E-COMMERCE กับกฏหมาย (8)

E-COMMERCE กับกฏหมาย (8)

ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ
การเข้ารหัสของข้อมูล (Cryptography) โดยใช้ Public Key Infrastructures (PKI) และหลักการทำงานของลายมือชื่อดิจิตอล
PKI เป็นการเข้ารหัสของข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูง ลายมือชื่อดิจิตอลได้นำหลักการทำงานของ PKI มาใช้ ถ้าช่องทางที่ใช้ในการส่งข้อมูลนั้นปลอดภัย การเข้ารหัสข้อมูลคงไม่จำเป็น แต่ในความเป็นจริงช่องทางในการส่งข้อมูลไม่ได้มีความปลอดภัย 100% แม้แต่ในการส่งจดหมายโดยทั่วไป หรือการส่งนำเงินสดไปทางจดหมายถือว่าไม่มีความปลอดภัยเลย เพราะช่องทางในการส่งข้อมูลเป็นช่องทางสาธารณะ เช่นเดียวระบบอินเตอร์เน็ตซึ่งเป็นระบบเปิด (Open Environment) การส่งข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตนั้นไม่สามารถรับรองความปลอดภัยได้ ถ้าส่งข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ตโดยไม่มีการเข้ารหัสข้อมูลก็เหมือนการส่ง Postcard ไปในระบบการส่งจดหมายทั่วไป ฉะนั้นการเข้ารหัสข้อมูลก่อนส่งเป็นสิ่งที่จำเป็น การเข้ารหัสข้อมูลทั่วไปนั้นจะใช้กุญแจ (Key) ในการเข้ารหัส กุญแจอาจจะเป็นตัวเลขหรือรหัสผ่าน (Password) ก็ได้ โดยที่เจ้าของจะต้องเก็บรักษากุญแจให้ดีไม่ให้คนอื่นรู้ ตัวอย่างเช่น การใช้บัตร ATM ในการเบิกเงิน กุญแจก็คือตัวบัตรและเลขรหัส ATM 4 หลัก ถ้ามีคนขโมยบัตรและรู้รหัสก็สามารถเบิกเงินได้เช่นกัน ในส่วนของ PKI จะใช้กุญแจถึง 2 ชนิดในการเข้ารหัสคือ
1. กุญแจส่วนตัว (Private Key) จะให้ผู้อื่นทราบไม่ได้
2. กุญแจสาธารณะ (Public Key) สามารถแจกจ่ายให้กับผู้อื่นได้
กุญแจส่วนตัวและกุญแจสาธารณะจะต้องมีความสัมพันธ์กันคือ ถ้าใช้กุญแจส่วนตัวในการเข้ารหัส จะต้องถอดรหัสโดยใช้กุญแจสาธารณะเท่านั้น ในทางกลับกัน ถ้าใช้กุญแจสาธารณะในการเข้ารหัส จะถอดรหัสได้ต้องใช้กุญแจส่วนตัว ซึ่งกุญแจส่วนตัวและกุญแจสาธารณะจะต้องใช้กันเป็นคู่ๆ เช่น กุญแจส่วนตัวของนาย ก ต้องใช้คู่กับกุญแจสาธารณะของนาย ก เท่านั้น จะใช้ กุญแจส่วนตัวของนาย ก คู่กับ กุญแจสาธารณะของนาย ข ไม่ได้ ซึ่งถ้า ข้อความต้นฉบับ (Original Message) เข้ารหัสด้วย กุญแจสาธารณะ (Public Key) จะได้ข้อความที่เข้ารหัสแล้ว (Encrypted Message) ส่งข้อความที่เข้ารหัสแล้วไปในระบบอินเตอร์เน็ต แม้แต่ผู้เข้ารหัสเองก็ไม่สามารถถอดรหัสข้อมูลนี้ได้ คนที่สามารถถอดรหัส (Decrypt) ได้ก็คือคนที่มี กุญแจส่วนตัว (Private Key) ตรงกับกุญแจสาธารณะ (Public Key) ที่ใช้ในการเข้ารหัสเท่านั้น
สำหรับในทางตรงกันข้าม ถ้าเข้ารหัสข้อมูลด้วยกุญแจส่วนตัว (Private Key) จะถอดรหัสได้ก็ต้องใช้ กุญแจสาธารณะ (Public Key) เท่านั้น การทำแบบนี้อาจดูไม่มีประโยชน์ เพราะทุกคนที่มีกุญแจสาธารณะของผู้ส่งข้อมูลก็สามารถถอดรหัสข้อความได้ แต่การเข้ารหัสข้อมูลด้วยกุญแจส่วนตัว (Private Key) เป็นหลักการทำงานของลายมือชื่อดิจิตอลนั่นเอง เพราะถ้าผู้รับสามารถถอดรหัสข้อความได้ด้วยกุญแจสาธารณะ (Public Key) ของผู้ส่งก็แสดงว่าข้อความนั่นเป็นของจริง เนื่องจากว่ามีผู้ส่งคนเดียวเท่านั้นที่มีกุญแจส่วนตัว (Private Key)

ข้อสรุป
ในบทเริ่มตอนต้นนั้นดูเหมือนว่า อินเตอร์เน็ทจะสร้างโอกาสมากมายในการทำการค้าทางอินเตอร์เน็ทในระดับนานาชาติ ในทุกๆพื้นที่ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทำให้เกิดความกระตือรือร้นในการตอบปัญหาทางกฎหมายที่ยากจะตอบได้ บางปัญหาเป็นปัญหาทางเทคนิค อย่างเช่น ถ้าหากผู้ขายอยู่ประเทศหนึ่ง ผู้ซื้ออยู่อีกประเทศหนึ่ง แล้วกฎหมายใดจะถูกนำมาใช้ และศาลใดจะมีอำนาจติดสินคดีหากมีคดีความเกิดขึ้น และหากเป็นการค้าทางอินเตอร์เน็ทระหว่างผู้บริโภคกับหน่วยธุรกิจ กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจะคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคมากกว่า ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นธุรกิจที่ตั้งอยู่ในประเทศหนึ่งซึ่งได้ขายสินค้าไปทั่วโลก เป็นหลักมีอำนาจในการตัดสินคดีในอีกหลายประเทศที่ติดต่อกันทางอินเตอร์เน็ต
นับแต่มีการประสานงานเกี่ยวโยงกันเกิดมากขึ้นโดยเฉพาะในระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว เรื่องเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจศาลและการบังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่การค้าทางอินเตอร์เน็ตจะต้องประสบ ปัญหาที่ยากกว่านั้นคือการเจรจาการค้าทางอินเตอร์เน็ตทำให้ขาดลักษณะความเป็นบุคคลส่วนตัวระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายภายใต้สัญญาการค้าหรือบริการ การไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวนี้ทำให้ขาดความเชื่อถือระหว่างกัน อันทำให้เกิดผลตามมาคือค่าใช้จ่ายในการเจรจาและการทำสัญญาเพิ่มมากขึ้น ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องทำประกันภัยเพื่อจะรักษาความปลอดภัยในสิทธิของตน โดยค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปจะถูกชดเชยด้วยราคาสินค้าที่สูงขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความสะดวกสบายในการทำธุรกิจทางอินเตอร์เน็ตทำให้เกิดการขาดความเชื่อมั่น อันก่อให้เกิดราคาสินค้าบริการเพิ่มมากขึ้นด้วย
เหตุด้วยการที่ไม่มีความเชื่อถือนี้เอง ทำให้ในอนาคตขอบเขตของสินค้าในการค้าทางอินเตอร์เน็ตระดับสากลยังคงมีความจำกัดอยู่ พวกหนังสือ ดีวีดี ซีดี โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เกมส์คอมพิวเตอร์ และของที่ระลึกเล็กๆน้อยราคาไม่แพง เหล่านี้นั้นเป็นสินค้าที่จะยังคงมีอิทธิพลทางการค้าผ่านอินเตอร์เน็ตระดับสากล และในด้านการบริการเช่น การซื้อตั๋ว ซื้อประกัน หรือการธนาคาร จะได้รับผลสำเร็จมากกว่าการค้าขายสินค้า ในส่วนการเจรจาโดยตรงผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อซื้อขายสินค้าที่มีมูลค่าจะยังเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยง และเป็นการดึงดูดพวกเสี่ยงโชคทั้งหลาย ผู้เสี่ยงโชคเหล่านี้เป็นพวกนักธุรกิจที่มีอาชีพทางธุรกิจมีสีสันแต่ไม่ยาวนาน อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ไม่ได้หมายความการที่ยิ่งมีการสร้างจำนวนผู้ขายสินค้าและสินค้าราคาแพงเช่นนี้ จะไม่ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์แต่อย่างใดไม่ เพราะสำหรับสินค้าราคาแพงนั้นอินเตอร์เน็ทจะเป็นวิธีการเพื่อตอบโต้สื่อสารระหว่างคู่สัญญาและเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์มากกว่าวิธีการค้าในตลาดการค้าสากลที่ก่อสัญญาและแลกเปลี่ยนทรัพย์สินกันจริงๆโดยทั่วไป
ถ้าหากว่าทุกๆครัวเรือนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ทได้ง่าย อินเตอร์เน็ทจะมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่แฝงอยู่มากกว่าสำหรับตลาดสินค้าท้องถิ่น ในท้องถิ่นผู้คนจะมีรู้จักกันมากกว่า ซึ่งจะง่ายในการบังคับให้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้ทางอินเตอร์เน็ท ด้วยเหตุนี้การค้าทางอินเตอร์เน็ทในระดับท้องถิ่นจะมีอนาคตมากกว่าระดับสากลในประเทศที่ร่ำรวยจนแต่ละครอบครัวสามารถติดต่อกันได้ผ่านอินเตอร์เน็ท กระนั้นประเทศที่กำลังพัฒนาจะยังคงอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบอยู่ดี อย่างไรก็ตามการค้าทางอินเตอร์เน็ทไม่ใช่เป็นการซื้อหรือขายสินค้าเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้ว อินเตอร์เน็ทจะไม่ดำรงอยู่เฉพาะเป็นตลาดการค้าเท่านั้น แต่จะเป็นสื่อกลางของข้อมูลด้วย เพราะเหตุนี้เมื่อมองจากมุมทางการค้าแล้ว สำหรับนักธุรกิจที่สร้างข้อมูลของตนในสื่อทุกรูปแบบแล้วการค้าทางอินเตอร์เน็ทจะยังคงให้ผลตอบแทนมากที่สุด

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *