CSR not PR

CSR not PR

ยังมีหลายคนและหลายองค์กรที่เข้าใจสับสน จะด้วยความตั้งใจแกล้งไม่รู้หรือทำตามกระแสก็ตาม แต่จะบอกแบบเตือนสติทุกคนว่า Corporate Social Responsibility หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า CSR นั้น ไม่ใช่กิจกรรมสร้างภาพลักษณ์องค์กร หรือการประชาสัมพันธ์หน่วยงานแต่อย่างใด แม้ว่าหลายองค์กรจะผนวกเข้าไว้เป็นงานหนึ่งของฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็ตาม แต่ต้องระวังให้ดีและต้องแยกให้ขาด บางองค์กรแยกเป็นแผนกออกมาต่างหาก เพื่อกันความพลั้งเผลอของพนักงานที่อาจจะอดคิดปะปนกันไม่ได้

ช่วงหลังมานี้ที่เห็นกันมากสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทย คือการจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเป็นทุนตั้งต้นและจัดตั้งออกมาเป็นรูปของมูลนิธิเพื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างจริงจัง ทั้งนี้เพื่อแยกความรู้สึกระหว่างการทำธุรกิจกับการทำประโยชน์เพื่อสังคม แต่ก็ยังเป็นคำถามอยู่ในใจนักวิชาการหลายคนว่าใช่ CSR หรือไม่ เพราะถ้าขาดการมีส่วนร่วมของพนักงานที่อยู่ฝั่งของการทำธุรกิจกับมูลนิธิที่ทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์สังคมแล้ว ก็จะกลายเป็นต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ สำนึกรับผิดชอบต่อสังคมคงไม่เกิด

ถ้าเราจะคิดใหม่โดยแปลงคำว่า CSR เป็น Corporate Stakeholder Responsibility อาจจะทำให้ความเข้าใจคำว่า Social ในแบบไทย ๆ ของเราดีขึ้น โดยขอนิยามคำว่า Stakeholder หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการทำธุรกิจขององค์กรผ่านสำนึกความรับผิดชอบที่ทุกคนพึงจะมีและช่วยกันทำดังนี้

1. Customer (ความรับผิดชอบต่อลูกค้า) ในอันที่จะส่งมอบสินค้าและบริการที่ดีมีคุณภาพสูงเท่านั้น โดยไม่ปลอมปนหรือสอดไส้จนก่อให้เกิดอันตรายไม่ว่าจะบาดเจ็บหรือเสียชีวิต สำนึกที่มีต่อลูกค้าจะช่วยกระตุ้นเตือนทุกคนในองค์กรให้ส่งมอบอย่างตรงไปตรงมา จริงใจ จนเกิดความพึงพอใจ

2. Shareholder (ความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น) ด้วยการบริหารกิจการอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ไม่เล่นแร่แปรธาตุหรือตกแต่งบัญชีให้ดูดีจนเกินงาม จนทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดในผลประกอบการของบริษัท ยิ่งเป็นบริษัทมหาชนแล้วสำนึกส่วนนี้ยิ่งต้องมีสูงเป็นพิเศษ เพราะความเสียหายจากการประกอบกิจการที่ไม่สุจริตจะส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก

3. Employee (ความรับผิดชอบต่อพนักงาน) การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี การดูแลเอาใจใส่ทุกข์สุขของพนักงาน การไม่เอาเปรียบแรงงานด้วยการกดขี่ หรือลดทอนสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อการทำงานเพียงเพื่อจะลดต้นทุน เพราะถ้าเราไม่สามารถดูแลพนักงานภายในให้มีขวัญกำลังใจที่ดี มีความผาสุกได้แล้วก็คงเป็นเรื่องยากที่จะไปสร้างความผาสุกให้แก่คนภายนอก

4. Supplier (ความรับผิดชอบต่อผู้รับจ้างช่วง) หรือผู้ที่จัดหาวัตถุดิบและชิ้นส่วนให้แก่องค์กรของเรา การทำสัญญาอย่างยุติธรรม และชำระเงินตรงตามงวดงานที่ตกลงกันไว้ โดยไม่จ่ายล่าช้า จนทำให้สถานะทางการเงินของผู้รับจ้างช่วงเกิดการชะงักงัน

5. Partner (ความรับผิดชอบต่อพันธมิตร) โดยมีปฏิสัมพันธ์แบบจริงใจ และเป็นความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่จะเอาแต่ได้เพียงฝ่ายเดียว หรือทำอย่างไรก็ได้ให้ได้ประโยชน์มากกว่าอยู่ตลอด ที่สำคัญจะต้องร่วมกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วย

6. Community (ความรับผิดชอบต่อชุมชนรอบข้าง) แต่ละองค์กรอาจจะขีดวงเป็นรัศมีออกไปรอบตัวอาคารที่บริษัทตั้งอยู่ เช่นในรัศมี 2 กิโลเมตร และคอยไปสอดส่องดูแลหรือสอบถามว่าได้รับความไม่สะดวกหรือผลกระทบอะไรจากการประกอบกิจการของเราหรือไม่ ถ้ามีสิ่งใดที่เราอาจพลั้งเผลอหลุดรอดบางสิ่งที่ไม่ดีสู่ชุมชน ก็ให้รีบดำเนินการแก้ไขในทันที โดยอาจดึงชุมชนเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วยก็ได้

7. Society (ความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม) อาจจะเป็นระดับจังหวัด ภาค ประเทศ หรืออาจไกลไปถึงต่างประเทศในกรณีที่เราทำการค้าส่งออก เพราะเราคงอาจคาดไม่ถึงว่าจะมีผลกระทบใดบ้างที่ส่งความเสียหายไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ที่ไกลออกไป หรือแม้แต่การช่วยเหลือกลุ่มคนด้อยโอกาส การช่วยทำนุบำรุงพลิกฟื้นสิ่งแวดล้อม

ถ้าเราแบ่งแบบนี้ แล้วพิจารณาแต่ละส่วนอย่างมีแบบแผน กำหนดแนวทางวิธีการที่เป็นรูปธรรม กำหนดตัวชี้วัด และประเมินผลเป็นระยะ คงจะทำให้เราสร้างสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมได้ครบถ้วนรอบด้านมากกว่า จากนั้นดำเนินการผ่านตัวแบบที่เรียกว่า 6P Model (ดูรายละเอียดในคอลัมน์ Light up ของจดหมายข่าวฉบับนี้) แบบนี้ถึงเรียกว่าเป็นองค์กรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคนที่มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง ไปที่ไหนใคร ๆ ก็ต้อนรับ

ที่มา :www.ftpi.or.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *