Happy Kid Money Camp

“Happy Kid Money Camp” ยุทธการติดอาวุธความฉลาดทางการเงินให้กับเยาวชนของชาติ มีเรื่องเงินๆ ทองๆ แง่มุมไหนบ้างที่เด็กๆ ต้องรู้
ด้วยสังคมปัจจุบันเป็นสังคมบริโภคนิยม สิ่งล่อตาล่อใจสิ่งเย้ายวนที่แวดล้อมเด็กไทยวันนี้มีมากขึ้นทุกวัน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจจึงมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินอันแข็งแกร่งให้กับเยาวชนไทย โดยได้เครือซิเมนต์ไทย (SCG) เป็นผู้สนับสนุนหลักโครงการแคมป์เศรษฐีตัวนิด “ฉลาดคิด.ฉลาดสุข” หรือ “Happy Kid Money Camp” ที่จัดขึ้นเมื่อ 20-21 มิถุนายนที่ผ่านมา
“วีนัส อัศวสิทธิถาวร” ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร เครือซิเมนต์ไทย (SCG) บอกว่า นี่เป็นซีเอสอาร์โครงการแรกที่เอสซีจีใช้ประเด็นการเงินเป็นเครื่องมือปลูกฝังจริยธรรมและสร้างทักษะการใช้ชีวิตบนแนวคิดพอเพียงให้กับเด็ก ดังที่ทราบกันดีว่า เด็กส่วนใหญ่มีความสุขกับการใช้เงิน ยิ่งโลกยุคใหม่มีสิ่งยั่วยุมากมาย บางครอบครัวไม่สามารถรับมือกับการสร้างค่านิยมเรื่องความพอดีให้ลูกได้ด้วยหลายๆ เหตุผล จึงคาดหวังว่า แคมป์นี้นอกเหนือจากการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้เด็กๆ แล้ว ยังจะนำไปสู่การสร้างค่านิยมในเรื่องความยั่งยืนให้กับเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ นับเป็นโมเดลการทำซีเอสอาร์แนวใหม่ที่น่าทดลองยิ่ง
“อัจฉรา โยมสินธุ์” อาจารย์ภาควิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และคอลัมนิสต์ประจำ Fundamentals ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งเป็นวิทยากรหลักในโครงการนี้ บอกว่า “แคมป์เศรษฐีอยากสอนให้เด็กรู้จักการใช้เงิน ให้เข้าใจการใช้จ่ายอย่างถูกต้อง การออมอย่างฉลาด รวมไปถึงเรื่องการลงทุนด้วย นอกจากนี้ ยังรวมถึงเรื่องของการหาเงินด้วย เพราะจริงๆ เด็กโตมาตั้งแต่เล็กก็ใช้เงินเลย ใช้เงินก่อนหาเงินได้ซะอีก เพราะฉะนั้นต้องสอนเขาว่า เงินไม่ได้มาจากตู้เอทีเอ็ม เพราะฉะนั้นเขาต้องรู้จักว่า ต้องทำงาน ต้องเหนื่อยถึงจะมีเงิน ซึ่งในวันแรกที่เข้าค่ายเด็กจะได้รู้จักการปลูกฝั่งเรื่องอาชีพเข้าไปด้วย และในวันที่สองจะมีฐานต่างๆ ที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องเงินทองในแง่มุมต่างๆ”
โดยกลุ่มเด็กที่เข้าร่วมโครงการมีอายุระหว่าง 10-12 ปี จึงเป็นกิจกรรมง่ายๆ เน้น learning by playing คือให้เขาเล่นไป รู้ไป เขาจะได้รู้เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารจัดการๆ เงินอย่างครบวงจร อัจฉรายกตัวอย่างในสหรัฐจะสอนให้เด็กรู้เรื่องอนาคต ให้เด็กหัดทำแผนที่ชีวิตตั้งแต่ประมาณ ป.1 เด็กต้องคิดแล้วว่าในอนาคตเขาอยากจะเป็นอะไร ต้องเตรียมตัวเข้าสู่อาชีพยังไง ในขณะที่ประเทศไทยยังขาดในเรื่องนี้ เราไม่ค่อยถูกสอนว่าโตขึ้นควรจะเป็นอะไร แต่เราจะถูกสอนว่าเรียนเก่งไปเรียนหมอ วิศวะ ถ้าไม่เก่งไปเรียนอย่างอื่น แต่สหรัฐเขาปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กเป็นหลักสูตรเสริม แต่ตอนหลังทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก็มีหนังสือเงินทองของมีค่าเข้าไปตามโรงเรียนต่างๆ ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี กิจกรรมของเราก็เหมือนช่วยอีกแรง
@เด็กได้รับมากกว่าเรื่องการเงิน
อัจฉรา ยังบอกอีกว่า เรื่องของการเงินนั้นเป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิต โดยมากหลังจบปริญญาตรีช่วงอายุประมาณ 20 เขาจะมีความสุขกับการใช้เงินๆ ถ้าไม่สอนแบบเป็นระบบ โตขึ้นก็จะมีปัญหา นักจิตวิทยาระบุว่า ถ้าจะปลูกฝังวินัย ต้องสอนมาตั้งแต่ประถม ให้เขามีวินัยในการตื่นนอน เก็บสตางค์ สิ่งเหล่านี้จะต้องใส่ให้เด็กตั้งแต่ประถม ถ้าไปใส่ตอนโตจะยากลำบาก
โดยรวมอยากให้เด็กมีทักษะและพื้นฐานในเรื่องของ “การเงินครบวงจร” ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของการหาเงิน ใช้เงิน ออมเงินและลงทุนรวมถึงเรื่องของการแบ่งปัน เราไม่ได้สอนว่าหาเงินๆ ไปเป็นเศรษฐี ต้องการให้เขาเป็น “happy kid” เป็นเด็กที่มีความสุข เพราะฉะนั้นเขาจะต้อง “รู้จักความพอดี ความพอเพียง และรู้จักแบ่งปัน” ไม่ใช่ฉันหาเงินได้แล้ว ฉันรวยอยู่คนเดียวแล้วเบียดเบียนสังคม
“สิ่งที่เด็กจะได้รับ มากกว่าทักษะพื้นฐานทางด้านการเงิน เป็นเรื่องของเด็กที่จะได้มาเจอกันจากต่างที่ ต่างโรงเรียน ต่างชั้นปี มีเด็กโรงเรียนวัด โรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียนสาธิต โรงเรียนสหศึกษา โรงเรียนหญิงล้วน โรงเรียนชายล้วน โรงเรียนสองภาษา จะเห็นว่าเด็กมาจากพื้นฐานที่แตกต่างทำให้เด็กๆ มาเห็นเพื่อนๆ มีเพื่อนต่างโรงเรียนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน การเรียนรู้ ไม่ใช่ได้แค่ความรู้จากเราไปสู่เด็ก จากพี่เลี้ยง (พี่ฐาน) ไปสู่เด็ก แต่จะมีในกลุ่มเด็กๆ ด้วยกันก็จะเกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ด้วยกัน มันจะได้ทักษะทางด้านทีมเวิร์ค การปรับตัว ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทองอย่างเดียว”
@ ตะลุย 8 ฐานเติมทักษะการเงิน
ในวันแรกของโครงการนั้น จะเริ่มนำเด็กทุกคนเข้าสู่เรื่องราวทางการเงินด้วยคำถามง่ายๆ 5 ข้อ ได้แก่ 1) ทำไมคุณพ่อคุณแม่จึงต้องทำงานหาเงิน 2) ทำอย่างไรเราจึงจะมีเงินออม 3) ทำความเข้าใจระหว่างความแตกต่างของ “Need” กับ “Want” 4) วิธีช่วยที่บ้านประหยัด และ 5) นอกจากนำเงินไปฝากธนาคารเรายังสามารถนำเงินไปลงทุนในอะไรได้อีกบ้าง
ทั้งหมดนี้ เป็นการนำเด็กๆ เข้าสู่เรื่องของการออมและการลงทุนง่ายๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ระหว่างกัน ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะมีหลากหลายคำตอบมากที่ช่วยกันคิด ในแต่ละประเด็นคำถามถือเป็นการเริ่มต้นร่วมกันทำงานเป็นทีมในขั้นเริ่มต้น
“เพื่อที่จะนำเด็กๆ ไปพบกับคำตอบของคำถามทั้ง 5 ข้อนี้ ทางแคมป์จะมีฐานกิจกรรมทั้งหมด 8 ฐาน ที่ เป็นฐานกิจกรรมการเงินที่เราจะ walk rally กันเพื่อเรียนรู้ทักษะทางด้านการเงินแบบครบวงจร”
@ช่วยกันรัดเข็มขัด…ประหยัดงบ
ฐานที่ 1 นี้จะกำหนดให้กลุ่มเด็กที่เข้าแคมป์ เป็นครอบครัวแล้วสมมติให้คุณพ่อ คุณแม่มีค่าใช้จ่ายแบบนี้ บังเอิญวิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นคุณพ่อคุณแม่ไม่เงินล่วงเวลา แล้วเคยขายของมีค่านายหน้าค่านายหน้าหายไป คำถามคือแล้วรายจ่ายรายเดือนที่เกิดขึ้นน้องๆ จะช่วยคุณพ่อคุณแม่ประหยัดตรงไหนได้บ้าง เด็กก็จะได้เห็นงบค่าใช้จ่าย ไม่ต้องทำ แต่ได้เห็นแล้วก็ช่วยกันตัดลดงบได้ ให้ช่วยกันบริหารค่าใช้จ่าย มีงบรายได้ค่าใช้จ่ายลิสต์เป็นรายการต่างๆ มาให้ได้เด็กๆ ช่วยกันจัดการ
“จากเดิมที่รายได้ของครอบครัวพอแม่หามาได้ 150,000 บาทต่อเดือน แต่อยู่ดีๆ หายไป 60,000 บาท เหลืออยู่ 90,000 บาท ในขณะที่รายจ่ายครอบครัว 120,000 บาท เด็กๆ ต้องช่วยคิดว่าจะทำยังไงกับเงินที่มันไม่พอ จะช่วยประหยัดตรงไหนได้บ้าง ค่าขนมของน้อง ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์ที่เคยใช้ฟุ่มเฟือย เคยทานอาหารนอกบ้านจะลดตัวไหนดี ในขณะที่เรามีพี่ฐานคอยช่วยไกด์ให้ในกรณีที่น้องๆ งงหรือติดขัดตรงไหนพี่ฐานก็ช่วยไกด์ให้ โดยทุกฐานจะมีข้อสรุปให้เด็กๆ”
@รอบรู้เรื่องสถาบันการเงิน
ฐานที่ 2 จะเป็นเรื่องของเกมส์จับคู่เปิดป้ายระหว่าง “โลโก้ของสถาบันการเงิน” ประเภทต่างๆ กับ “ข้อมูลรายละเอียดของธุรกรรม” โดยจะให้เด็กๆ จับคู่ให้เข้ากัน อัจฉราเล่าว่า จะมีโลโก้ธนาคารต่างๆ เต็มไปหมด เพราะปัจจุบันนวัตกรรมทางด้านการเงินพัฒนาไปมากแล้วเป็นเรื่องที่อยู่รอบตัว ทุกวันนี้ไปห้างสรรพสินค้าก็จะมีธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เด็กอาจจะงงแล้ว บลจ.ต่างกับแบงก์ยังไง หรือต่างจาก บล.ยังไง เขาทำธุรกรรมอะไรที่แตกต่างกันบ้าง
“เราจะมีโลโก้พวกนี้มาทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แบงก์ออมสิน โรงรับจำนำ แล้วจะมีข้อมูลเพื่อให้เด็กจับคู่ พอจับคู่ถูกก็จะได้คะแนนแล้วพี่ฐานก็จะให้ความรู้ว่าองค์กรต่างๆ มีหน้าที่ยังไง เช่น แบงก์ออมสินเป็นธนาคารที่น้องเดินเข้าไปฝากเงินเท่าไรก็ฝากได้ คือมีลักษณะเฉพาะที่จะเล่าให้เด็กๆ ฟังเป็นความรู้รอบตัวมาทำให้ง่าย เราไม่เน้นความรู้ที่สลับซับซ้อนพื้นฐานที่น้องๆ ควรรู้ หรือพี่ฐานอาจจะถามว่าใครรู้จักธนาคารนี้บ้างเล่ามาสิ คุณแม่ฝากเงินที่ธนาคารไหนมาร่วมแชร์กัน”
@ครอบครัวมั่งคั่ง..ฉลาดลงทุน
ในฐานนี้อัจฉรา บอกว่า จะพยายามสื่อถึงเด็กๆ ใน 2 ประเด็น คือ 1) ทางเลือกในการลงทุนมีเยอะมาก 2) ความไม่รู้คือความเสี่ยง ฐานนี้น้องจะได้รับเงิน 1 ล้านบาทไปลงทุน แล้วไปประชุมกันเพื่อจะจัดสรรเงินเพื่อมาลงทุนในทางเลือกต่างๆ ที่จะมีไว้ให้เช่น หุ้น กองทุนรวม ที่ดิน ทองคำ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ อสังหาริมทรัพย์ โดยก่อนจะไปลงทุนเราจะมีพีระมิดการลงทุนให้เด็กดูว่าสินทรัพย์แต่ละประเภทมี high risk high return อย่างไร
“เมื่อลงทุนเสร็จจะสมมติไปเลยว่าผลตอบแทน 1 ปีให้หลังของทางเลือกการลงทุนประเภทต่างๆ เป็นเท่าไรแล้วสรุปเลยว่า 1) เงินลงทุน 1 ล้านบาทเริ่มต้นของน้องเหลือเท่าไรหรืองอกมาเท่าไร ฐานนี้ที่อยากบอกคือทางเลือกในการลงทุนมีเยอะ 2.น้องลงทุนจริงๆ เราจะแอบซ่อนไว้ว่าเขาจะขาดทุนเพราะฉะนั้น จะสอนว่าความไม่รู้เป็นความเสี่ยง ถ้าไม่รู้จักแล้วไปลงทุนมั่วก็เจ๊งได้”
@ฉลาดคิดเศรษฐกิจพอเพียง
ในฐานนี้อัจฉราบอกว่าจะเน้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นกรอบคิดปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤติ เพื่อความมั่นคง และความยั่งยืนของการพัฒนาซึ่งประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อมๆ กัน คือ 1) “ความพอประมาณ” 2) “ความมีเหตุผล” และ 3 “การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว” โดยการตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้นต้องอาศัย 2 เงื่อนไขทั้ง “เงื่อนไขความรู้” และ “เงื่อนไขคุณธรรม” เป็นพื้นฐาน
“เราจะสมมติให้น้องๆ เป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน ให้ประชุมทำโครงการอะไรที่โรงเรียนแล้วจะวางแผนพีอาร์ยังไง จะใช้เวลาประชาสัมพันธ์เท่าไร ใช้งบประมาณเท่าไร คิดให้เสร็จใน 30 นาที แล้วก็นำเสนอ คาดว่าทุกโรงเรียนสอนเรื่องนี้อยู่แล้วตรงนี้ก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ให้เขาช่วยกันคิดว่าจากสถานการณ์ของโรงเรียนในปัจจุบันมีอะไรที่น่าจะปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความพอดีพอเพียงได้บ้าง น้องๆ น่าจะมีข้อมูลจากโรงเรียนมาก จะได้นำข้อมูลมาแชร์กันมาเห็นกัน”
@จิ๊กซอว์การเงิน
ฐานนี้จะเป็นการสร้างงบการเงินกึ่งสำเร็จรูป จะมีโจทย์เป็นตุ๊กตาให้ สมมติให้พี่นาเดียมีบ้านมีรถ มีค่าใช้จ่าย รายจ่ายแบบนี้ก็จะให้เด็กๆ หยิบจิ๊กซอว์ไปต่อสร้างเป็นงบค่าใช้จ่ายของพี่นาเดีย อัจฉราบอกว่าสิ่งที่อยากให้เด็กๆ เห็น คือรายการทางการเงินของคน บางทีดูแล้วมันวุ่นวายถ้าเรานำมาจัดระเบียบใส่เข้าไปในงบ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน รายได้แค่นี้ รายจ่ายแค่นี้ จะได้เห็นว่ามีเงินเหลือหรือขาดเท่าไร
@ชอปปิงอย่างชาญฉลาด
อัจฉรา บอกว่า ฐานนี้จะมีการจำลองซูเปอร์มาวัดใจคนฉลาดซื้อ แคมป์จะจำลองเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตมีของให้เลือกช้อปเต็มไปหมด แต่ของในนั้นอาจจะมีแฝงนม 2 ขวดแพ็คคู่ลดราคาเยอะ แต่ว่าใกล้หมดอายุ พวกจัดแพ็คจะถูกแต่เป็นของใกล้หมดอายุ ไม่มีคุณภาพ กระป๋องบุบ กระป๋องบวมเราจะให้เงินน้องๆ ไป 1,000 บาท แล้วให้เด็กลงมือจับจ่ายด้วยตัวเอง
“สิ่งที่อยากจะสื่อคือ อยากให้เขาคิดก่อนซื้อ วันนี้เขาจะรู้เรื่อง “need : ความจำเป็น” และ “want : ความต้องการ” รู้จักวางแผนการใช้จ่าย ไม่ใช่เห็นของถูกแล้วซื้อ ถูกอาจจะไม่ดี แล้วเราจะมาเฉลยว่าที่น้องๆ ซื้อมาได้ของมากมายอาจจะไม่ใช่อันนี้หมดอายุ ฐานนี้มีตู้บริจาคด้วยถ้ากลุ่มไหนบริจาคก็ได้โบนัสทันที”
@รู้ภาษี..มีเงินเหลือ
อัจฉราเล่าถึงฐานนี้ว่าจะเป็นตารางภาษีของคุณพ่อคุณแม่มาเลยให้เด็กๆ ได้เห็นว่าคุณพ่อมีรายได้เท่านี้ มีภาษีต้องจ่ายปีละ 200,000 บาท เราจะมีเป้าตัวช่วยประหยัดภาษี เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ประกันบ้าน เป็นต้น แล้วพี่ฐานจะแนะนำว่าถ้าคุณพ่อวางแผนดีๆ จะช่วยประหยัดภาษีได้ปีละเท่าไร
“คือไม่ได้คาดหวังให้เด็กคำนวณภาษีเป็น แต่ใน ภ.ง.ด.ที่พ่อเสียภาษีก็จะมีช่องหาค่าลดหย่อนคือบุตร เด็กก็จะเห็นของหนูก็ช่วยประหยัดภาษีได้ คุณพ่อดูแลคุณปู่ช่วยประหยัดภาษีได้อะไรอย่างนี้ จะแฝงความรู้ในลักษณะเช่นนี้มากกว่า”
@เงินงอกเพราะดอกเบี้ย
เป็นเรื่อง Miracle of Time ที่อยากฉายภาพให้เด็กเห็นถึงมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้น สมมติให้เขาออมวันละ 1 บาท ก็ต้องคำนวณว่าปีหนึ่งจะมีเงินออมเพิ่มเป็นเท่าไร หรือถ้าทิ้งไว้ 10 ปี ที่อัตราดอกเบี้ย 6% อาจจะมีเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าไร เพื่อให้เขาเห็นว่าถ้ามีเงินค่าขนมควรจะกันส่วนหนึ่งไปออม แล้วถ้าไปฝากธนาคารนานๆ เข้าเงินจะงอกเงินจะโตขึ้นมามาศาลเท่าไร
“เราจะมีตารางสำเร็จรูปให้เลยให้เขาเห็นเลยว่าถ้าเขาไปฝากไว้ที่ดอกเบี้ยสูง เงินจะเพิ่มค่าขึ้นเร็วกว่าดอกเบี้ยต่ำ ถ้าฝากนานเงินจะงอกมากกว่าระยะเวลาที่สั้น จะเห็น 2 อย่างคือระยะเวลากับอัตราผลตอบแทน”
อัจฉรากล่าวสรุปว่า เมื่อเด็กๆ ผ่านกิจกรรมครบทั้ง 8 ฐานแล้ว เราคาดหวังว่าน้องๆ จะได้เรียนรู้ในเรื่องของการเงินแบบครบวงจรทั้งเรื่องออม เรื่องใช้จ่าย เรื่องภาษี เรื่องลงทุน เป็นการปลูกฝังความรู้พื้นฐานผ่านกิจกรรม เชื่อว่าเขาน่าจะได้ข้อคิดไปหลายอย่าง
“ดวิษ โพธิเวชกุล” หรือน้องฉาย เดินทางจากจังหวัดกาญจนบุรีมาเข้าร่วมแคมป์เศรษฐีฯ บอกว่า เขามีความใฝ่ฝันว่าโตขึ้นอยากเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ เรื่องของการฝากเงิน การออม การลงทุน เป็นสิ่งที่เขาอยากเรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่องภาษีที่น้องฉายสนใจมาก เพราะเขาคิดว่าคนที่มีรายได้ทุกคนต้องจ่ายภาษี ดังนั้น จึงควรเรียนรู้เรื่องภาษีเอาไว้
“ในห้องเรียนไม่ได้สอนเรื่องการลงทุน แต่ผมชอบอ่านหนังสือพิมพ์ก็เลยรู้ว่า เรามีทางเลือกให้ลงทุนเยอะแยะ เช่นลงทุนในตลาดหุ้น หรือลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟ และการจะลงทุนแต่ละครั้ง ไม่ได้ดูที่กำไรหรือผลตอบแทนอย่างเดียว แต่เราอาจจะขาดทุนได้ถ้าศึกษาไม่ดี”
“วริน ศุภองค์ประภา” หรือน้องฟิน เด็กชายวัย 10 ขวบจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าร่วมติดอาวุธความฉลาดทางการเงินแบบแคมป์เศรษฐีฯ เขาว่าเรื่องของการลงทุนต้องดูที่ความเสี่ยง ที่แต่ละอย่างมีความเสี่ยงแตกต่างกัน ต้องเลือกลงทุนที่เราสามารถรับความเสี่ยงได้ น้องฟินเล่าว่าเขาเรียนรู้เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นโดยรับฟังจากคุณพ่อคุณแม่ที่ทำธุรกิจและลงทุนในตลาดหุ้น
“ที่จริงผมตามลูกพี่ลูกน้องมา แต่แคมป์นี้ก็สนุกดี เจอเพื่อนใหม่ ได้เข้ากลุ่มเล่นเกมเรื่องการลงทุน หาวิธีช่วยพ่อแม่ประหยัดเงิน ได้รู้เรื่อง need กับ want”
อัจฉราทิ้งท้ายถึงความคาดหวังของแคมป์เศรษฐีฯ ว่าอยากให้เด็กๆ คิดถึงเรื่องการเงินอย่างถูกวิธี ไม่ใช่ว่าแม่ให้เงินมาก็เอาไปใช้อย่างเดียว เหลือค่อยเอาไปออม สุดท้ายจะไม่เหลือ ไม่ได้คาดหวังว่าเด็กจะต้องไปเป็นเศรษฐีร้อยล้าน จบ ม.6 แล้วต้องไปเล่นหุ้น แค่สร้างความฉลาดทางการเงินให้กับเขาผ่านเกมส์และกิจกรรมของแคมป์

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *