McDonald ตอน 3 (จบ)

McDonald ตอน 3 : ก่อตั้งธุรกิจ

การก่อตั้งธุรกิจ
ปี 1954
• เรย์เดินทางไปแซน เบอร์นาร์ดิโน เขาผ่านร้านแมคโดนัลด์ตอนเวลาประมาณ 10 โมง ซึ่งก็ยังไม่รู้สึกติดใจอะไร มันเป็นอาคารทรงแปดเหลี่ยมเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรน่าสะดุดตา และตั้งอยู่หัวมุมถนนบนพื้นที่ประมาณ 200 ตารางฟุตเท่านั้น การออกแบบเป็นร้านไดร์ฟ-อิน สำหรับให้รถจอดเทียบได้ธรรมดาๆ แต่พอเวลา 11 โมงก็ได้เวลาร้านเปิด เรย์ยังคงจอดรถ และเฝ้าดูพนักงานปรากฎตัวออกมา ทั้งหมดเป็นผู้ชายใส่เสื้อเชิ้ตและกางเกงสีขาวเรียบร้อย สวมหมวกกระดาษสีขาวเช่นกัน ซึ่งเป็นแบบที่ถูกใจเรย์มาก พวกเขาเริ่มลำเลียงของออกมาจากที่เก็บ โดยใส่รถเข็นออกจากหลังร้านมีทั้งถุงมันฝรั่ง ขวดนม น้ำหวาน และกล่องขนมปังก้อน มุ่งตรงไปในตึกแปดเหลี่ยมนั่น เรย์บอกกับตัวเองว่าอะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้นที่นี่แน่ๆ จังหวะการทำงานของพวกเขาดูอลหม่านไปหมดราวกับฝูงมดกำลังปิคนิคกันเชียว แล้วรถก็เริ่มทะยอยเข้ามาจอดเป็นแถวยาว ไม่ช้า ลานจอดรถก็เต็มไปด้วยคนเดินเข้าเดินออก ระหว่างช่องกระจกของร้านกับรถของพวกเขา ในมือของแต่ละคนถือถุงแฮมเบอร์เกอร์เต็มถุง เครื่องมัลติมิกเซอร์แปดเครื่องกำลังปั่นพร้อมกันอย่างเต็มสปีด แต่ก็ยังดูเหมือนว่าจะไม่ทันใจคนที่มายืนรอเป็นแถวที่ค่อยๆ เคลื่อนไปทีละน้อย
• มันทำให้เรย์งงมาก และทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นต่อไป ดังนั้นเรย์จึงไปสอบถามจากชายผิวดำคนหนึ่ง เขาอบว่า “คุณจะได้ทานแฮมเบอร์เกอร์ที่อร่อยที่สุด เท่าที่เคยทานมาในราคา 15 เซนต์ และคุณไม่ต้องรอนานหรือวุ่นวายกับการจ่ายทิปให้บ๋อย
• ภาพที่เรย์เห็นทุกคนกำลังเอร็ดอร่อยกับการทานแฮมเบอร์เกอร์ สถาน ที่ของร้านที่สะอาดมาก ถึงแม้จะเป็นวันที่อากาศร้อนอ้าวแต่เรย์ก็ไม่พบแมลงวันแถวนั้นสักตัว พนักงานเก็บทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และสะอาด ซึ่งทำให้เรย์ทึ่งและแปลกใจมาก
• เรย์จึงรอพบกับ 2 พี่น้องแมค และดิ๊ก แมคโดนัลด์และนัดทานอาหารเย็นกัน เพื่อที่ได้รับฟัง
การบริหารงานของเขา 2 พี่น้อง ระบบของเขาเป็นระบบที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ รายการอาหารของเขามีให้เลือกอย่างจำกัด เท่าที่จำเป็น และสะดวกต่อการปรุงอย่างรวดเร็ว เขาขายแค่แฮมเบอร์เกอร์ และชีสเบอร์เกอร์เท่านั้น เนื้อ (แพ็ตตี้) ที่สอดไส้ หนักก้อนละหนึ่งส่วนสิบปอนด์ทุกชิ้น จะทอดแบบเดียวกันหมด สนนราคาสิบห้าเซนต์ ถ้าใส่ชีส (เนยแข็ง) ด้วยหนึ่งแผ่น ก็เพิ่มอีกสี่เซนต์ น้ำหวานถ้วยละสิบเซนต์ มิสค์เชคขนาดสิบหกออนซ์ราคายี่สิบเซนต์ กาแฟถ้วยละหนึ่งนิกเกิ้ล (ห้าเซนต์)
• เมื่อเรย์กลับมาถึงที่โรงแรม เรย์คิดอย่างหนักถึงสิ่งที่ได้เห็นมาตลอดวันนั้น ภาพของร้านแมคโด-นัลด์ที่เรียงรายอยู่ตามทางแยกทั่วประเทศล่องลอยเข้ามาในจินตนาการของเรย์อย่างไม่ขาดระยะ และในแต่ละร้านก็จะต้องมีเครื่องมัลติมิกเซอร์แปดเครื่องปั่นไม่หยุด และเงินก็จะไหลมาเข้ากระเป๋าของเรย์อย่างไม่ขาดสาย
• วันรุ่งขึ้นเรย์ได้ไปพบกับ 2 พี่น้องอีกครั้งและเสนอว่า
เรย์ : “ทำไมคุณไม่เปิดสาขาอย่างนี้ที่อื่นบ้างละครับ? … มันจะเป็นขุมทอง
สำหรับคุณ และผมเลยทีเดียว เพราะทุกคนต้องอุดหนุนเครื่องมัลติมิก-
เซอร์อของผมแน่ๆ คุณคิดว่าอย่างไรครับ”
2 พี่น้อง : “ …เราไม่ต้องการสร้างภาระปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีก ตอนนี้เรายืนอยู่บนจุดที่พอใจ
กับชีวิตของเราแล้ว และนั่นก็เป็นสิ่งที่เราต้องการ”
เรย์ : “ทำไมคุณไม่กินเค้กของคุณต่อไป แต่โดยเปิดโอกาศให้คนอื่นได้กินด้วย ซึ่งคุณก็
ไม่เสียผลประโยชน์อะไรเลย ผมเองก็พลอยขายเครื่องมัลติมิกเซอร์ได้ด้วย”
ดิ๊ก : “มันยุ่งยากมากทีเดียว และใครจะเป็นคนเปิดสาขาให้เราล่ะ?”
เรย์ : เกิดความรู้สึกมั่นใจบางอย่างขึ้นมา แล้วชะโงกตัวไปบอกว่า “แล้วผมนี่ล่ะ เป็นไง”
• เรย์ เสนอตัวเองเข้าไปเปิดสาขาให้แมคโดนัลด์และตกลงทำสัญญากันในที่สุด
• แต่ก่อนหน้านี้ 2 พี่น้องนี้ได้เซ็นสัญญาอนุญาติให้คนอื่นทำร้านแบบไดร้ฟ-อินนี้อีก 10 แห่ง แต่เรย์ได้สิทธิ์ในการเปิดกิจการแบบเดียวกันนี้ทั่วประเทศ
• ตามสัญญาเรย์จะต้อง
– สร้างตามแบบแปลนที่ออกใหม่ ซึ่งมีโค้งสีทองอยู่บนหลังคา
– ทุกร้านจะใช้ชื่อแมคโดนัลด์
– เรย์จะต้องทำตามแผนของ 2 พี่น้องทุกประการ รวมทั้งสัญลักษณ์และเมนู เว้นแต่มีการตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งลงนามโดย 2 พี่น้องโดยส่งให้เรย์ทางไปรษณีย์
– เรย์จะได้ 1.9% ของกำไร ทั้งหมดจากผู้เช่าแฟรนไชนส์ 2% และเรย์จะได้ค่าแฟรนไชนส์สำหรับลิขสิทธิ์แต่ละครั้ง 950 ดอลลาร์
– สองพี่น้องจะได้ .5% จาก 1.9% ที่เรย์ได้
– เรย์ทำสัญญา 10 ปี และต่อมาภายหลังแก้เป็น 99 ปี
• เหตุที่เรย์ไม่คิดทำร้านขึ้นมาเองใหม่ โดยไม่เสียค่าแฟรนไชนส์เนื่องจาก
– เครื่องมือบางอย่างไม่สามารถลอกเลียนแบบได้
– เรย์คิดว่าชื่อ “แมคโดนัลด์” เป็นชื่อที่เหมาะที่สุด
• เรย์เริ่มหาทำเลในการเปิดร้านแรกของเขาที่เดส เพลนส์ โดยเข้าหุ้นกับอาร์ต เจคอบส์
• ปัญหาก่อนการเปิดดำเนินการ ได้แก่
– แบบแปลนแบบเดิมนั้น เหมาะกับทำเลที่อยู่ในแถบกึ่งทะเลทราย คือพื้นเป็นคอนกรีต ไม่มีห้องใต้ดิน และมีเครื่องทำความเย็นอยู่บนหลังคา แต่ในชิคาโกเรย์ต้องการทำห้องใต้ดิน เรย์จึงต้องขอความเห็นชอบจากสองพี่น้องเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน แต่ทางสองพี่น้องกลับให้เพียงคำพูดปากเปล่าเท่านั้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ทางเรย์ต้องรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว
– การประยุกต์ระบบระบายอากาศ ที่ออกแบบมาให้ใช้กับถิ่นแคลิฟอร์เนีย แล้วต้องเปลี่ยนมาใช้กับอากาศทางแถบตะวันตก เรย์พยายามที่จะแก้ปัญหาดูดอากาศเสียออกและทำให้อากาศข้างในเย็นหรืออบอุ่นได้
– การทำมันฝรั่งทอดให้มีรสชาติดี และมีมาตรฐาน แรกเริ่มเรย์คิดว่ารู้วิธีการทำของสองพี่น้องแล้วแต่จริงๆแล้วไม่ เมื่อทดลองทำมันฝรั่งจึงเละไม่อร่อย จึงโทรกลับไปสอบถามแต่สองพี่น้องไม่ยอมบอก ดังนั้นเรย์จึงปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญในสมาคมมันฝรั่ง และหัวหอม ต่อมาก็ประสบความสำเร็จรสชาติมันฝรั่งทอดของเรย์เป็นที่ชื่นชอบ และติดอกติดใจคนทั้งเมือง

19 เมษายน 1955
• ร้านแมคโดนัลด์ สาขาแรกของเรย์ เริ่มเปิดดำเนินการ โดยมีผู้จัดการร้านชื่อเอ็ด แมคลักกี้นี่
• เรย์มีความตั้งใจที่จะให้ร้านแรกเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ร้านสาขาต่อๆ มา
• เรย์มุ่งที่การคงมาตรฐาน รสชาติ และคุณภาพของร้านแมคโดนัลด์ให้ได้เหมือนกันทุกสาขา
• สัญญาระหว่างเรย์และสองพี่น้องสิ้นสุดลงเมื่อ
– สองพี่น้องได้อนุญาตให้ร้านอีก 10 ร้านใช้ชื่อแมคโดนัลด์ได้
– มีสัญญาอีกฉบับ ที่สองพี่น้องทำโดยไม่ได้บอกเรย์ คือที่ คุ๊ก เคาน์ตี้ รัฐอิลลินอยส์ ถิ่นเดียวกับบ้าน ที่ทำงานและร้านแห่งแรกของเรย์ พวกเขาขายคุ๊ก เคาน์ตี้ ให้บริษัทฟรีจแลค ไอศกรีมได้กำไร 5,000 เหรียญ ดังนั้นเรย์ต้องไปซื้อคืนมาในราคาสูงถึง 25,000 ดอลลาร์
• ในช่วงนี้เรย์ใช้เงินที่ได้จากบริษัทปริ้นส์ คาสเซิล เซลส์ เป็นเงินสนับสนุนร้านแมคโดนัลด์ ในการจ่ายเงินเดือน และค่าเช่า
• ช่วงนี้เรย์ต้องทำงาน 2 ที่คือ
– ตอนเช้า เรย์ต้องขับรถไปที่เดส เพลนส์ เพื่อเตรียมเปิดร้าน ทำทุกอย่างตั้งแต่ทำความสะอาด จนถึงการเตรียมเรื่องการสั่งของและการเตรียมอาหาร
– และรีบขึ้นรถไฟไปชิคาโกเวลา 7.57 เพื่อที่จะไปทำงานที่ปริ้นส์ คาสเซิลก่อน 9 โมงเช้า
– และรีบกลับมาที่ร้านอีกครั้งในตอนเย็น

เดือนพฤษภาคม ปี 1955
• เรย์ได้แฮร์รี่ ซันบอร์น มาร่วมงานในฐานะผู้ดูแลทางการเงิน
• เรย์จึงเริ่มการขายแฟรนไชนส์ให้รายอื่นโดย
– ปล่อยให้ผู้ประกอบกิจการแต่ละร้าน หาวัสดุในการก่อสร้างเองได้ในราคาต่ำสุด ทำให้หมดปัญหาเรื่องไม่ไว้ใจกัน
– ต้องไม่มีโทรศัพท์สาธารณะ ตู้เพลง ตู้ขายของอัตโนมัติทุกชนิดภายในร้าน เพราะของพวกนั้นจะทำให้เกิดความสับสน วุ่นวาย ภายในร้าน ทำให้ลูกค้าเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
ภาพพจน์ที่ต้องการสร้างในการบริการของแมคโดนัลด์ก็จะเสียไป

ปลายเดือนสิงหาคม ปี 1956
• มีร้านแมคโดนัลด์ทั้งหมด 8 ร้าน
• เป้าหมายของร้านคือ รับประกันชื่อเสียงบนพื้นฐาน ของระบบธุรกิจของเรามากกว่าจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของแต่ละร้าน หรือผู้บริหารแต่ละคน
• “กุญแจที่จะไขสู่การทำเป็นระบบแบบแผน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้เทคนิคการจัดเตรียมอาหารในขั้นเยี่ยมยอด ขนาดที่ผู้ประกอบร้านจะต้องยอมรับ แต่การวิจัย ปรับปรุง และจัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ และบริการแก่บรรดาผู้ประกอบร้านอย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องใช้เงินมาก”
• เรย์ และแฮร์รี่แก้ปัญหาโดยการ ตั้งบริษัทแฟรนไชส์ เรียลตี้ขึ้น ด้วยเงินทุนที่ชำระแล้ว
1,000 ดอลลาร์
• เรย์กล่าวว่า “หากคุณจ้างคนมาทำงานให้แล้ว คุณก็ควรจะหลีกทางให้เขาทำของเขาไป ถ้าคุณระแวงในความสามารถของเขา คุณก็ไม่ควรจ้างเขาแต่ทีแรกแล้ว” ดังนั้นเรย์จึงปล่อยให้แฮร์รี่ดำเนินการอย่างอิสระ
• บริษัทแฟรนไชส์ เรียลตี้ ซึ่งแฮร์รี่วางข้อกำหนดให้ผู้ประกอบการร้าน จะต้องจ่ายเงินประจำเดือนจากเปอร์เซนต์ที่แบ่งจากรายได้ทั้งหมด และเงินนั้นบริษัทจะนำไปจ่ายค่าดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมทั้งกำไร ซึ่งทำให้บริษัทมีรายได้เป็นเนื้อเป็นหนังมากขึ้นจากเงื่อนไขรายเดือนนี้
• จากนั้นแฮร์รี่คิดว่าควรจะมีสถาบันเงินทุนใหญ่หนุนหลังด้วย จึงติดต่อกับออล-อเมริกัน ไลฟ
อินชัวรันช์ คอมปานี ในชิคาโก และรายที่สองคือ เซ็นทรัล สแตนดาร์ดไลฟ ในชิคาโก
• ต่อมาเรย์ก็ต้องประสบกับปัญหาการฝึกพนักงาน และจัดระบบแมคโดนัลด์ให้กับร้านสาขาที่ซื้อแฟรนไชนส์ เพราะเนื่องจากว่าเขาไม่สามารถเรียกตัวเอ็ด หรืออาร์ต เบนเดอร์ซึ่งเป็นผู้จัดการร้านมือหนึ่งให้ไปฝึกทุกครั้งได้ ดังนั้นเรย์จึงลดราคาค่าลิขสิทธิ์ลง 100 ดอลลาร์

เดือนมกราคม ปี 1957
• เรย์ ได้เฟร็ด เทอร์เนอร์ มาร่วมงานในฐานะผู้จัดการบริษัท
• เฟร็ด ต้องทำงานร่วมกับจิม ชินด์เลอร์ ผู้ชำนาญอุปกรณ์สแตนเลสสตีล เขาทั้ง 2 จะต้องเข้าไปจัดการร้านสาขาให้ทุกแห่ง เพื่อให้ทุกร้านมีมาตรฐาน และคุณภาพแบบเดียวกัน

• เรย์กล่าวว่า “ผมดำเนินตามสัญชาติญาณอันแรงกล้าของความเป็นเซลส์แมน และการประเมินคนด้วยการคิดเอาเอง ผมถูกขอให้อธิบายหลักการในการเลือกตัวผู้บริการอยู่บ่อยๆ เพราะความสำเร็จส่วนใหญ่ในการบริหารงาน เนื่องมาจากบุคคลที่ผมจัดวางตำแหน่งให้พวกเขาทำ มันไม่ต่างอะไรนักกับกฎเกณฑ์ที่นักศึกษาวิชาบริหารธุรกิจจะหาได้จากหนังสือเรียน มันยากที่จะให้คำตอบที่แท้จริง เพราะน้ำหนักในการตัดสิน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ แต่อยู่ในการประยุกต์นำมาปฏิบัติต่างหาก” ด้วยเหตุนี้เรย์จึงดูเหมือนคนทำอะไรตามใจตัวเอง
• เฟร็ด เป็นผู้ที่จัดการให้ร้านแมคโดนัลด์ทุกแห่งต้องสั่งของตามอย่างที่เขาคิด หมายถึงเราเป็นผู้ตั้งมาตรฐาน คุณภาพและเจาะจงรูปแบบในการบรรจุหีบห่อ แล้วผู้ประกอบร้านจะเป็นสั่งซื้อ
สินค้านั้นเอง นอกจากนี้เรายังแนะนำให้ผู้จัดส่งสินค้าถึงวิธีการลดต้นทุนด้วย เช่นการบรรจุหีบห่อทีละมากๆ การส่งของให้มากอย่างในคราวหนึ่งๆ เมื่อเป็นเช่นนี้เวลาที่เฟร็ดมีความคิดใหม่ๆ ผู้จัดส่งมักจะยินดีให้ความร่วมมือ รวมถึงกรรมวิธีการผลิตจะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันด้วย เช่นเนื้อหนักก้อนละหนึ่งปอนด์ จะต้องทำเนื้อได้ 10 ชิ้น
• เรย์กล่าวว่า “ผมไม่ได้คิดในแง่ของการวางแผนงานใหญ่โต ผมจะทำจากส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ทั้งหมด และจะไม่ทำการใหญ่จนกว่าจะทำรายละเอียดย่อยๆ ให้สมบูรณ์เสียก่อน สำหรับผมมันเป็นวิธีการที่สามารถยืดหยุ่นได้” “ฉะนั้น หากคุณจะหวังให้ความคิดของคุณเป็นจริงได้ คุณต้องวางรากฐานธุรกิจของคุณทุกขั้นตอนให้สมบูรณ์พร้อมพรั่งเสียก่อน”

ปี 1959
• เรย์แต่งตั้งแฮร์รี่ ซันบอร์น เป็นประธาน และผู้จัดการบริหาร
• ต่อมาแมคโดนัลด์ถูกยื่นคำร้องยึดทรัพย์สินจากเจ้าของที่ดิน เพราะเนื่องจากว่าเคลม บอร์ที่รับอาสาเป็นผู้จัดหาทำเลและสร้างสถานที่กลับไม่เคยชำระเงินให้เจ้าของที่ดิน ดังนั้นเจ้าของจึงฟ้องแมคโดนัลด์เป็นเงินประมาณ 400,000 ดอลลาร์ ทำให้เรย์ต้องตกอยู่ในภาวะทางการเงินที่ล่อแหลม แต่เขาก็คิดว่าเขาจะได้ร้านทำเลดีๆ เพิ่มอีก 8 แห่ง
• กำไรที่เรย์ทำได้จากกิจการของเขาในปีนี้ มีมูลค่าราว 90,000 เหรียญ มันจึงเป็นการยากที่จะกู้เงินเป็นจำนวนที่เรย์และแฮร์รี่กะไว้ เรย์เคยไปขอกู้จากเดวิด เคนเนดี้ ประธานกรรมการคอนติ-เนนตัล อิลินอยส์ เนชั่นแนล แบงค์ ออฟ ชิคาโก แต่เขาปฏิเสธ ต่อมามีเซลส์แมนชื่อมิลตัน โกลด์สแตนท์มาหาแฮร์รี่ และบอกว่าเขาสามารถติดต่อเรื่องงานได้ แต่เขาเรียกค่านายหน้าเป็นจำนวนมาก และบวกกับหุ้นของบริษัท แต่ในที่สุดเขาก็ไม่สามารถเจรจาได้สำเร็จ
• ในที่สุดแฮร์รี่ได้พบกับฟิเดลิ และกอสเนล เขาทั้ง 2 ได้เจรจาขอกู้เงินจากบริษัทประกัน 3 แห่งได้สำเร็จ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ บริษัทประกันให้เงินกู้ 1.5 ล้านเหรียญแลกกับหุ้นจำนวน 22.5%
• ในช่วงที่แฮร์รี่และเรย์พยายามหาเงินกู้อยู่นั้น ทั้งสองคิดว่าน่าจะสร้างและเปิดร้านสัก 4 สาขาหรือประมาณนั้นในรูปของบริษัท ซึ่งมันจะเป็นรายได้หลักที่มั่นคง เผื่อในกรณีที่สองพี่น้อง
แมคโดนัลด์ผิดสัญญา เพราะเรย์ยังไม่เคยได้รับเอกสารยินยอมให้สร้างอาคารที่มีห้องใต้ดินและเครื่องทำความร้อนเลย ถ้าเกิดสถานการณ์เลวร้ายขึ้นจริงๆ จะได้ลดกิจการเหลือแค่บริษัทประกอบร้านที่ว่า โดยใช้ชื่ออื่น
• จึงเกิดเป็นร้านแมคออปโคขึ้น (McOpCo แมคโดนัลด์’ส ออปเปอร์เรติ้ง คอมปานี) ขึ้นใน
ปี 1960
• ต่อมาความคิดของแฮร์รี่ และเรย์ไม่ตรงกัน โดยแฮร์รี่คิดว่าเมื่อหมดสัญญาเช่าที่ดินแล้วก็ให้บริษัทถอนตัวจากร้านแมคโดนัลด์ร้านนั้น บริษัทจะได้ไม่ต้องรับภาระ แต่เรย์ไม่คิดเช่นนั้นเพราะคำขวัญของบริษัทคือ “ทำธุรกิจเพื่อตัวคุณเอง แต่ไม่ใช่ด้วยตัวเอง”
• เรย์ ให้ความสำคัญกับการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพราะคิดว่ามันจะย้อนกลับมาเป็นประโยชน์กับเขาเอง ในรูปแบบต่างๆ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเงินสดเสมอไป รายได้อาจปรากฎในรูปแบบต่างๆ ที่ดีที่สุดคือ ได้เห็นรอยยิ้มอันพึงพอใจบนใบหน้าของลูกค้า นั่นเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เพราะมันหมายความว่า เขาต้องกลับมาอุดหนุนอีก และอาจพาเพื่อนมาด้วยก็ได้
• เรย์ จะไม่มีทรรศนะต่อคู่แข่งในแง่ร้าย และจะไม่ทำลายชื่อเสียงของคู่แข่งด้วย แต่เขายึดหลักคือ ทำตัวเองให้แข็งแกร่ง เน้นคุณภาพ บริการ ความสะอาด และคุณค่า (QSCV)
• มีกรณีน่าศึกษา คือร้านแมคโดนัลด์ของลิตเติล โค้ชแรน ถูกร้านคู่แข่งใกล้ตัดราคา แต่เขาคิดจะตอบโต้โดยการฟ้องร้องต่อรัฐบาล แต่เรย์ได้บอกกับเขาว่า “ลิตตันคุณกำลังปล่อยให้ตัวเองยอมแพ้นะ และวิธีนี้มันก็ไม่ถูกต้อง เราสามารถทำตามนั้นได้ แต่ผมอยากจะบอกอะไรบางอย่างที่ผมรู้สึกอย่างรุนแรง สิ่งที่ทำให้ประเทศนี้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ คือระบบเสรีทุนนิยม ถ้าเราต้องพึ่งรัฐบาลเพื่อตอบโต้คู่ต่อสู้ก็สมควรแล้วที่เราจะเจ๊ง ถ้าเราไม่สามารถดำเนินกิจการด้วยการเสนอขายแฮมเบอร์เกอร์อันละสิบห้าเซนต์ที่อร่อยกว่า การตลาดที่ดีกว่า บริการรวดเร็วกว่า และสถานที่สะอาดแล้วละก็ ผมก็คงเตรียมตัวล้มได้พรุ่งนี้ แล้วเลิกกิจการไปเริ่มอย่างอื่นใหม่หมดดีกว่า” จากคำพูดของเรย์ ลิตเติลกลับไปต่อสู้กับคู่แข่งจนเขาสามารถเป็นเจ้าของร้านแมคโดนัลด์ถึง 10 ร้าน
• ต่อมาเรย์ได้หย่ากับเอทเธิล และต้องขายบริษัทปริ้น คาสเซิลเซลส์ เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการหย่าร้าง
• สองพี่น้องได้เข้ามาเล่นเกมส์ทางธุรกิจกับเรย์ โดยการสั่งซื้อภาชนะกระดาษจาก supplier รายเดียวกัน และหาข้ออ้างเข้ามาดูกิจการภายในร้านแมคโดนัลด์หลายแห่ง และเนื่องจากสองพี่น้องไม่ยอมทำสัญญาตกลงให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ซึ่งจะทำให้เราพัฒนายิ่งขึ้น ดังนั้นเรย์จึงคิดที่จะตัดความสัมพันธ์กับเขาทั้งสอง และต้องการเป็นอิสระ โดยเรย์โทรไปเจรจากกับดิ๊ก แมคโดนัลด์ เพื่อให้เขาเสนอราคา
• ดิ๊ก แมคโดนัลด์เรียกมากถึง 2.7 ล้านดอลลาร์ ทำให้เรย์ต้องวิ่งหมุนเงินกันหัวปั่นอีกครั้ง โดยเรย์ให้แฮร์รี่ติดต่อกลับไปยังบริษัททั้ง 3 แห่งเดิมที่เคยให้เงินกู้ 1.5 ล้านเหรียญ แต่ทั้ง 3 แห่งปฏิเสธ ซึ่งทำให้เรย์รู้สึกแย่มาก และในที่สุดแฮร์รี่ก็ได้พบกับจอห์น บริสทอล ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงินให้กับหลายๆ มหาวิทยาลัย และกลุ่มบริสทอลในนิวยอร์คนี้เองที่ตกลงให้เงินกู้กับแฮร์รี่ ซึ่งมีข้อตกลงดังนี้เรย์จะต้องจ่ายคืนด้วยเงิน 0.5% ของยอดขายทั้งหมดที่ได้เป็น
3 ระยะ
– ระยะแรก จ่าย .4% ทันทีและคิดดอกเบี้ยจากเงิน 6%ของเงินต้น 2.7 ล้านดอลลาร์ อีก 0.1% จะจ่ายแยกจนถึงระยะที่สาม ส่วนที่เหลือดอกเบี้ยจะคิดจากเงินต้นที่เหลือ ระยะแรกจะจบสิ้นเมื่อจ่ายเงินต้นหมดแล้ว
– ระยะที่สอง จะนานเท่าระยะแรก และจะจ่ายด้วยเงิน 0.5% ของกำไรรวมยอดที่เราได้
– ระยะที่สาม จะเป็นการผ่อนใช้ในส่วนของ 0.1% ที่เหลือจากระยะแรก
• ซึ่งคาดว่าในปี 1991 บริษัทจ่ายหมด แต่จริงๆ แล้วบริษัทสามารถจ่ายหมดภายในปี 1972 รวมทั้งสิ้นบริษัทใช้เงินในการซื้อลิขสิทธิ์ไปถึง 14 ล้านดอลลาร์
• ถึงอย่างไรสองพี่น้องก็ยังคงขอเก็บร้านที่แซน บอร์นาร์ดิโนไว้แต่ให้คนอื่นดำเนินกิจการแทน และใช้ชื่อใหม่ว่า บิ๊กเอ็ม ดังนั้นเรย์จึงเปิดร้านแมคโดนัลด์ในฝั่งตรงข้าม ในที่สุดบิ๊กเอ็มก็ต้องปิดกิจการไปในที่สุด
• ริเริ่มให้มีการรวบรวมตำราฝึกอบรมผู้ประกอบการร้าน และจัดให้มีการฝึกอบรมแบบชั้นเรียนในห้องใต้ดิน (ต่อมาพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยแฮมเบอร์เกอร์) หลังจากเรียนในห้องเรียนแล้ว จะให้ผู้ประกอบการร้านได้ปฏิบัติจริงบนชั้นบน ซึ่งเป็นร้านแมคโดนัลด์ และเรื่องนี้ก็ทำให้แมคโนนัลด์มีชื่อเสียงลงหนังสือพิมพ์ไปทั่วประเทศ
• ร้านใหม่ของแมคโดนัลด์ที่แคลิฟอร์เนีย มีปัญหาเรื่องของการจัดซื้อคือ supplier โก่งราคาสินค้าเป็นอย่างมาก และมีระบบเงินใต้โต๊ะ แต่เรย์ก็สามารถผ่านปัญหานี้ไปได้ โดยการทำให้ suppplier เชื่อว่าหากพวกเขาส่งของให้แมคโดนัลด์อย่างที่ต้องการในราคาที่ทำให้แมคโดนัลด์สามารถขายแฮมเบอร์เกอร์อันละ 15 เซนต์ต่อไปได้ แล้วความเติบโตของแมคฯ ก็จะพาให้พวกเขาสบายไปด้วย แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงมีsupplier หลายรายที่เติบโตมาพร้อมๆ กับแมคโดนัลด์

ปี 1962
• มหาวิทยาลัยแฮมเบอร์เกอร์ เริ่มเข้ามามีบทบาทเต็มที่ในระบบของแมคโดนัลด์ โดยยึดคัมภีร์แห่งคุณภาพ บริการ ความสะอาด และคุณค่า นอกจากฝึกอบรมผู้ประกอบร้านแล้วยังมีแผนกค้นคว้าวิจัยและปรับปรุง ซึ่งพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ให้เป็นระบบไฟฟ้าอันทันสมัยมากยิ่งขึ้น เช่นการควบคุมเวลาการฟอกมันฝรั่งด้วยระบบคอมพิวเตอร์ การทำเครื่องฉีดซอสมะเขือเทศ และมัสตาร์ดบนก้อนเนื้อในจำนวนที่กำหนดไว้ และการทำสอบชิ้นเนื้อว่าได้มาตรฐานที่กำหนดหรือไม่

ปี 1963
• รายงานในปี 1963 บริษัทสร้างร้าน 110 แห่งทั่วประเทศในปีต่อมา โดยมีกำไรสุทธิ 2.1 ล้านเหรียญจากยอดขาย 129.6 ล้านเหรียญ
• รวมแล้วตอนนี้บริษัทจึงมีร้านทั้งหมด 637 ร้าน
• เรย์มองว่าเป็นการไม่สะดวกที่สั่งการจากสำนักงานใหญ่ในชิคาโกเพียงแห่งเดียว เรย์เชื่อว่าอำนาจควรจะวางไว้ในระดับต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เขาต้องการให้คนที่ใกล้ชิดกับร้านมากที่สุด เพื่อที่จะได้ทำการตัดสินใจโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากสำนักงานใหญ่
• เรย์ยืนยันว่า “อำนาจควรจะไปควบคู่กับงาน การตัดสินใจผิดอาจส่งผลกระทบได้ แต่นั่นเป็นหนทางเดียวที่คุณจะสามารถกระตุ้นให้คนที่ทำงานแข็งได้เติบโตต่อไป หากเรานั่งทับเขาอยู่ เขาจะอึดอัดทำอะไรไม่ได้ และจะเสียคนดีๆ ไป”
• ดังนั้นเรย์จึงเริ่มจาก แบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตรับผิดชอบ 5 เขต เริ่มจากแถบฝั่งตะวันตกก่อน
มี 14 รัฐ เพราะเป็นพื้นที่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และยากแก่การบริหารจากชิคาโกมากที่สุด
• ในช่วงนี้มีอาหารที่กำลังบูมคือ แซนวิช ฟิเลต์-โอ-ฟิช และในเขตซินซินนาติ เป็นเมืองที่คนส่วนใหญ่เป็นคาธอลิก และจะห้ามกินเนื้อในวันศุกร์ ดังนั้นแมคฯ จึงไม่ใช่ทางเลือกของพวกเขา
• ต่อมามีคนมาเสนอให้เรย์นำเนื้อปลาเข้ามาขายในร้าน แต่เรย์ไม่ยอม ถึงอย่างไรก็ไม่ยอม แต่เขาก็หันไปเกลี้ยกล่อมเฟร็ด แทน และเมื่อเขานำมาทดลองใส่ชีส 1 แผ่นปรากฎว่าอร่อย และเรย์ก็เห็นด้วย ดังนั้นจึงเริ่มด้วยการขายเฉพาะวันศุกร์ ในบางท้องถิ่นเท่านั้น แต่ต่อมาได้รับ
การเรียกร้องมามากในปี 1965 แมคฯจึงมีรายการนี้ขายที่ร้านทุกวัน

ปี 1964
• แมคโดนัลด์ เป็นบริษัทมหาชน ด้วยการขายหุ้นครั้งแรกราคาหุ้นละ 22.5 เหรียญ และยังไม่ทันข้ามวันก็ขึ้นเป็น 30 เหรียญ ก่อนจะสิ้นเดือนแรกก็ขึ้นไปอีกเป็น 50 เหรียญ

ปี 1966
• บริษัทสามารถขายทะลุเป้าอีก 200 ล้านเหรียญ
• ถ้านำมาเรียงต่อกัน แฮมเบอร์เกอร์ 2 พันล้านอัน จะยาวรอบโลกถึง 5.4 รอบ
• ร้านแมคโดนัลด์เริ่มมีที่นั่งทางภายในร้าน

ปี 1967
• เศรษฐกิจตกต่ำ
• แฮร์รี่ประกาศระงับการเปิดร้านใหม่ แต่เรย์คิดว่าบริษัทน่าจะขยายร้านออกไปอีก จึงทำให้ทั้งสองขัดแย้งกันถึงขั้นรุนแรง ในที่สุดแฮร์รี่ลาออกจากแมคโดนัลด์
• เรย์ รั้งตำแหน่งผู้อำนวยการ และประธานกรรมการไปพร้อมกัน เขาเร่งผลักดันงานลงทุนเปิดร้านใหม่ที่ถูกระงับไป ถึงแม้จะมีคนบอกว่าควรจะรอให้เศรษฐกิจดีขึ้นก่อน แต่เรย์กลับคิดว่า “เวลาที่เศรษฐกิจแย่นั่นแหละ คือเวลาที่คุณควรจะสร้าง จะรอให้ของมันขึ้นราคาไปด้วยหรือไง ถ้าทำเลมันดีพอก็สมควรจะซื้อ ก็ลงมือสร้างไปเลย เราต้องไปถึงก่อนคู่แข่ง แล้วอะไรๆ ในเมืองนั้นมันจะคึกคักขึ้นมาเอง คนที่นั่นก็จะนึกถึงเรา”
• เรย์ แนะนำให้ผู้ประกอบร้านขึ้นราคาอาหารในเดือนมกราคม เป็น 18 เซนต์ ซึ่งคาดว่ายอดขายจะลดลง แต่ปรากฎว่ายอดขายกลับเพิ่มขึ้น
• แมคโดนัลด์ มีการโฆษณาระดับประเทศ ที่เงินเพียง 1% ของยอดขาย ซึ่งผู้ประกอบร้านยินดีที่จะสะสมเงินนั้นเพื่อใช้ในการโฆษณา เพราะมันให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
• ตัวโรนัลด์ ถือกำเนิดในปีนี้

ปี 1968
• เรย์ มอบอำนาจให้เฟร็ด เทอร์เนอร์ เป็นผู้อำนวยการ และปล่อยให้เขาบริหารงานอย่างเต็มที่

ปี 1969
• เรย์แต่งงานกับโจนี่ ซึ่งเป็นคนเดียวที่เขารัก และโหยหาตลอดเวลา วันนี้เองที่ทำให้เขารู้สึกเป็นคนที่สมบูรณ์พรั่งพร้อม และเขาจะไม่กระโดดเข้าไปฟาดฟันอย่างเดิม แต่เขาจะเป็นผู้ที่นั่งอยู่ฉากหลัง คอยฟัง และเล่นบทบาทของพ่อใหญ่คอยให้คำปรึกษา แต่เขาก็ยังคงเป็นผู้นำเวลาออกสินค้าใหม่ และในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่เรย์ชำนาญเป็นอย่างมาก

ปี 1977
• เฟร็ด เทอร์เนอร์ เป็นประธานกรรมการบริษัท ส่วนเรย์เป็นประธานอาวุโส
• แมคโดนัลด์ ได้ขยายตัวแบบทุกซอกทุกมุมทั่วทั้งประเทศ
• ค่าแฟรนไชนส์จากเดิม 980 ดอลลาร์ในปี 1955 แต่ปัจจุบันประมาณ 200,000 ดอลลาร์

“การบรรลุถึงความสำเร็จ จะต้องต่อสู้มาด้วยความล้มเหลง การเสี่ยงต่อความพ่ายแพ้ หนทางแห่งความสำเร็จไม่ได้ง่ายเหมือนเดินบนเส้นลวดที่วางทาบกับพื้น ที่ใดที่ไม่มี
การเสี่ยง ที่นั่นย่อมไม่อาจมีความภาคภูมิในความสำเร็จ และผลที่ตามมาคือไม่มีความสุข หนทางเดียวที่จะทำให้เราก้าวหน้ายิ่งขึ้นคือ เดินต่อไปข้างหน้าไม่ว่าจะตัวคนเดียว หรือเป็นหมู่คณะ ด้วยวิญญาณของนักบุกเบิก ในระบบการค้าเสรีของเรานี้ เราจำเป็นต้องเสี่ยง นี่เป็นวิถีทางเดียวในโลก ที่คุณจะมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ไม่มีหนทางอื่นใดอีกแล้ว”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *