E-COMMERCE กับกฏหมาย (4)

E-COMMERCE กับกฏหมาย (4)

การเสนอและการตอบรับ
มันเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับนักธุรกิจที่ทำการค้าทางอินเตอร์เน็ทที่จะต้องทราบถึงวิธีการทำคำเสนอบนอินเตอร์เน็ท เพราะหากว่าคำเสนอถูกตอบรับแล้ว ผู้ทำคำเสนอจะต้องผูกพันตามกฎหมายที่จะปฏิบัติตามคำเสนอนั้น ยิ่งวิธีทำการค้าทางอินเตอร์เน็ทนี้นั้นทำให้เกิดความสับสนมากขึ้นอีก เพราะการทำธุรกิจทางอินเตอร์เน็ทนี้สามารถทำให้เสนอสินค้าให้กับทุกคนได้ทั่วโลกผ่านหน้าเว็บ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากว่าผู้ค้าทางอินเตอร์เน็ทจะไม่สามารถจัดสินค้าหรือบริการได้หมดเพราะได้รับคำสั่งจำนวนมากผ่านอินเตอร์เน็ทนี้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเป็นการทำลายชื่อเสียงของธุรกิจเท่านั้น แต่เป็นการสร้างปัญหาทางกฎหมายด้วย ก่อให้เกิดความสูญเสียทางการเงินตามมา
หนทางที่จะหลีกเลี่ยงปัญหานี้ คือ ไม่ผูกมัดข้อเสนอ แต่ให้ทำตามวิธีการที่กฎหมายเรียกว่า “การเชิญเพื่อเจรจา” หมายความว่า สินค้าที่ผู้ขายทำการโฆษณาบนหน้าเว็บจะส่งให้กับผู้สั่งเฉพาะเมื่อผู้ขายได้ทำการยืนยันกับผู้ซื้อแล้วเท่านั้นว่า ผู้ขายจะขายสินค้านั้น และอาจยังต้องการการยืนยันกลับจากผู้ซื้อด้วยอีกว่าผู้ซื้อต้องการดำเนินการต่อไปหากผู้ขายได้ทำการบยืนยันส่งสินค้าแล้ว ซึ่งวิธีการนี้เป็นข้อเสียเปรียบที่ว่าจะต้องเพิ่มระยะเวลาในการทำสัญญาอีกสองสามวัน ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตามก็เป็นการสร้างมั่นใจให้กับผู้ขายว่าจะสามารถทำตามใบสั่งได้ และในขณะเดียวกันจะได้ตรวจสอบได้ด้วยว่าผู้ซื้อต้องการซื้อจริง
เพื่อให้สัญญาผูกมัดคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย คำเสนอต้องถูกยอมรับ โดยปกติคำเสนอจะยังไม่ถูกรับจนเมื่อคำตอบรับได้ถูกส่งไปให้ผู้เสนอแล้ว ในกฎหมายอังกฤษมีกฎอยู่ว่าการตอบรับเกิดขึ้นเมื่อคำตอบรับถูกส่งทางไป ไม่ใช่เมื่อผู้ทำคำเสนอได้รับ เมื่ออินเตอร์เน็ททำให้การสื่อสารเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด การส่งอีเมล์ระหว่างเวลาการทำธุรกิจจึงสามารถพิจารณาได้ว่าเป็นจุดที่สัญญาเริ่มผูกมัด อย่างไรก็ตามมีปัญหาอยู่ว่าการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ทในประเทศที่กำลังพัฒนายังไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ ในประเทศที่พัฒนาแล้วระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมมีความมั่นคงมากกว่า ผลที่ตามมาคือ อีเมล์สามารถเป็นสื่อเพื่อแสดงการยอมรับ แต่จะดีกว่าถ้าจะต้องการการยืนยันโดยใบเสร็จจากผู้รับด้วย และการระบุเงื่อนไขการยืนยันในข้อสัญญาและเงื่อนไขเป็นสิ่งที่ต้องกระทำด้วย สำหรับธุรกิจการค้าทางอินเตอร์เน็ท

ความสามารถของบุคคล
ตามกฎหมาย มิใช่ทุกคนที่สามารถจะสั่งสินค้าทางอินเตอร์เน็ทได้ หากว่าเขาผู้นั้นเป็นผู้เยาว์ หรือเป็นผู้ที่ไร้ความสามารถตามกฎหมายที่ไม่สามารถทำสัญญาซื้อขายได้ อย่างเช่นในกรณีหากเป็นผู้บกพร่องทางจิต ไม่ว่าคำสั่งสินค้าใดที่ได้ทำไปอาจจะเป็นโมฆะได้ ซึ่งหากได้ทำการชำระราคาเรียบร้อยแล้ว ต้องทำการส่งคืนด้วยความประสงค์ของบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง และสินค้าจะถูกส่งกลับคืน ส่วนเรื่องผู้เยาว์นั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่า เนื่องมาจากสาเหตุที่ว่า ปัจจุบันนั้นผู้เยาว์ให้ความสนใจในการเล่นคอมพิวเตอร์มากรวมถึง การซื้อเกมส์ทางอินเตอร์เน็ทด้วย ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยง ก่อนที่จะทำการตอบรับคำสั่งซื้อสินค้า น่าจะต้องสอบถามข้อมูลลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น อายุ พร้อมกับชื่อ ที่อยู่ และอื่นๆ โดยวิธีการลงทะเบียนก่อน ซึ่งหลายๆเว็บไซต์ได้มีแล้ว ปัญหาที่สำคัญปัญหาเดียวคือ เรื่อง กำหนดอายุในเรื่องความสามารถแต่ละประเทศแตกต่างกัน แม้กระทั่งในประเทศเดียวกันแต่คนละรัฐก็เช่นเดียวกัน ซึ่งโดยปกติเกณฑ์มาตรฐานจะอยู่ที่ 18 ปี และหากว่าประเด็นเรื่อง อายุมิใช่สาระสำคัญในการสั่งซื้อสินค้า ผู้เยาว์ก็สามารถทำได้
อย่างไรก็ดี ตามที่กล่าวมาทั้งหมด ผู้เยาว์ก็ยังสามารถทำการปิดบังอายุที่แท้จริงของตนได้
การทำสัญญา
นับตั้งแต่ข้อเสนอสินค้าได้รับการตอบรับ ผู้ขายจะตกอยู่ภายใต้ภาระหน้าที่จากข้อกำหนดของสัญญาทันที ซึ่งนับแต่เวลาที่ผู้ซื้อได้รับสินค้าแล้วเท่านั้น ผู้ขายจึงจะหมดภาระผูกพัน และสำหรับผู้ซื้อจะหมดภาระผูกพันต่อผู้ขายต่อเมื่อได้ทำการชำระราคาแล้วและธนาคารของผู้ขายได้รับค่าสินค้าแล้วเท่านั้น
สัญญาซื้อขายทางอินเตอร์เน็ทส่วนมากแล้วทำการตกลงซื้อขายโดยการแสดงสินค้าทางอิเล็คโทรนิกส์ ซึ่งในห้างแสดงสินค้าจริงนั้นทางบริษัทจำนวนหนึ่ง ต่างทำการเสนอสินค้าและบริการเอง แต่สำหรับ Electronic mall นั้นดำเนินการโดยผู้เผยแพร่(ผู้ขายปลีก)หลายๆคนที่ทำการโฆษณาสินค้าบริการนั้นจากหลายๆบริษัท เมื่อผู้ซื้อทำการซื้อสินค้าหรือบริการ เขาผู้นั้นทำสัญญากับผู้เผยแพร่(ผู้ขายปลีก) มิใช่กับบริษัทเจ้าของสินค้า ผู้ซื้อจะฟ้องบริษัทได้ก็ต่อเมื่อเกิดความละเลยหรือหลอกลวงจาก Operator (นายหน้า)ของบริษัทเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี Operator(นายหน้า) อาจจะถูกฟ้องในฐานะตัวแทนกระทำการแทนตัวการก็ได้ ซึ่งเหตุนี้สามารถเกิดขึ้นโดยเฉพาะเป็นไปตามภายใต้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
การคุ้มครองผู้บริโภคกับ E-COMMERCE
E-COMMERCE ได้เปลี่ยนวิถีทางการทำการค้าระหว่างประเทศ ในอดีตการค้าส่วนใหญ่กระทำระหว่างบริษัทกับบริษัท อินเตอร์เน็ทได้ทำให้ผู้ขายสามารถติดต่อผู้บริโภคได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ก่อให้เกิดประโยชน์ซึ่งเห็นได้จากการที่ราคาสินค้าและบริการมีราคาถูกลง อย่างไรก็ดีกฎหมายในหลายๆประเทศกำหนดภาระของผู้ขายเมื่อทำสัญญากับผู้บริโภคมากกว่าแตกต่างกับการทำสัญญากับบริษัทด้วยกัน เพราะฉะนั้นจึงสำคัญต่อผู้ทำธุรกิจ E-COMMERCE มาก ในการที่จะทำการศึกษากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้าใจก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น
กฎหมายลักษณะสัญญาที่ได้อธิบายไว้สั้นๆที่ผ่านมานั้นเป็นหลักที่ปรากฏในสัญญาระหว่างบริษัท ในปีที่ผ่านมาจะได้เห็นเหตุการณ์การพัฒนาการกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ทางอินเตอร์เน็ท สิ่งหนึ่งที่สำคัญและมีความหมายยิ่งในกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายคือการวางข้อจำกัดการหลีกเลี่ยงความรับผิดของผู้ผลิตสินค้าที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นสินค้าที่บกพร่องแล้วสร้างความเสียหายต่อร่างกายและทรัพย์สิน คำว่า บกพร่องนั้น จำกัดความได้ค่อนข้างกว้าง คือ ความบกพร่องในความปลอดภัยของสินค้า ที่คนโดยทั่วไปได้คาดหวัง อย่างไรก็ดีเรื่องความรับผิดเด็ดขาดยังมิได้มีการกำหนดในกรณีการเรียกร้องความสูญเสียหรือเสียหายที่เกิดขึ้นในตัวสินค้าที่บกพร่องนั้น สามารถจะกำหนดได้แต่เฉพาะกรณีความเสียหายต่อร่ายกายและทรัพย์สินซึ่งเกิดจากการใช้หรือบริโภคสินค้าที่บกพร่องนั้นเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง การรับผิดเด็ดขาดนั้นคุ้มครองแต่ผู้บริโภค ไม่รวมถึงคู่ค้าด้วยกัน
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคต้องอาศัยการพิจารณาพิเศษอย่างอื่นร่วมด้วยที่นอกเหนือจากเนื้อหาในบทนี้ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติได้มีหลักกำหนดให้บริษัท E-COMMERCE ต้องมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อผู้บริโภค หากฝ่าฝืนแล้วอาจต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา
อย่างแรก บริษัท E-COMMERCE บนเว็บไซท์ต้องระบุ ชื่อที่แท้จริงและที่อยู่ของผู้ดำเนินกิจการ หากมิได้ปฏิบัติตามจะต้องรับผิดทางอาญา อย่างเช่นในประเทศอังกฤษ
สอง มักจะมีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้นเสมอ ในกรณีการที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในราคาส่วนลดสินค้าหรือบริการที่โฆษณาทางอินเตอร์เน็ท(ราคาของสินค้าที่โฆษณาทางอินเตอร์เน็ทไม่ตรงกับราคาที่ขายกันจริงๆ) โดยได้มีการบัญญัติไว้อย่างเหมาะสมว่าราคาสินค้าหรือบริการต้องเป็นราคาส่วนลดสินค้าหรือบริการครั้งล่าสุดที่ได้ทำการประชาสัมพันธ์ ราคาสินค้าหรือบริการต้องเป็นราคาที่โฆษณานั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ธุรกิจ E-COMM ERCE ต้องแสดงราคาที่แท้จริงเท่านั้น
สาม เมื่อทำการซื้อขายกันทางอินเตอร์เน็ทแล้วต้องระบุค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับไปรษณีย์ บรรจุภัณฑ์ หรือค่าขนส่งไว้ให้ผู้บริโภคได้ทราบด้วย เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้บริโภคว่าจะซื้อสินค้าหรือไม่อย่างไร
สี่ บริษัท E-COMMERCE ต้องแจ้งข้อมูลที่จำเป็นก่อนที่จะตอบรับคำสั่งซื้อและจัดสั่งสินค้าหรือบริการให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำหนดวิถีทางที่ให้สิทธิผู้บริโภคสามารถถอนคำสั่งซื้อได้ก่อนได้รับสินค้าหรือสิทธิที่ให้ผู้บริโภคสามารถส่งคืนสินค้าได้ ซึ่งสิทธิในการส่งสินค้าคืนนั้นต้องให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ

การส่งสินค้าคืน
ในปีที่ผ่านมาได้มีการบันทึกแล้วว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่งไม่เฉพาะต่อวิถีทางการค้า แต่ยังรวมถึงสิทธิที่มากขึ้นของผู้บริโภค หนึ่งในสิทธิที่เพิ่มขึ้นนั้นคือ การที่ผู้บริโภคสามารถส่งสินค้าคืนได้ในช่วงกำหนดระยะเวลาสั้นๆ ( ช่วงระยะเวลา 3- 7 วันเวลาทำการ ) โดยไม่ต้องมีเหตุผลประกอบ ในหลายๆประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยยังไม่มีการบัญญัติคุ้มครองสิทธินี้ อนึ่ง ตามกฎหมายส่วนมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหราชอาณาจักรหรือประเทศอื่นๆในยุโรป กำหนดให้ผู้ขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ตจะต้องแถลงเรื่องการส่งสินค้าคืนสินค้าด้วย อย่างเช่นบริษัทใหญ่ๆทั้งหลายที่ทำการขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ต ( virtual malls ) อาทิ American online ศูนย์รวมผู้ค้าและผู้ซื้อที่สำคัญแห่งหนึ่งก็เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เป็นแนวปฏิบัติที่ผู้ค้าจะต้องกระทำการระบุการให้ผู้ซื้อสามารถส่งสินค้าคืนได้ หากผู้ซื้อไม่พอใจในคุณภาพของสินค้า
เมื่อผู้บริโภคต้องการส่งสินค้ากลับคืนให้ผู้ขายแล้ว เหตุเกิดต่อมาจากนั้นไม่ใช่แต่เพียงความไม่พึงพอใจรายบุคคลสำหรับผู้ซื้อ แต่ยังกระทบไปถึงการสูญเสียทางการเงินของผู้ขายด้วย ดังนั้นการระบุถึงเรื่องการส่งสินค้าคืนตั้งแต่แรก จึงเป็นหนทางหนึ่งในการลดการสูญเสียจากการปฏิเสธสินค้าจากผู้ซื้อได้บ้าง ในการทำสัญญาซื้อขายทางอินเตอร์เน็ตจึงสมควรต้องทำถึงเหตุผลว่าทำไมผู้บริโภคถึงต้องการคืนสินค้าว่ามีปัจจัยมาจากสาเหตุใดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้สัญญามีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จำทำได้
มีเหตุผลต่างๆนาๆมากมายที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดอยากจะคืนสินค้า ซึ่งเหตุผลพื้นฐานที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปคือ การที่ผู้บริโภคไม่พึงพอใจในสินค้าที่ได้รับจากการสั่งสินค้า เกิดขึ้นเป็นประจำในกรณีการสั่งซื้อสินค้าทางไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าประเภทหัตถกรรม คือ การที่ซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ตอย่างแผ่นซีดีของนักร้องดังนั้น เป็นสินค้าที่เรารู้จักมีลักษณะอย่างแน่นอนจึงเป็นสินค้าที่เราต้องการอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่ในกรณีการซื้อสินค้าหัตถกรรมเพื่อนำไปเป็นของขวัญให้กับใครซักคน เช่น สามีต้องการซื้อของขวัญให้ภรรยาก็หาซื้อสินค้า เมื่อเห็นรูปสินค้าทางอินเตอร์เน็ตสวยดีก็สั่งซื้อ แต่เมื่อได้รับสินค้าจริงก็พบว่าไม่เหมือนกับที่เห็น ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ ผิดหวัง อยากจะได้เงินคืน อันเป็นกรณีที่พบเห็นได้ทั่วไปอย่างในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เกิดขึ้นเพราะผู้ขายต้องการที่จะทำให้สินค้าตนเองเป็นที่ดึงดูด เป็นที่น่าสนใจ ดูดีที่สุด จึงทำการปรับแต่งตกแต่งสินค้าโดยใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดียมาช่วย สินค้าที่เห็นทางหน้าจอกับที่ได้จริงจึงต่างกัน ในความเป็นจริงผู้ขายควรจะตระหนักว่าตนมีหน้าที่(มีภาระตามกฎหมาย)ที่จะต้องส่งสินค้าที่มีคุณภาพอย่างเดียวกับที่ได้แสดงเห็นทางหน้าจอคอมพิวเตอร์(บนหน้าเว็บไซต์)ให้กับลูกค้า ถ้าผู้ขายไม่ทำก็เท่ากับการละเมิดทำผิดสัญญา ทั้งนี้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคทำให้ผู้บริโภคสามารถคืนสินค้าได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าสินค้าที่ได้มีคุณภาพแตกต่างจากที่เห็นจากการโฆษณา ถึงกระนั้นก็ดีสำหรับผู้ขายแล้วเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุที่ผู้บริโภคไม่พอใจในสินค้า จึงควรแสดงสินค้าที่แท้จริง และรักษาคุณภาพของสินค้าตนเองจะเป็นการดีที่สุด (ควรแสดงรายละเอียดคุณภาพของสินค้าที่แท้จริงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิเสธหรือคืนสินค้าโดยผู้บริโภค)
เหตุผลอย่างอื่นในการส่งคืนสินค้าคือ การที่สินค้าได้รับความเสียหายจากการขนส่ง ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของผู้ขายจะต้องทำให้มั่นใจว่าสินค้าได้บรรจุอย่างดีแล้วและจะไม่เกิดความเสียหายในขณะขนส่ง แม้ว่าการบรรจุ ขนส่งสินค้าโดยวิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันความเสียหายจะมีราคาแพงกว่าก็ตาม แต่กระนั้นก็ลดความเสี่ยงในการที่ผู้ซื้อจะส่งสินค้าคืนลงมาได้
ในหลายๆครั้งที่ผู้บริโภคเปลี่ยนใจทำการคืนสินค้าโดยไม่มีเหตุผล ตามอำเภอใจและไม่รู้ว่าโดยแท้จริงแล้วลูกค้าต้องการสิ่งใดกันแน่ ดังนั้นสำหรับการขายสินค้าที่มีราคาแพงอย่างสินค้าหัตถกรรมหรืออัญมณีนั้น ผู้ขายสามารถที่จะตรวจสอบสถานภาพ(ชื่อ ที่อยู่และประวัติผู้ซื้อ) หลักแหล่งส่งสินค้าก่อนได้ ซึ่งมีธุรกิจที่ให้บริการทำการตรวจสอบนี้อยู่ แม้ค่าบริการจะมีราคาสูงพอควรขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ต้องการ หากเป็นเพียงการหาที่อยู่ข้อมูลเกี่ยวกับที่ๆจะทำการส่งสินค้าก็จะมีราคาไม่สูงเท่าใดนัก ซึ่งการทราบถึงสถานที่ส่งสินค้าก่อนก็ทำให้ทราบพื้นเพของผู้ซื้อก่อนส่งสินค้า อันมีความสำคัญอย่างมากในประเทศที่พัฒนาแล้ว การส่งสินค้าที่มีราคาแพงสมควรจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งทุกครั้ง
ถึงกระนั้นผู้ขายก็ยังคงต้องกระทำตามกฎหมายโดยต้องยอมรับสินค้าคืนและคืนเงินค่าสินค้าคืนแก่ผู้บริโภค แตกต่างจากการที่ผู้ขายทำการซื้อขายกับนักธุรกิจ คือในกรณีการเจรจาระหว่างหน่วยธุรกิจ การส่งคืนสินค้าจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุใดเกิดขึ้นเป็นการละเมิดสัญญา ไม่เป็นไปตามสัญญาหรือสัญญาตกเป็นโมฆะเพราะขัดแย้งกับกฎหมาย เหตุละเมิดสัญญานี้ผู้ซื้อสินค้าจะต้องเป็นผู้พิสูจน์การละเมิดที่ไม่เป็นไปตามสัญญานั้น อันมีความแตกต่างจากกรณีการซื้อขายกับผู้บริโภคธรรมดา ที่ผู้ขายต้องรับคืนสินค้าและคืนเงินเต็มจำนวนให้กับผู้บริโภคแม้จะไม่มีการละเมิดข้อสัญญาใด หรือผิดกติกาใดก็ตาม แต่เป็นไปตามความต้องการของผู้ซื้อสินค้าที่ได้ขายไปแล้วเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อจำกัดในสิทธิการคืนสินค้าของผู้บริโภคอยู่
อย่างแรก คือ ผู้คืนสินค้าต้องเป็นผู้ที่ทำสัญญากับผู้ขายเท่านั้น เช่น การที่สามีซื้อของขวัญ(สินค้าที่เป็นงานหัตถกรรม)ให้ภรรยา ก็ต้องเป็นสามีเท่านั้นที่สามารถคืนสินค้าได้ ไม่ใช่ภรรยาซึ่งเป็นคนที่ไม่ชอบของขวัญชิ้นนั้น
สอง การคืนสินค้าต้องเป็นไปตามระยะเวลาอันเหมาะสม คือ ผู้ซื้อควรแจ้งความประสงค์ส่งคืนสินค้าให้ผู้ขายทราบ สองสามวันเวลาทำการหลังจากที่ผู้ซื้อได้รับสินค้าแล้ว ซึ่งจะมีกำหนดระยะเวลาให้สิทธิการคืนสินค้าไว้แตกต่างกันในแต่ละประเทศแต่โดยปกติแล้วจะไม่เกินกำหนดหนึ่งอาทิตย์ หากให้เวลาส่งคืนสินค้านานเป็นเดือนนับแต่ได้รับสินค้า ย่อมเป็นการไม่ยุติธรรมเป็นอย่างมาก เว้นเสียแต่ว่าจะค้นพบความบกพร่องของสินค้าในภายหลังจริงๆ และหากว่าเป็นความผิด เป็นการละเมิดสัญญาโดยฝ่ายผู้ขายโดยแท้อย่างเช่นการส่งสินค้าผิดไม่ใช่สินค้าที่สั่งไป หรือไม่ใช่สินค้าที่ได้ทำการโฆษณาไว้ในเว็บไซต์ หรือส่งสินค้าที่ชำรุดบกพร่อง ผู้ขายย่อมต้องรับผิดต้องรับสินค้าคืนไม่ว่าจะเกินกำหนดระยะเวลาไปแล้วก็ตามนับแต่วันส่งสินค้าไป ซึ่งระยะเวลากำหนดในการส่งสินค้าคืนย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
สาม สินค้าที่ส่งคืนต้องไม่ชำรุดเสียสภาพจากเดิมที่ได้ส่งสินค้าไป โดยต้องไม่เสียหายและไม่ได้ทำการใช้สินค้านั้นด้วย หากว่าเห็นอย่างชัดเจนว่าสินค้านั้นได้ผ่านการใช้มาแล้วตัวอย่างเช่น เสื้อที่เย็บขึ้นด้วยมือที่ขายไปนั้นได้ถูกใช้ไปแล้ว ผู้ขายสามารถที่จะปฏิเสธไม่รับสินค้าคืนได้
วิถีทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ขายของทางอินเตอร์เน็ทคือ ต้องระบุวิธีการส่งคืนสินค้าลงในข้อกำหนดสัญญาด้วย โดยอาจระบุวิธีการส่งสินค้าคืนว่า “ถ้าผู้ซื้อไม่พอใจในคุณภาพของสินค้าแล้วสามารถส่งคืนสินค้าได้ภายในเจ็ดวัน โดยต้องทำการแจ้งความประสงค์คำบอกกล่าวล่วงหน้าให้ผู้ขายทราบ” ซึ่งจะเป็นความสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ขาย ผู้ขายควรจะแจ้งด้วยว่า ผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายการส่งสินค้าคืน และผู้ขายจะคืนเงินต่อเมื่อได้รับสินค้าคืนแล้ว ซึ่งเป็นความถูกต้องเหมาะสมดีแล้วที่จะระบุเช่นนั้น ข้อกำหนดเหล่านี้ใช้เฉพาะกับผู้บริโภคโดยตรงเท่านั้น ไม่ใช้กับธุรกิจที่สั่งสินค้าจำนวนมาก
ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายควรจะตระหนักถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสินค้าระหว่างการขนส่ง ซึ่งในการเจรจาระหว่างบริษัทจะทำการเจรจาเรื่องนี้กันอย่างระมัดระวัง แต่หากเป็นการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคแล้วจะได้รับการปฏิเสธ(มักจะละเลยไม่ใส่ใจ)ในการเจรจาเรื่องนี้ เว้นเสียแต่ว่าเป็นการกำหนดลงไปว่าเป็นภาระของผู้บริโภคในความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง(ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นระหว่างการขนส่งสินค้า ผู้บริโภคจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบเอง) เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ขายจะต้องระบุลงไปในข้อสัญญาให้ชัดเจนว่าความเสี่ยงในความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่งสินค้าให้เป็นภาระของผู้ซื้อ ผู้ขายควรจะแนะนำชี้แจงให้ผู้ซื้อทำการประกันไว้โดยไม่รวมกับค่าสินค้าแต่แยกต่างหากออกไปอีก(ไม่รวมราคาสินค้ากับค่าประกันสินค้าแต่ให้แยกจ่าย) หากมีความเสียหายเกิดขึ้นสินค้าก็ยังคงต้องตกเป็นของผู้บริโภคแต่จะได้รับเงินชดเชยจากประกันอยู่ อย่างไรก็ตามหากความเสียหายเกิดขึ้นจากความผิดของผู้ขายแล้ว เช่น จากการบรรจุสินค้า ผู้ขายก็ยังคงต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่เกินขึ้นมา ขึ้นอยู่กับว่าประกันจะรับผิดชอบเท่าใด มันเป็นการดีที่ผู้ขายจะทำการรับประกันโดยเขียนลงไปในข้อตกลงกำหนดสัญญาว่าจะกระทำการอย่างดีที่สุดเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง เพื่อไม่ให้สินค้าได้รับความเสียหาย อันข้อตกลงเรื่องนี้จำต้องเขียนให้ชัดเจนลงในข้อกำหนดและเงื่อนไขแห่งสัญญา โดยส่วนมากแล้วผู้ซื้อไม่ค่อยใส่ใจที่จะอ่านข้อตกลงก่อนทำสัญญา ซึ่งถ้าหากว่าการรับประกันนี้ไม่ได้เขียนไว้ในข้อกำหนดตกลงแล้ว ทางศาลอาจจะปฏิเสธที่จะบังคับผู้ขายในเรื่องนี้ได้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *