E-COMMERCE กับกฏหมาย (2)

E-COMMERCE กับกฏหมาย (2)

เครื่องหมายการค้ากับ E-COMMERCE
ปัญหาแรกที่เจ้าของธุรกิจและลูกค้าจะต้องประสบคือ การจำแนกความแตกต่างของสินค้าและบริการระหว่างสินค้าหรือบริการซึ่งมีความคล้ายคลึงกันเป็นจำนวนมากที่ปรากฏในอินเตอร์เน็ต เมื่อผู้ซื้อค้นหาแบรนด์สินค้าย่อมต้องการสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ (เมื่อผู้ซื้อค้นหาแบรด์ของสินค้าที่มีลักษณะที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เขาหรือหล่อนจึงต้องการแน่ใจว่าสิ่งที่ซื้อไปนั้นเป็นของแท้) เช่นเดียวกันผู้ขายเองก็ต้องการที่จะทำให้สินค้าของตนเองโดดเด่น มีลักษณะส่วนตัว( หมายถึง มีลักษณะที่แตกต่างกันมากเพียงพอที่จะทำให้ผู้ซื้อสามารถแยกได้ว่าเป็นสินค้าที่มาจากผู้ผลิตรายใด)ในสินค้าชนิดเดียวกันจากธุรกิจรายอื่น ความแตกต่างนี้สามารถทำได้โดยการวิธีสร้างเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้า คือ ลักษณะพิเศษของ คำ ประโยค โลโก้ หรือการออกแบบสัญลักษณ์อื่น เพื่อแสดงถึงความแตกต่างว่าสินค้าของตนเองนั้นแตกต่างกับสินค้าของผู้ผลิต ผู้สร้างรายอื่น สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นมีความพิเศษ นั่นคือ ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าหรือบริการแบบเดียวกัน หรือเหมือนกัน ในประเด็นความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากในประเด็นเรื่องของ E-COMMERCE เมื่อต้องพิจารณาถึง การใช้ Domain names ด้วย
Domain Names นั้นใช้เพื่อจำแนกแยกแยะความพิเศษของ Web pages ตัวอย่างของ Domain Names เช่น nohmex.com ของกลุ่มองค์กรธุรกิจเชียงใหม่ที่ขายสินค้าหัตถกรรมออนไลน์ อย่างไรก็ดียังไม่มีการระบุว่าการเลือกใช้ชื่อ Domain manes นั้นสามารถที่จะละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งในประเด็นนี้กฎหมายยังไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนอันก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงทางกฎหมายตามมา ดังนั้นถ้านักธุรกิจอยากที่จะรักษาสิทธิ online ตามกฎหมาย ต้องคำนึงถึงมิใช่เฉพาะแต่เครื่องหมายการค้า แต่ยังรวมถึง Domain names ด้วย อย่างไรก็ดี ถ้าหาก Domain names ได้ไปเหมือนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นเข้า ไม่ได้หมายความว่าการนั้นจะเป็นการละเมิดเครื่องหมายการค้าเลยทันที
ปัญหาเรื่องเครื่องหมายการค้านั้นคือการที่เครื่องหมายการค้าเป็นการใช้และยอมรับสิทธิเฉพาะในประเทศในขณะที่อินเตอร์เน็ทมีความเป็นสากลโดยธรรมชาติของมันเอง การจดทะเบียนสิทธิบัตรไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่สามารถใช้เครื่องหมายการค้านี้ในที่อื่นบนโลก กฎหมายขั้นพื้นฐานของเครื่องหมายการค้านั้นคือ “คุณเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าต่อเมื่อคุณเป็นคนแรกที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้เพื่อบ่งบอกความเป็นสินค้าของคุณ” ดังนั้นถ้าหากบริษัทหนึ่งเป็นเจ้าของจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอยู่แต่ไปพบว่ามีอีกบริษัทหนึ่งได้ใช้เครื่องหมายการค้าเช่นเดียวกันนี้ทางบริษัทที่จดทะเบียนจะสามารถอ้างสิทธิ์ได้เฉพาะถ้าอีกบริษัทหนึ่งได้ใช้เครื่องหมายนี้ภายหลังบริษัทผู้จดทะเบียน นี่แสดงให้เห็นถึงการบัญญัติให้สิทธิพิเศษสำหรับเครื่องหมายการค้า หมายความว่าในทางทฤษฎีเจ้าของเครื่องหมายการค้าสามารถที่จะอ้างสิทธิ์ที่มีอยู่ได้ทั่วโลก แม้ในความเป็นจริงแล้วการจดทะเบียนจะได้กระทำในแต่ละประเทศก็ตาม
ถึงแม้ว่าผู้ถือสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าสามารถที่จะหวงสิทธิ์ไม่ให้ผู้อื่นใช้ กระนั้นก็มีการกำหนดขอบเขตแห่งอำนาจในสิทธิแห่งการนั้นไว้ (ถึงแม้ว่าผู้ที่ถือสิทธิของเครื่องหมายการค้านั้นอยู่ จะสามารถป้องกันไม่ให้ผู้อื่นใช้เครื่องหมายการค้าอันเดียวกันนั้นได้ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีการกำหนดข้อจำกัดในอำนาจแห่งการใช้สิทธิ์ของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น ในการที่จะป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาใช้เครื่องหมายการค้าของตนได้)
อย่างแรก เครื่องหมายการค้าต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ คำว่าบ่งเฉพาะในที่นี้นั้นหมายความถึง ถ้อยคำ สัญลักษณ์ ที่ใช้ในเครื่องหมายการค้า มีความสร้างสรรค์ประดิษฐ์ขึ้นแตกต่างจากลักษณะธรรมดาทั่วไป ต้องมีความบ่งเฉพาะโดยแท้ อย่างคำว่า Google และ Yahoo ถ้อยคำหรือสัญลักษณ์ใดอาจจะกลายเป็นลักษณะบ่งเฉพาะได้หากได้มี การจำหน่ายเผยแพร่หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจน แพร่หลายแล้ว ในทางตรงกันข้ามสำหรับเครื่องหมายการค้าที่เป็นถ้อยคำอันเป็นธรรมดาสามัญ เช่น Lotus จะไม่ได้รับการพิจารณาว่ามีความบ่งเฉพาะอย่างแท้จริงเพราะฉะนั้นจึงได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายในเครื่องหมายการค้านี้น้อยกว่า
ข้อที่สอง ชื่อองค์กรหรือบริษัทจะยังไม่ถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้า จนกว่าจะได้มีการใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าหรือบริการเพื่อแสดงว่าเป็นขององค์กรหรือบริษัทนั้นๆ
ข้อที่สาม จะไม่มีการคุ้มครองเกิดขึ้นหากว่าสินค้าหรือบริการของบริษัทอื่นผู้ใช้เครื่องหมายการค้าเดียวกันนี้ ไม่เป็นการแข่งขันกับเจ้าของเครื่องหมายการค้า (หมายถึง การคุ้มครองตามกฎหมายเครื่องหมายการค้าจะไม่เกิดขึ้น ถ้าบริษัทอื่นใช้เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้ว แต่มิได้มีลักษณะการใช้ที่มุ่งจะแข่งขันกันกับเจ้าของเครื่องหมายการค้าเดิม)
ข้อที่สี่ การคุ้มครองสิทธิ์จะไม่เกิดขึ้น หากพิสูจน์ได้ว่าการที่ใช้เครื่องหมายการค้านี้ไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนว่าสินค้าหรือบริการนี้เป็นของผู้ผลิตรายใด
ข้อที่ห้า การคุ้มครองสิทธิ์จะไม่เกิดขึ้น หากว่าสินค้าที่เหมือนคล้ายคลึงกันนี้ได้จำหน่ายในพื้นที่คนละพื้นที่ของประเทศเดียวกัน หรือต่างประเทศกัน หรือช่องทางการจำหน่ายต่างกัน
หากจะสรุปเรื่องข้อจำกัดของเครื่องหมายการค้าสามารถสรุปได้เป็นข้อเดียวว่า หน้าที่ของเครื่องหมายการค้านั้นมีเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนในสินค้าและบริการ ก่อนที่จะมีอินเตอร์เน็ตนั้น(ก่อนที่จะมีการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย) นักธุรกิจสามารถใช้เครื่องหมายการค้าที่เหมือนกันได้โดยไม่ก่อให้เกิดความสับสนเพราะว่าการประกอบธุรกิจเกิดขึ้นคนละประเทศกัน หรือว่าสินค้าหรือบริการนั้นมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน อินเตอร์เน็ตได้ทำให้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป โดยคนที่ทำการค้นหาสินค้า บริการทางอินเตอร์เน็ทจะใช้ Key words หรือชื่อเครื่องหมายการค้าใน URL Address แทนที่จะเป็นธุรกิจสินค้า บริการที่ต้องการ ดังนั้นจึงทำให้ได้ข้อมูลนอกเหนือ เกินกว่าที่ต้องการ
อินเตอร์เน็ตทำให้เกิดสถานการณ์ที่นักธุรกิจหลายคนอ้างสิทธ์เหนือเครื่องหมายการค้าเดียวกันที่เหมือนหรือคล้ายกันนั้น สถานการณ์นี้ค่อนข้างที่จะมีความซับซ้อนเนื่องจากความจริงที่ว่า ในหลายๆประเทศนั้น การจดทะเบียนสิทธิไม่ได้จำเป็นต้องหมายความว่าการจดทะเบียนนั้นจะเป็นการแสดงถึงความเป็นเจ้าของในเครื่องหมายการค้า การใช้เครื่องหมายการค้าต่างหากที่จะเป็นตัวแสดงถึงความเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ดี การจดทะเบียนนั้นมีความสำคัญในส่วนที่เพื่อรักษาความเป็นเจ้าของในความจริง สามารถฟ้องร้องและป้องกันผู้แข่งขันรายอื่นที่จะลอกเลียนแบบ
ในสหรัฐ การจดทะเบียนสิทธิกระทำได้ที่องค์กรสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า (PTO) ในขณะที่ยุโรปอยู่ที่องค์กรตลาดการค้าภายใน (OHIM Office for Harmonisation in the Internal Market) อย่างไรก็ตามนี่ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่า การทำธุรกิจค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ตโดยมีการจดทะเบียนสิทธิแล้ว ผู้ทำธุรกิจรายอื่นจะไม่สามารถฟ้องร้องต่อศาลอ้างสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าได้ เพราะผู้ทำธุรกิจรายอื่นเขาสามารถที่จะอ้างถึงการใช้ว่า เขาเป็นผู้ใช้เครื่องหมายการค้านี้ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนต่อองค์กรเครื่องหมายการค้าใดก็ตาม
นับแต่อินเตอร์เน็ตได้กลายเป็นสื่อกลางทั่วโลก การทำธุรกิจผ่านอินเตอร์เน็ตได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการโต้แย้งเพื่ออ้างสิทธิ์เหนือเครื่องหมายค้า หลายๆบริษัทจึงต้องสร้างความมั่นใจว่าเครื่องหมายการค้าของตนจะเป็นที่ยอมรับ และได้รับการจดจำในประเทศใหญ่ๆของโลกก่อนที่จะทำการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ผ่านอินเตอร์เน็ท ไม่ว่านักธุรกิจจากประเทศใดก็ตามสามารถจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในสหรัฐ หากวางแผนที่จะทำการตลาดสินค้าหรือบริการของตนในประเทศเหล่านี้ อินเตอร์เน็ทยังสามารถที่จะใช้ตรวจสอบว่าเครื่องหมายการค้าใดมีผู้ใช้อยู่แล้วหรือไม่ ทั้งนี้มีโฆษณาให้บริการการค้นหาการใช้เครื่องหมายการค้าทั่วโลก ราคาในการให้บริการอยู่ในช่วง 100$ จนถึง 375$ ซึ่งให้ประโยชน์ในแง่ที่เป็นเครื่องยืนยันสร้างความมั่นใจว่าเครื่องหมายการค้านี้มีผู้ใช้อยู่แล้วหรือไม่อย่างไร

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *