CSR ฉบับไม่หลอกตัวเอง ทุกคนต่างติดกับดัก ความกดดันของระบบทุนนิยม (ทั้งสิ้น)

CSR ฉบับไม่หลอกตัวเอง ทุกคนต่างติดกับดัก ความกดดันของระบบทุนนิยม (ทั้งสิ้น)
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3935 (3135)
ท่ามกลางบรรยากาศในการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โลกวันนี้กระแสการเรียกร้องให้ธุรกิจต้องใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงกลายเป็นสิ่งที่ธุรกิจให้ความสำคัญ แนวคิดการแสดงความรับผิดชอบขององค์กร หรือ CSR ที่ย่อมาจาก corporate social responsibility จึงกลายเป็นแนวคิดที่กำลังได้รับการพูดถึงมากขึ้นทั่วทุกมุมโลกรวมถึงประเทศไทย
เมื่อวันจันทร์ที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญเมื่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดตัวสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI) ซึ่งมุ่งจะส่งเสริมแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้นในไทยอย่างเป็นรูปธรรม
เป็นปรากฏการณ์สำคัญเมื่อมีการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการ ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ระหว่างองค์กรพันธมิตรจาก 10 องค์กร อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียน ฯลฯ ซึ่งถือเป็นภาพความร่วมมือที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในการผลักดันแนวคิด CSR ในสังคมไทย
CSR ที่มิใช่เป็นเพียงการช่วยเหลือสังคมเพียงฉาบฉวย หรือเพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กร
“บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์ปาฐกในพิธีเปิดสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม มีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดนี้ เป็นมุมมองที่เขาออกตัวว่า “ในเมื่อท่านทั้งหลายให้เกียรติผมมาพูดในเรื่องที่ฟังดูเป็นเรื่องที่ดี ครั้นจะมาพูดให้ดูไม่ดีเลย จะออกมาดูไม่ดี ก็ต้องพูดให้ดูดีบ้าง แต่เสร็จแล้วก็ต้องพูดในเรื่องให้ดูกันให้ดี”
ดูกันให้ดีเมื่อจะให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้ !!
“บัณฑูร” กล่าวว่า “เรื่องของความรับผิดชอบของสังคมที่เรียกภาษาอังกฤษ corporate social responsibility นั้น ก็เพิ่งมาดังหลังวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ช่วงก่อนหน้านั้นผมไม่ได้จำได้นักว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่โตอะไร แต่พอเกิดวิกฤต เกิดการล่มสลายก็เกิดมีสำนึกกันขึ้นมา จริงๆ เพราะมีคนเสียหาย คนเสียหายที่ทุกคนเพ่งไปมากในการจับระบบธรรมา ภิบาล ถึงแม้ว่าที่พูดกันทุกวันนี้จะพูดถึงสังคมโดยรวม สภาพสิ่งแวดล้อม แต่จริงๆ แล้วทั้งหมดมาจากการที่ผู้ถือหุ้นเสียหาย รู้สึกเป็นเรื่องใหญ่มาก
เมื่อพูดถึงว่าประชาคมธุรกิจ (business comunities) นั้น ควรจะมีบทบาทและควรจะมีกำลังในการมีบทบาท ที่ช่วยในเรื่องสังคมอย่างไรบ้าง
“ถ้าจะมองในมุมการจัดการที่นอกเหนือไปจากภาพลักษณ์ ก็ต้องถามว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ผลจริงๆ ที่มันจะเกิดขึ้น มันมีความคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นแค่ไหน มีคนวิเคราะห์ในกระบวนการหรือว่าการเคลื่อนไหวเรื่องของ ธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบที่ธุรกิจมีต่อสังคมนั้น วิเคราะห์มาว่า ลองดูแต่ละบริษัทไม่เฉพาะในเมืองไทย บริษัททั่วโลก สายที่ดูแลเรื่องความรับผิดชอบสังคม สิ่งแวดล้อม ขึ้นกับผู้บริหารสายไหน ส่วนใหญ่ที่ออกมา สายประชาสัมพันธ์ แสดงว่านี่เป็นเรื่องประชาสัมพันธ์ เป็นเรื่องของหน้า จะได้ไปโม้ได้ในเวทีว่าฉันก็มีธรรมาภิบาล ฉันก็รับผิดชอบต่อสังคมเหมือนกัน ดูโครงการต่างๆ ข้างนอกก็วางอยู่เต็มไปหมด ฉันก็ปลูกป่า ฉันช่วยเด็กกำพร้า ฉันก็ทำน้ำให้สะอาด เราก็ทำมาด้วยกันทั้งนั้น ผมก็ทำมาแล้ว ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะสะอาดขึ้นมากี่หยดเลย ผ่านไปตามคลองต่างๆ ยังเน่าเหม็นอยู่ทุกวันนี้”
นั่นคือสิ่งที่ทุกคนทำเป็นธรรมชาติ เพราะระบบมันบีบให้มันต้องมีอะไรมาอวดกันบ้าง ไม่งั้นจะไม่มีอะไรไปกรอกแบบฟอร์ม แล้วจะเสียหน้า ภาพองค์กรจะออกมาไม่ดี และมีคนมาถามอยู่เรื่อยว่าการทำอะไรที่เป็นเรื่องสังคมมีผลดีต่อธุรกิจหรือไม่ ที่เรียกว่า social marketing มีผลกระทบทำให้คุณค่าในเชิงผลประโยชน์ธุรกิจเพิ่มขึ้นหรือไม่ ผมตอบตามตรงว่าไม่แน่ใจว่าทำให้ธุรกิจดีขึ้น แต่รู้แน่ๆ ว่าทำให้ผมดูดีขึ้น และทำให้ผู้บริหารดูดีขึ้น
“การที่บริษัทใหญ่มีโครงการเพื่อสังคมของตัวเอง ถามว่าเสร็จแล้ว ตอนจบสังคมดีขึ้นไหม ผมไม่เห็นว่าจะมีการวัดทางวิทยาศาสตร์ได้เลยว่า ทำเสร็จแล้ว ป่ามากขึ้น น้ำสะอาดขึ้น เด็กมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ดัชนีกลับไปทางตรงข้าม ป่าโดนตัดมากขึ้น น้ำเน่ามากขึ้นทั้งในและนอกสภา เด็กยังมีปัญหามากมาย ดูข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์น่าเป็นห่วงมากขึ้น”
“คำถามจริงๆ แล้วมีใครรับประกันได้ไหมว่า ที่ทำกันอยู่ผลที่เกิดขึ้นบ้านเมืองนี้มันดีขึ้นจริงๆ ผมเองบอกได้ว่าไม่ทราบ ผมไม่แน่ใจ แต่เราทำในฐานะที่เราเป็นผู้บริหารบริษัท เราบอกเรารู้สึกดี ดีกว่ารู้สึกไม่ดี อย่างน้อยก็กันไม่ให้มีใครมาว่าใจร้าย ใจไม้ไส้ระกำ รวยกำไรตั้งเยอะแยะแล้วไม่แบ่งให้ใครเลย ก็ต้องแบ่งกันบ้าง ตราบใดที่บรรทัดสุดท้ายของงบการเงินออกมาดูดีพอสมควร อันนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญ”
ปัจจุบันในตลาดทุนมีนักลงทุนที่เรียกว่า Green Investor ซึ่งเป็นนักลงทุนที่ให้ความสำคัญในการลงทุน กับบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม
“มันก็เป็นการแสดงออกของฝรั่งที่ชอบเล่นลิเกเหมือนกัน ฉันไม่ใช่นักลงทุนธรรมดา ฉันเป็นนักลงทุนที่พิเศษกว่าคนอื่น ฉันเป็นกรีนอินเวสเตอร์ ของสกปรกฉันไม่ลงทุนด้วย แต่ถ้ากรีนอินเวสเตอร์ลงทุนแล้วกองทุนขาดทุน ผู้บริหารกรีนฟันด์เสี่ยงหลุดจากงานเหมือนกัน”
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ “บัณฑูร” มองว่า ท้ายที่สุดทุกคนต่างติดกับดักความกดดันของระบบทุนนิยมด้วยกันทั้งนั้น
“ยิ่งทุนนิยมที่ผ่านตลาดทุนเป็นทุนนิยมที่เหี้ยมโหดมาก เพราะใครก็ตามไม่ว่าเป็นผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน หรือผู้บริหารของกองทุนต่างๆ ที่มาลงทุนในบริษัทจดทะเบียน ถ้าบริหารแล้วไม่กำไร รับรองได้ ธรรมาภิบาล หรือช่วยสังคมอย่างไร ไปแน่นอน นั่นคือตัวตัดสินตัวจริง พูดอย่างนี้ไม่ใช่ ไม่ได้บอกว่าดีไม่ดี พูดอย่างนี้เพื่อบอกว่านี่คือความจริง”
“การที่เราบอกเราจะทำเรื่องดีๆ กับสังคม อย่าลืมว่าสิ่งที่เราพูดมันทำได้ ตราบใดที่กำไรไม่เสีย ใช่หรือไม่ ถ้าทำแล้วธุรกิจไปไม่รอด ไม่มีผลตอบแทนเพียงพอ ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครยกย่องผู้บริหารหรือบริษัทนั้นๆ พอเอาเข้าจริงๆ ถามว่าเราจะเอาอะไรจากการให้ธุรกิจรับผิดชอบต่อสังคม ให้ทำโครงการก็ทำกันไป แล้วผมก็เชื่อว่าจากวันนี้ก็ทำกันต่อไปเพื่อจะได้พูดว่าฉันก็มีอะไรมาอวดเหมือนกัน”
ถามว่าจริงๆ หน้าที่ของธุรกิจคืออะไร หน้าที่ของธุรกิจหมายเลข 1 คือ ทำธุรกิจ !!
และการทำธุรกิจก็หมายถึงการคิดค้นสินค้าบริการใหม่ๆ มาเสนอสนองต่อตลาดให้ธุรกิจอยู่รอดได้ ให้มีนวัตกรรม ฉะนั้นสิ่งแรกที่ผู้บริหารคิดคือ การอยู่รอดของธุรกิจ นั่นคือหน้าที่หลักที่ต้องดูให้แน่ใจ
“มันก็จะมีอยู่ไม่กี่คนที่มีความมั่งคั่งพอที่จะคิดจะแบ่งอะไรต่างๆ ได้ แต่ธุรกิจที่ปริ่มๆ น้ำไม่รู้จะไปรอดไม่รอด สิ่งแรกที่ทำคือเอาตัวเองให้อยู่รอด หากตัวเองไม่อยู่รอดจะมีพนักงานจำนวนมากตกงาน คำถามนั้นว่าผิดธรรมาภิบาลไหม ผมคิดว่านั่นเป็นความเสียหายอย่างยิ่งต่อสังคม ถ้าธุรกิจไทยไปไม่รอด นักธุรกิจจะไม่รอด ผู้บริหารต้องหาทางออกให้ได้ว่าจะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ในสินค้าและบริการอย่างไรที่สามารถยืนอยู่ได้ในเวทีการแข่งขันที่เหี้ยมโหด และเข้มข้นในปัจจุบันทุกวันๆ”
“การคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด เป็นหน้าที่ทางสังคมอย่างยิ่ง ของธุรกิจนอกเหนือไปจากการทำโครงการทางสังคม ซึ่งเรามักจะพูดถึงกัน ซึ่งเรามักแยกออกจากกันไม่ได้ ธุรกิจต้องแข็งแกร่งก่อนถึงจะมีโอกาสออกแรงไปช่วยคนอื่นได้บ้าง แต่การที่บอกว่าธุรกิจแข็งแกร่งหลายคนเข้าใจว่าเป็นของที่ถือได้ว่าเป็นของอัตโนมัติ ซึ่งไม่จริง ภาษาอังกฤษเรียกว่า take for granted คำว่าธุรกิจแสดงต้องรวย แสดงว่าต้องกำไร แสดงว่าต้องมีการแบ่งคืนกำไรให้สังคม บางธุรกิจเป็นเช่นนั้น หลายธุรกิจไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถามว่าแล้วจะให้ธุรกิจเหล่านั้นเขาคิดอะไรนอกเหนือไปจากที่คิดให้ตัวเองในเชิงธุรกิจก่อน”
จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายผู้บริหารในองค์กรธุรกิจว่าจะทำอย่างไรที่จะทำ 2 อย่างไปด้วยกัน องค์กรธุรกิจแข็งแกร่ง และสามารถช่วยให้สังคมได้อะไรกลับคืนไปได้บ้าง
“ถามจริงๆ โลกมันร้อนขึ้นทุกวันไหม ร้อนขึ้นทุกวัน แก้กันในระดับที่แก้ได้จริงๆ ไหม ไม่เห็นได้จริงๆ ระดับนานาชาติไปประชุมกันก็ทะเลาะกันทุกคนลุกขึ้นยืนให้ปฏิญญาอย่างที่เอเปกประชุมที่ออสเตรเลีย ทุกคนผู้นำทั้งโลกบอกว่าเราต้องทำเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่โรงงานของแต่ละประเทศที่พ่นไอร้อนออกไปในอากาศไม่มีใครยอมใคร เพราะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาเหนืออื่นใด หากมีการถดถอยทางเศรษฐกิจก็นำไปสู่ระดับบริษัทซีอีโอโดนไล่ออก ระดับประเทศผลกระทบทางสังคมการเมือง การว่าจ้าง ประธานาธิบดี นายกฯก็ไม่ได้คะแนน ทุกคนเล่นลิเกกันทั้งโลก ว่าเราจะทำ แต่ตอนลงมือทำมันไม่ง่าย เพราะว่ามันต้องไปแลกกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่ความไม่มั่นคงในสถานภาพส่วนตัว ไม่ว่าระดับผู้บริหารบริษัท ผู้นำประเทศ”
ในมุมมองของ “บัณฑูร” ถ้าองค์กรธุรกิจจะมีความรับผิดชอบต่อสังคม
ต้องไม่หลอกตัวเองว่าอะไรทำได้ขนาดไหน และความเป็นจริงนั้นอยู่ตรงไหนและวัดผลกันอย่างไร หากทำเพียงแค่จะได้ชื่อว่าได้ทำในโครงการที่ช่วยสังคมแล้ว มันไม่เสีย ดูดีในทางส่วนตัว ถามว่าบ้านเมืองดีขึ้นไหม สังคมดีขึ้นไหม ตอบได้เต็มปากไหม ตอบไม่ได้เพราะไม่มีตัววัด เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วลำพังธุรกิจ บริษัทไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมได้
“สังคมมันจะดี สังคมทั้งหมด มันต้องมีพลังที่จะไม่ยอมให้การกระทำที่ ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ยิ่งสมัยนี้แม้กระทั่งออกกฎหมาย ก็ไม่ได้แปลว่าแก้ปัญหา เราทั้งหลายอยู่มาขั้นหนึ่งแล้ว การที่ทำไม่ผิดกฎหมายไม่ได้แปลว่าไม่ผิดจริยธรรม เพียงแต่ว่าใครจะมีทนายที่เก่งกว่าใครเท่านั้นเอง”
ระดับความรับผิดชอบต่อสังคมขึ้นอยู่กับสังคมเป็นตัวตั้งกติกาว่าจะกดดันขนาดไหน ถ้าไม่ทำแล้วผิดจริยธรรมแต่ไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่มีใครพูดอะไรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะองค์กรกลางต่างๆ ที่ดูแล เมื่อเกิดความไม่เป็นธรรม เกิดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่กล้าพูด กลัวอำนาจและขอปลอดภัยไว้ก่อน ฉะนั้นผลกระทบต่อสังคมเป็นอย่างไรอย่าอ่านรายงานประจำปี แต่ให้อ่านหน้า 1 หนังสือพิมพ์ อันนั้นของจริง
เราท่านต่างก็ถูกกดดันโดยตลาดทุน ทุนนิยม ขณะเดียวกันก็อาศัยประเทศ ท่านมีหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยตามกำลัง ขณะเดียวกันอย่าหลอกตัวเองว่าสังคมดี ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน
“ผมไม่มีคำตอบสำหรับสังคมไทย ผมต้องตอบตัวเองเท่านั้นว่าในแต่ละวันที่ดำเนินชีวิตในระบบทุน ความพอดีอยู่ตรงไหน ทั้งในเรื่องส่วนตัวและบริษัท”
หน้า 2

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *