Happy Workplace: เติมความสุขแบบพอเพียงในที่ทำงาน

Happy Workplace: เติมความสุขแบบพอเพียงในที่ทำงาน
• คุณภาพชีวิต
• เรื่องเด่น
องค์กรแห่งความสุข ที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

กว่า 8 ชั่วโมง ใน 1 วัน หรือ 1 ใน 3 ของแต่ละวันของแต่ละคนถูกใช้ไปกับการทำงาน หากเริ่มทำงานตอนอายุ 20 ต้นๆ และทำต่อเนื่องไปจนอายุ 60 ปี เท่ากับเราใช้เวลาเกินครึ่งชีวิตไปกับการทำงาน ดังนั้นหากกว่าครึ่งชีวิตของเราเป็นชีวิตที่ไม่มีความสุข ทุกเช้าที่ต้องไปทำงานคือเช้าแห่งความทุกข์ เงินที่ได้มาคงไม่มีความหมายสักเท่าไหร่ เพราะสุดท้ายสิ่งที่ทุกคนต้องการล้วนมีคำตอบเดียวที่เหมือนกัน นั่นคือ “ความสุข”

Happy Workplace หรือ องค์กรแห่งความสุข จึงเกิดขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง มุ่งสร้างคนในองค์กรให้เป็นคนที่มีความสุข เพราะเชื่อว่า “คน” คือสิ่งสำคัญที่สุดขององค์กร หาก “คน” กลายเป็น “คนทำงานที่มีความสุข” การทำงานก็จะมีประสิทธิภาพ องค์กรก็จะเติบโตอย่างยั่งยืน

นายแพทย์ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะองค์รวมภาคเอกชน กล่าวว่า “Happy Workplace ทำอยู่ 3 อย่างหลักๆ คือ 1.ทำให้คนทำงานมีความสุข 2.ที่ทำงานน่าอยู่ และ 3.ชุมชนสมานฉันท์ทั้งสามอย่างนี้ไปด้วยกัน ถ้าที่ใดมีความสมานฉันคนก็จะมีความสุข แล้วที่ทำงานก็จะน่าอยู่ ถ้าที่ทำงานน่าอยู่คนทำงานก็จะมีความสุข ที่ทำงานน่าอยู่ไม่ได้หมายถึงที่ทำงานหรูหรา แต่หมายถึงที่ที่อยู่แล้วสบายใจ”

เครื่องมือเบื้องต้นในการสร้าง Happy Workplace หรือสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงานนั้น นายแพทย์ชาญวิทย์ เรียกว่า “กล่องความสุข 8 ใบ หรือความสุข 8 ประการในที่ทำงาน” ได้แก่ Happy Body (สุขภาพดีทั้งกายและใจ รู้จักกิน รู้จักใช้ชีวิต), Happy Heart (มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกัน), Happy Family (มีครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคง) และ Happy Society (สังคมดี มีความรักสามัคคีต่อชุมชนที่ตนทำงาน)

หน้าที่ของแผนงานสุขภาวะองค์รวมภาคเอกชน คือ นำความรู้ไปเผยแพร่ยังโรงงานหรือองค์กรเอกชนต่างๆ เกี่ยวกับกล่องความสุข 8 ใบ ซึ่งนำไปสู่ความสุขใบใหญ่สุดนั่นคือ Happy Workplace โดยจะให้แต่ละบริษัทคัดแยกกิจกรรมที่เคยทำมาทั้งหมดตามประเภทของความสุขแต่ละกล่อง องค์กรจะได้พบตัวตนที่แท้จริงของตนเอง เช่น บางองค์กรทำแต่เรื่องสุขภาพ บางองค์กรก็ทำแต่เรื่องสังคม ไม่เคยดูเรื่องเศรษฐกิจเรื่องการเรียนรู้ ซึ่งไม่ครบมิติของชีวิตคน มองคนแค่มุมเดียว คราวนี้พอมีตาชั่ง 8 กล่อง ก็จะรู้ว่าองค์กรของตนให้น้ำหนักเรื่องใดมากเรื่องใดน้อย ต่อไปจะได้สร้างกิจกรรมภายในองค์กรให้ครบทุกมิติ เพื่อให้กลายเป็นองค์กรแห่งความสุขที่แท้จริง แต่ไม่กำหนดว่าทุกกล่องต้องเท่ากันหรืออะไรมากที่สุด ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละองค์กร

สำหรับองค์กรเอกชนที่เข้าร่วม โครงการ Happy Workplace นั้นมีหลายบริษัทด้วยกัน แต่ละบริษัทมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับคน โดยทำเรื่อง Happy 8 เช่น พนักงานของบริษัท DC consultants & Marketings จะปฏิบัติธรรมทุกวันพุธ, KTC มอบของขวัญวันเด็กให้น้องๆ ที่บ้านธัญญพร, การจัดงานวันเกิดให้พนักงานของบ.เทสโก้ โลตัส, บริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย มอบทุนการศึกษาให้บุตรพนักงานเป็นต้น

“เพื่อนร่วมงานเหมือนพี่เหมือนน้อง ผู้บริหารก็ดูแลคุณภาพชีวิตของคนงานดี ช่วยเรื่องหนี้สิน ดูแลถึงครอบครัว วันพ่อ วันแม่ วันเด็ก มีของขวัญให้เราเอาไปมอบให้คนที่บ้านตลอด เวลาพักก็มีดนตรีให้เล่นสอนเรื่องความพอเพียง สอนทำบัญชีครัวเรือน ไม่อยากให้พนักงานมีหนี้ เมื่อโรงงานดูแลเราอย่างดี ก็อยากจะตอบแทนโรงงาน คนงานเลยสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันทำงานให้ดียิ่งขึ้น” นี่คือเสียงบอกเล่าจากคุณสุรินทร์ น้อยเอี่ยม พนักงานของบริษัทเอเซียพรีซิชั่น จำกัด หนึ่งในบริษัทต้นแบบของโครงการ Happy Workplace ซึ่งปรัชญาของบริษัทฯ คือ “มุ่งสร้างคนดี แทนคุณแผ่นดิน” เพราะเชื่อว่าคนดีกลายเป็นคนเก่งได้หากมีโอกาส เพราะการอยู่ร่วมกันด้วย “ความดี” นำมาซึ่ง “ความสุขที่ยั่งยืนในองค์กร”

“ปลูกต้นไม้ยังต้องรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ต้นไม้ถึงจะงอกเงย องค์กรก็เช่นกันถ้าจะปลูกคน ก็ต้องรู้จักให้น้ำ ให้ปุ๋ย พรวนดิน ถ้าทำไม่ได้ องค์กรก็ล่มสลาย การสร้างความสุขในองค์กรต้องเอาคนเป็นที่ตั้งและต้องเป็นคนที่รู้จักพอด้วย เพราะถ้าไม่รู้จักพอ ก็ไม่มีวันพบความสุข” นายแพทย์ชาญวิทย์ กล่าวสรุปอีกครั้งหนึ่ง

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *