที่มีความสลับซับซ้อนได้ดีกว่าระบบบงการเศรษฐกิจโดยภาครัฐ (command economy) ศ.ฟรีดแมนเคยยกตัวอย่างการผลิตดินสอซึ่งผู้ที่ใช้ดินสอเชื่อได้ว่าจะไม่ทราบเลยว่า ดินสอนั้นผลิตด้วยขั้นตอนที่สลับซับซ้อนเพียงใด นอกจากนั้นผู้ที่ผลิตวัตถุดิบเองก็อาจจะไม่ทราบด้วยซ้ำว่า ผลผลิตของเขาจะถูกนำไปทำอะไร แต่ละคนทราบเพียงแต่ว่าตนต้องการทำมาหากินเพื่อให้มีรายได้ หรือแต่ละคน ต้องการเพียงแต่จะแสวงหาผลประโยชน์ของตัวเอง จึงทำให้น่าแปลกใจว่า ทำไมจึงมีการผลิตดินสอออกมาให้เราซื้อหา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากขอแม้แต่คำเดียว
มนุษย์สมัยใหม่มีความต้องการใช้สิ่งของและบริการหลายพันอย่าง ลองนึกถึงตอนที่เราไปร้านค้าเพื่อซื้ออาหารและเครื่องใช้ ว่าท่านซื้อสินค้ากี่ประเภท โดยไม่จำเป็นต้องไปแจ้งความประสงค์ของท่านกับผู้ใด แต่สินค้าและบริการที่ท่านต้องการก็มีให้ซื้อใช้ ตามที่ต้องการโดยไม่ได้มีรัฐบาล หรือองค์กรกลางใดมาบงการ และประสานการผลิตสินค้าและบริการดังกล่าวแต่อย่างใด
สิ่งที่นำมาซึ่งสินค้าและบริการหลายพันหลายหมื่นชนิดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องมีการบงการ คือการเปิดให้มีการแลกเปลี่ยนกัน ระหว่างบุคคลอย่างเสรี (voluntary exchange) โดยผ่านกลไกราคา (price) นั่นเอง
ราคานั้นทำหน้าที่ 3 ประการ คือ หนึ่ง ส่งข้อมูล สอง กระตุ้นให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสามกำหนดรายได้ของบุคคล ในส่วนของข้อ 1 นั้น เข้าใจได้ง่าย เช่น หากปีใดมีเด็กที่อยู่ในวัยประถมจำนวนมาก ก็จะทำให้ความต้องการดินสอเพิ่มขึ้นสูงผิดปกติ ร้านขายดินสอก็จะสั่งดินสอจากผู้ผลิตมากขึ้น ผู้ผลิตก็จะสั่งวัตถุดิบต่างๆ เพิ่มขึ้นโดยยอมที่จะจ่ายเงินซื้อในราคาสูง เพื่อสามารถ “แย่ง” ทรัพยากรมาจากแหล่งอื่นๆ ราคาที่ปรับขึ้นนี่เอง เป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้เร่งผลิตสินค้ามาสนองตอบความต้องการ ส่วนผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ชาวนาที่ผลิตข้าวจะไม่ได้รับสัญญาณจากกลไกราคาว่า ดินสอกำลังขาดแคลน ประเด็นนี้สำคัญ เพราะระบบส่งข้อมูลหลายประเภท เช่น การส่ง E-mail แบบกระจายไปให้ทั่วนั้น มักจะเป็นการส่งข้อมูลไปยังคนที่ไม่จำเป็นต้องทราบข้อมูล ทำให้เสียเวลาทั้งผู้ให้และผู้รับข้อมูล
ดังนั้นเมื่อรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด ทำให้กลไกราคาส่งสัญญาณไม่ได้ ผลที่ตามมาคือความเสียหาย เช่น กรณีการตรึงราคาดีเซลในประเทศในปี 2003 นั่นเอง
หน้าที่ที่ 2 ของราคาคือ การกระตุ้นให้เกิดประสิทธิภาพ อะไรที่ราคาสูงก็จะถูกใช้อย่างจำกัดและระมัดระวัง รวมทั้งการแสวงหาทางเลือกอื่นๆ ที่ราคาถูกกว่ามาทดแทน ทั้งนี้โดยไม่ต้องมีการรณรงค์โดยภาครัฐ เช่น การปล่อยให้ราคาดีเซลลอยตัว สะท้อนกลไกตลาด ก็ทำให้คนไทยหันมาประหยัดน้ำมันมากขึ้น ทั้งนี้ประเทศอื่นๆ ก็ปรับตัวในทำนองเดียวกัน ส่งผลให้สต๊อกน้ำมันทั่วโลกเริ่มกระเตื้องขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างเห็นได้ชัด และแม้ว่าโอเปกจะลดกำลังการผลิต ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด
หน้าที่ที่ 3 คือการกระจายรายได้ เช่น เมื่อราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นจาก 20 เหรียญเป็น 55-60 เหรียญ ย่อมจะทำให้รายได้กลุ่มโอเปก ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย ประเด็นนี้มักทำให้รัฐบาลหลงประเด็น และเข้ามาแทรกแซงกลไกราคา เพื่อให้ผลประโยชน์กับคนบางกลุ่ม โดยหวังจะได้รับความนิยมทางการเมือง เช่น กรณีการพยุงราคาข้าวในระดับสูงกว่าราคาตลาด ซึ่งสุดท้ายทำให้รัฐบาลมี สต๊อกข้าวจำนวนมาก มีทั้งต้นทุนการเก็บรักษา เสื่อมสภาพ และคอร์รัปชั่น ทำให้เกิดความเสียหายและตกเป็นภาระของประชาชนผู้เสียภาษี
ศ.ฟรีดแมนได้ยืนยันถึงความถูกต้องของกลไกตลาดเสรีและระบบราคาตลาดและต่อต้านการแทรกแซงไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ มาโดยตลอด เพราะการแทรกแซงโดยรัฐ ย่อมจะเป็นการเข้าไปจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งขัดต่อระบอบประชาธิปไตย นอกจากนั้นการแทรกแซงดังกล่าว ลดประสิทธิภาพและสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2.ตลาดเสรีกับความเป็นธรรม
หลายคนคงยัง “ข้องใจ” เกี่ยวกับระบบตลาดเสรีที่ส่งเสริมให้บุคคลเน้นแต่ผลประโยชน์ตนเองอย่างเดียว ว่าจะนำไปสู่การเอาเปรียบ ความเสื่อมเสียในเชิงของคุณธรรม ความเหลื่อมล้ำในสังคมที่จะรุนแรงยิ่งขึ้น กล่าวคือ ไม่เชื่อว่าการที่ทุกคนต้องการเพียงแต่ช่วยตัวเองนั้น จะช่วยสังคมและส่วนรวมได้อย่างไร คำตอบของ ศ.ฟรีดแมน คือ
2.1 การให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงจัดการทรัพยากรของประเทศนั้น นอกจากขัดกับสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ของประชาชนแล้ว ก็มักจะขาดประสิทธิภาพอย่างมาก การที่นักการเมืองนำเอาเงินของประชาชน มาใช้จ่ายให้กับกลุ่มคนที่คาดหวังจะให้เป็นฐานเสียงทางการเมือง ย่อมไร้ประสิทธิภาพ และมีโอกาสที่จะเกิดคอร์รัปชั่นขึ้นได้โดยง่าย ในทุกๆ ประเทศ (ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น) การที่รัฐบาลต้องการผูกขาดการใช้จ่ายเพื่อสังคม โดยการเก็บภาษีจากเอกชน ทำให้เอกชนคิดว่าตนไม่ต้องมีภาระหน้าที่ ที่จะทำให้กับสังคมเพิ่มเติมอีก และการส่งเสริมกิจกรรมด้านสังคมจะถูกกำหนดโดยความชอบหรือไม่ชอบของผู้ที่มีอำนาจ ทำให้ไม่เกิดความหลากหลายของกิจกรรมด้านสังคมแต่อย่างใด
2.2 ศาสตราจารย์ฟรีดแมนเน้นว่า สังคมที่เป็นธรรมคือสังคมที่ให้ความเท่าเทียมกันของโอกาส ไม่ใช่ความเท่าเทียมกันของรายได้ คือไม่ควรพยายามทำตามแนวคิดสังคมนิยมที่จะให้ทุกคนทำงานเต็มความสามารถ และนำผลงาน หรือรายได้มาแบ่งกันอย่างเท่าเทียม ตามความต้องการของแต่ละคน เพราะจะบั่นทอนประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง ดังนั้นศาสตราจารย์ฟรีดแมนจึงต่อต้านการเก็บภาษีต่างๆ อย่างรุนแรง ยกเว้นการเก็บภาษี negative income tax ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสโดยบิดเบือนระบบตลาดเสรีน้อยที่สุด
2.3 การเก็บภาษีมรดก หรือการทำให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างลูกคนรวยกับลูกคนจนนั้น ศาสตราจารย์ฟรีดแมน ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เขาเปรียบเทียบให้ฟังว่า ลูกหลานจะสามารถรับ “สมบัติ” จากพ่อ-แม่ใน 3 ลักษณะคือ 1 รับสมบัติในรูปของการที่พ่อ-แม่ ส่งเสียให้ร่ำเรียนมีความรู้ความสามารถ ซึ่งมักจะไม่มีใครมากีดกันการกระทำดังกล่าว เพราะมักมองว่าเป็นสิ่งที่ถูกที่ควร รูปแบบที่ 2 คือลูกโชคดีที่ได้รับยีนของพ่อ-แม่ในด้านคุณสมบัติส่วนตัว เช่น ความเก่ง ความสวยหรือความสามารถ ส่วนกรณีที่ 3 คือมรดกในรูปทรัพย์สมบัติซึ่งในกรณีนี้จะถูกเก็บภาษี แต่ในกรณีที่หนึ่ง และที่สองข้างต้นกลับไม่ถูกเก็บภาษีแต่อย่างใด ศ.ฟรีดแมนสรุปว่า ต้องยอมรับว่าชีวิตไม่มีความเป็นธรรม (Life is not fair) เพราะบางคนเกิดมาร้องเพลงเพราะ เป็นที่ชื่นชมและได้รับการยอมรับจากสังคม สมมุติว่ารัฐบาลต้องการให้เกิดความเท่าเทียมกัน ในด้านความสามารถ โดยการนำงบประมาณ ไปทุ่มเทสอนให้คนที่ร้องเพลงไม่เก่ง พัฒนาความสามารถในการร้องเพลง ให้เท่าเทียมกับคนที่มีพรสวรรค์ในการร้องเพลง (ซึ่งต้องถูกห้ามมิให้ฝึกฝนร้องเพลงจนเก่งเกินไป) ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะแทนที่จะส่งเสริมคนมีความสามารถ กลับไปพัฒนาคนที่ไม่มีความสามารถในด้านดังกล่าว
2.4 การปฏิรูปการศึกษานั้นย่อมไม่ใช่การเพิ่มงบประมาณให้กับกระทรวงศึกษา เพื่อการควบคุมบงการระบบการศึกษาจากส่วนกลาง หรือการจำกัดสิทธิเสรีภาพของโรงเรียน ในการเก็บค่าเทอม ในระดับที่เหมาะสมกับคุณภาพของการศึกษา เพราะการกำหนด “ราคา” ที่ต่ำเกินจริงย่อมจะนำไปสู่ความพยายามของผู้ซื้อ ที่ทราบถึงคุณภาพของการบริการ (ที่ดี) และจะพยายามจ่ายราคาที่เหมาะสม ผู้ผลิตบริการเอง ก็ย่อมต้องการที่จะได้รับราคาที่เป็นธรรมกับคุณภาพของการบริการที่ตนสามารถมอบให้ ในกรณีของประเทศไทย จึงเกิดปัญหาแป๊ะเจี๊ยะเกิดขึ้นอย่างที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แรงผลักดันทางเศรษฐกิจให้หลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ หรือกฎหมายที่ฝืนธรรมชาตินั้น ศาสตราจารย์ฟรีดแมนกล่าวว่า จะส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของกฎหมาย และรัฐซึ่งจะบั่นทอนคุณธรรมของสังคม ศาสตราจารย์ฟรีดแมนต้องการให้อำนาจในการบงการการควบคุมระบบการศึกษานั้น ถูกโอนจากรัฐบาลส่วนกลางและ/หรือโรงเรียนไปสู่ผู้ปกครอง โดยให้รัฐบาลนำงบประมาณที่จัดสรรให้กับกระทรวงศึกษา นำไปมอบให้กับผู้ปกครองในรูปแบบของคูปองเพื่อการศึกษา และให้ผู้ปกครองเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะให้บุตรหลานศึกษาที่ใด
3.นโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค
แนวคิดของศาสตราจารย์ฟรีดแมนเกี่ยวกับความเป็นธรรมในสังคมนั้น จะไม่ค่อยได้รับการตอบรับมากนัก ไม่เหมือนกับแนวคิดด้านนโยบายการเงิน ซึ่งทำให้ศาสตราจารย์ฟรีดแมนได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1976 หากทฤษฎีของศาสตราจารย์ฟรีดแมนถูกต้อง เราจะสามารถฟันธงไปได้เลยว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ไม่มากในปี 2007 เพราะนโยบายการเงินของไทยยังตึงตัวอยู่มาก (เพราะสภาพคล่องพื้นฐานขยายตัวในระดับต่ำเพียง 4%) และแม้ว่านโยบายการคลังจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการวางแผนขาดดุลงบประมาณถึง 150,000 ล้านบาท ทั้งนี้ศาสตราจารย์ฟรีดแมนเชื่อว่าเมื่อนโยบายการเงินไปทางหนึ่ง (คือตึงตัว) นโยบายการคลังไปอีกทางหนึ่ง (คือขยายตัว) นโยบายการเงิน (ไม่ใช่นโยบายการคลัง) จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจ
ความเชื่อในศักยภาพของนโยบายการคลัง และความสามารถของรัฐบาลในการเข้าไปแทรกแซง เพื่อทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพนั้น เป็นผลมาจากความเชื่อในทฤษฎีของเคนส์ (Keynes) ที่ว่าตัวแปรที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะสั้น คือการลงทุนของภาคเอกชน และการดำเนินนโยบายขาดดุล หรือเกินดุลงบประมาณของรัฐเป็นหลัก นโยบายการเงินคือการปรับขึ้น หรือลดดอกเบี้ยนั้น จะส่งผลทางอ้อมผ่านการกระตุ้นการลงทุน แนวคิดเช่นนี้เป็นแนวคิดที่คนส่วนใหญ่ยอมรับอยู่ในใจ ดังนั้นจึงมีคนส่วนน้อยที่เชื่อศาสตราจารย์ฟรีดแมนว่า ปริมาณเงินหรือการขยายตัวของปริมาณเงิน (ไม่ใช่ดอกเบี้ย) เป็นตัวกำหนดการขยายตัวของเศรษฐกิจ เช่น หากเชื่อว่าเศรษฐกิจในระยะยาวสามารถขยายตัวได้ 5% และคิดว่าเงินเฟ้อที่ 2% เป็นอัตราที่เหมาะสมก็ต้องกำหนดปริมาณเงินให้เพิ่มขึ้นในอัตรา 7% ต่อปี เป็นต้น
ประเด็นในเชิงวิชาการของศ.ฟรีดแมนที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดคือการต่อต้านความเชื่อของฝ่ายเคนส์ว่า รัฐบาลและธนาคารกลางสามารถจะร่วมกันดำเนินนโยบายมหภาคอย่างจริงจังและต่อเนื่อง (activist macro economic policy) เพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมี เสถียรภาพและหลีกเลี่ยงภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้เพราะเชื่อว่า นโยบายเศรษฐกิจมหภาคสามารถกระตุ้นเพื่อลดความตกต่ำ และการว่างงานได้และแม้ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นบ้าง ก็จะสามารถลดได้ในภายหลัง (inflation-unemployment trade-off) แต่ศ.ฟรีดแมนชี้ให้เห็นว่า ยิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ยิ่งจะทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่การว่างงานนั้น ก็จะไหลกลับไปสู่อัตราว่างงานระยะยาว ซึ่งเป็นปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจ ดังนั้นความพยายามที่จะทำให้การว่างงาน ลดน้อยลงกว่า “ธรรมชาติ” หรือการผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงเกินกว่า “ธรรมชาติ” ย่อมจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
แนวคิดว่าธนาคารกลาง จะต้องไม่ดำเนินนโยบายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา และต้องเน้นเสถียรภาพของราคาเป็นวัตถุประสงค์หลัก ตลอดจนการสร้างความน่าเชื่อถือของนโยบาย และสื่อสารให้ตลาดเข้าใจ นโยบายดังกล่าวนั้นถือได้ว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากผลงาน ของศาสตราจารย์ฟรีดแมน ผู้ซึ่งถือได้ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก ในศตวรรษนี้ครับ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *