Chief Strategy Officer อีกกลไกแห่งความสำเร็จ

Chief Strategy Officer อีกกลไกแห่งความสำเร็จ
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2550
ช่วงที่ผ่านมา เราได้เห็นวิวัฒนาการด้านการจัดการธุรกิจมากมายหลายด้านครับ รวมถึงผู้บริหารที่จะมาดำรงตำแหน่งต่างๆ ด้วย ซึ่งแต่ละตำแหน่งล้วนแล้วแต่มีความสลับซับซ้อนและมีความรับผิดชอบที่แตกต่างกันไป และก็เริ่มมีหน้าที่ใหม่ๆ เกิดขึ้น อาทิเช่น Chief Information Officer (CIO) ซึ่งรับผิดชอบดูแลงานทางด้านสารสนเทศและข้อมูลทั้งหมดขององค์กร ในยุคที่ไอทีกลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานครับ
ขณะนี้ ก็มีอีกหนึ่งตำแหน่งที่เริ่มได้รับความนิยมกันในกิจการข้ามชาติยักษ์ใหญ่หลายแห่ง และกลายเป็นความจำเป็นที่จำต้องมีผู้ที่มาดำรงตำแหน่งดังกล่าวนี้ด้วย คือ Chief Strategy Officer (CSO) หรือผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางด้านกลยุทธ์ขององค์กร นั่นเอง
สมัยก่อนเน้นให้เป็นบทบาทของซีอีโอ เนื่องจากมองว่า ทุกนโยบายและกลยุทธ์ล้วนแล้วแต่ควรจะต้องมาจากเบื้องบนสูงสุด นั่นคือ ซีอีโอ แล้วจึงค่อยถ่ายทอดมายังระดับล่าง เพื่อนำไปปฏิบัติและก็รอผลงาน เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานต่อไป
อย่างไรก็ตาม จากการที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป งานทางด้านกลยุทธ์นี้ ไม่เพียงแค่มีการวางแผน การคิด หรือกำหนดเป้าหมาย แล้วสั่งการให้บุคลากรไปดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันถึงการผลักดันให้เกิดการยอมรับในเป้าหมาย และเทคนิควิธีการที่ท้าทาย การผนึกกำลัง ประสานความร่วมมือของฝ่ายต่างๆ ให้เกิดผลผนึกในการดำเนินงานร่วมกัน (Synergy) ระหว่างแผนกต่างๆ การผลักดันให้เกิดการนำกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์ของกิจการด้วย
จะเห็นว่า ภาระหน้าที่หลักๆ ของการดูแลด้านกลยุทธ์นั้น ไม่ใช่เรื่องหมูๆ ที่จะทำกันง่ายๆ เสียแล้ว ต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากพอสมควร ซึ่งซีอีโอที่ต้องมีภารกิจอื่นๆ มากมาย ย่อมไม่สามารถจะมาดูแลทั้งหมดดังกล่าวนี้ได้ จึงต้องมีผู้ที่เปรียบเสมือน “สมองและมือขวา” มาช่วยดูแลจัดการงานต่างๆ เหล่านี้ ให้ประสบความสำเร็จลุล่วงไปได้ครับ ซึ่งก็หนีไม่พ้น CSO นี้นั่นเอง
หน้าที่ความรับผิดชอบหลักๆ ของ CSO นี้ เริ่มตั้งแต่การวางแผนกลยุทธ์ของกิจการ การประสานสร้างสัมพันธ์ และความร่วมมือให้เกิดกับฝ่ายงานต่างๆ ผลักดันให้แต่ละฝ่ายนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติอย่างโปร่งใส และเต็มประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เกิดข้อมูลที่จะนำไปใช้ในการตัดสินใจในระดับบริหารได้อย่างรวดเร็ว ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในขณะนี้ ก็คือ จะต้องเป็นผู้ที่ทั้งผลักทั้งดัน ให้กิจการเกิดความคิดสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่นวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นของกิจการ ไม่ว่าจะเป็น Initiatives ใหม่ๆ ที่จะนำนวัตกรรมทั้งในกระบวนการทำงาน เช่น การปรับการดำเนินงานให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หรือการสร้างสรรค์นวัตกรรมในสินค้า/บริการใหม่ๆ อาทิเช่น โน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ที่ผสานเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Technology) เข้าไปใช้ในออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วย ทำให้รูปลักษณ์แตกต่างไปอย่างชัดเจน เป็นต้น
แน่นอนว่า การจะหาผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมาเป็น CSO ตามที่กล่าวมา ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ครับ จึงได้มี check list มาให้ท่านผู้บริหารพิจารณากัน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือก CSO อันปราชญ์เปรื่องของท่าน
เริ่มจาก ประเด็นแรก ก็คือ ผู้ที่จะมาเป็น CSO นี้ จะต้องเป็นผู้ที่ซีอีโอไว้วางใจ และให้ความเชื่อถืออย่างมาก โดยเฉพาะอาจจะเคยทำงานร่วมกันมานาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนเข้าใจความคิดความอ่านกันเป็นอย่างดี เนื่องจากต้องเป็นทั้ง “สมองและสองมือ” ให้กับซีอีโอเลย หากไม่วางใจกัน คงยากที่จะลงเรือลำเดียวกันครับ แต่ถึงแม้ว่าจะไม่เคยทำงานร่วมกันมานาน แต่ต้องมีความรู้สึกที่เรียกว่า “เชื่อมือ” กันนั่นเอง จึงจะไปด้วยกันรอด
ประเด็นที่สอง คือ CSO ต้องสามารถดำเนินงานแบบ Multitasking ได้ นั่นคือ สามารถทำงานหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากกิจการใหญ่ๆ ย่อมมีความซับซ้อนมากขึ้นเป็นเงาตามตัวครับ ดังนั้น กิจกรรมหลากหลาย ก็ย่อมจะต้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่ๆ กัน ไม่สามารถจะเลือกได้ว่าจะทำอะไรอย่างหนึ่งในแต่ละช่วงเวลา บ่อยครั้งที่ต้องดำเนินงานหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันด้วย
อาทิเช่น ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเทคโอเวอร์กิจการใหม่ ขณะเดียวกัน ก็ต้องผลักดันให้โครงการปรับโครงสร้าง ของกิจการบรรลุตามความต้องการของกิจการ นอกจากนี้ ยังอาจต้องดูแลโครงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์/บริการใหม่ และยังต้องติดตามการดำเนินกลยุทธ์ และประเมินผลงานตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามแผนด้วย
หาก CSO ไม่สามารถแบ่งภาคสมองของตนให้ดูแลงานหลากหลายได้ในขณะเดียวกัน ก็ยากที่กลยุทธ์ของกิจการจะประสบความสำเร็จครับ เพื่อขึ้นชื่อว่ากลยุทธ์ก็ต้องเกี่ยวพันกับงานทุกด้าน ของกิจการอย่างแน่นอนที่สุด
ประเด็นถัดมา ก็สอดคล้องกับข้อสอง นั่นคือ ต้องมีทักษะหลากหลายด้าน เนื่องจากต้องทำงานเกี่ยวข้องกับทุกสายงานในองค์กร ต้องมีความรู้ความเข้าใจในงานแต่ละด้าน รวมถึงมองออกมาเป็นภาพรวมที่เชื่อมโยงกันทั้งหมดได้อีกด้วย มิใช่ทราบแต่ด้านการตลาด แต่พอเห็นงบการเงิน งบประมาณ ต้องควักยาออกมาดม เพราะเวียนหัวเสียแล้ว อันนี้ถือว่ายังไม่เหมาะสมเท่าไรครับ
ประเด็นที่สี่ ก็คือ CSO หมดสมัยว่าจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ “คิด” แต่เพียงอย่างเดียวแล้ว ต้องเป็นนักปฏิบัติด้วย จึงจะสามารถผลักดันให้กลยุทธ์ที่ตนวางไว้ และนำไปสู่ผลลัพธ์ตามคาดหมาย ดังนั้น ภูมิหลังของ CSO นั้น อาจจะไม่ใช่เฉพาะผู้ที่อยู่ในฝ่ายวางแผนมาเท่านั้น แต่ควรจะผ่านทางในสายต่างๆ มาด้วย เพื่อซึมซับและเข้าใจข้อจำกัด ในการปฏิบัติงานต่างๆ และไม่ใช่แค่ผ่านนะครับ ควรต้องเป็น Star ของหน่วยงานนั้นๆ มาก่อนด้วย จึงจะมีแนวโน้มสร้างความสำเร็จที่เหนือชั้นได้ครับ
เงื่อนไขสุดท้าย คือ ต้องเป็นผู้ที่มีความยืดหยุ่น สามารถรับกับการเปลี่ยนแปลงเฉพาะหน้าที่ไม่คาดฝันได้เป็นอย่างดี ประเภทกลัวการเปลี่ยนแปลง เกลียดความเสี่ยงจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อาจไม่เหมาะในแง่นี้ เพราะ CSO เป็นผู้ที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเป็นรายแรกๆ ขององค์กรเลยทีเดียว และแน่นอนว่า ต้องหนักแน่น มีจุดยืนที่ชัดเจนครับ สามารถที่จะกำหนดเกณฑ์ในการประเมินผลหน่วยงานต่างๆ อย่างชัดเจน เป็นรูปธรรมและไม่ลำเอียง เพื่อที่จะให้ฟีดแบ็คกับฝ่ายงานต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
ดังที่เห็นแล้วว่า Chief Strategy Officer กำลังเป็นที่ต้องการของทุกกิจการ แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการควานหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาจัดการกับงานที่ท้าทายดังกล่าวครับ

Tags:

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *