Busy Board ดีต่อกิจการหรือไม่?

Busy Board ดีต่อกิจการหรือไม่?
รองศาสตราจารย์ ดร.สันติ ถิรพัฒน์ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549
เมื่อเร็วๆ นี้ มีประเด็นร้อนๆ เกี่ยวกับการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ โดยข้อมูลจาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้รายงานว่าผู้ใหญ่บางท่านนั่งเป็นกรรมการบริหารมากกว่า 3 แห่งขึ้นไป ซึ่งขัดกับมติของคณะรัฐมนตรี นอกจากนั้นแล้ว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในลักษณะเช่นเดียวกัน คือ กรรมการของบริษัทจดทะเบียนไม่ควรเป็นกรรมการเกินกว่า 5 แห่ง
จากข่าวเหล่านี้เรามักคิดว่ากรรมการที่นั่งอยู่หลายแห่ง หรือ Busy Board ไม่เป็นผลดีต่อกิจการ ซึ่งในความเป็นจริง Busy Board ยังเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงจากนักเศรษฐศาสตร์การเงิน และมีการศึกษาทางวิชาการอยู่พอสมควร
โดยปกติ Busy Board มีทั้งผลดีและผลเสียต่อกิจการ
ในแง่ดี การที่กรรมการ Busy คือ เป็นกรรมการอยู่ในองค์กรหลายแห่ง แสดงว่าบุคคลท่านนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถ มีชื่อเสียงดี และมีเครือข่ายที่ดี อันเป็นประโยชน์ต่อกิจการ
ในทางกลับกัน การที่กรรมการท่านนั้น Busy ก็อาจมีเวลาให้กับกิจการน้อย ไม่สามารถทำหน้าที่ในเรื่องของการกำกับดูแลฝ่ายบริหาร หรือติดตามผลการดำเนินงานของกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถ้าถามว่า Busy Board มีผลดีหรือผลเสียต่อกิจการ คำตอบนั้นไม่ง่ายอย่างที่เราคิด
ประเด็นที่สำคัญขึ้นอยู่กับนิยามของคำว่า Busy Board การพิจารณาว่ากิจการมี Busy Board หรือไม่นั้น สามารถพิจารณาได้ทั้งในภาพรวมหรือพิจารณาแยกกันโดยพิจารณากรรมการแต่ละบุคคล
ตัวอย่างเช่น กิจการแห่งหนึ่งมีกรรมการเพียงคนเดียวที่ Busy (ไปนั่งเป็นกรรมการอยู่หลายแห่ง) แต่กรรมการที่เหลือเป็นกรรมการเพียงบริษัทเดียว กิจการแห่งนี้ถือว่าเป็นกิจการที่มี Busy Board หรือไม่ คำตอบคงขึ้นอยู่กับว่าเราจะพิจารณาอย่างไร จะพิจารณาว่ากรรมการส่วนใหญ่ไปนั่งเป็นกรรมการในบริษัทหลายแห่ง จึงจะจัดเป็นบริษัทที่มี Busy Board หรือการพิจารณาถึงค่าเฉลี่ยของจำนวนบริษัทที่กรรมการแต่ละคนใน Board ไปนั่งเป็นกรรมการ
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นว่าการพิจารณาว่ากรรมการ Busy นั้น ควรพิจารณาเฉพาะกรรมการภายนอกเท่านั้นหรือไม่ เนื่องจากกรรมการภายนอกเหล่านี้เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบฝ่ายบริหาร
ในเชิงวิชาการมีการศึกษาหลายชิ้นที่เกี่ยวข้องกับ Busy Board เช่น Ferris, Jagannathan และ Pritchard (2003) ได้ศึกษาถึงผลกระทบของ Busy Board กับการดำเนินงานของกิจการ โดยใช้ตัวอย่างของบริษัทในสหรัฐอเมริกา พบว่าสัดส่วนกรรมการของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นกรรมการเพียงบริษัทเดียวมีถึง 84.39%
ขณะที่กรรมการที่เป็นกรรมการเกิน 3 แห่งขึ้นไปมีสัดส่วนน้อยมากคือ 2.30% นอกจากนั้น การศึกษานี้ยังได้ทดสอบว่า Busy Board มีผลต่อผลการดำเนินการของกิจการหรือไม่ โดยใช้นิยามต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ
1) ค่าเฉลี่ยของจำนวนบริษัทที่กรรมการบริษัทไปนั่งเป็นกรรมการ
2) ค่าสูงสุดของจำนวนบริษัทที่กรรมการคนใดคนหนึ่งของบริษัทไปเป็นกรรมการ
3) เปอร์เซ็นต์ของกรรมการที่มีตำแหน่งกรรมการบริษัทตั้งแต่สามบริษัทขึ้นไป
4) ค่าเฉลี่ยของจำนวนบริษัทที่กรรมการภายนอกไปนั่งเป็นกรรมการ
ผลของการทดสอบ ไม่พบความสัมพันธ์ในเชิงลบ ระหว่าง Busy Board กับผลของการดำเนินงานของกิจการ ไม่ว่าจะใช้นิยามของ Busy Board อย่างไร
กล่าวคือ Busy Board ไม่ได้มีผลทำให้การดำเนินงานของกิจการไม่ดีตามที่เข้าใจกัน
ที่น่าสนใจคือ การศึกษานี้กลับพบว่า ผลการดำเนินงานของกิจการที่ผ่านมาเป็นตัวกำหนดจำนวนบริษัท ที่กรรมการเหล่านี้จะได้เข้าไปเป็นกรรมการในอนาคต ซึ่งหมายความว่า การที่กรรมการจะไปนั่งอยู่หลายแห่งได้ จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์มาแล้วอันแสดงถึงข้อดีของ Busy Board
ผลการศึกษาดังกล่าวขัดแย้งกับข้อเรียกร้องของนักลงทุนต่างๆ รวมถึงสภานักลงทุนสถาบันของอเมริกา (Council of Institutional Investors) ที่เรียกร้องไม่ให้กรรมการของบริษัทไปนั่งเป็นกรรมการในกิจการต่างๆ มากเกินไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ มีการศึกษาของ Fich และ Shivdasani (2006) ที่ได้ใช้นิยามของกิจการที่มี Busy Board ว่า คือกิจการใดๆ ที่กรรมการภายนอกส่วนใหญ่เป็นกรรมการของบริษัทตั้งแต่ 3 บริษัทขึ้นไป การศึกษานี้กลับพบว่าบริษัทที่มี Busy Board จะมีผลการดำเนินงานที่แย่กว่าบริษัทที่ไม่มี Busy Board โดยพิจารณาจากอัตราส่วน Market to Book Ratio ที่แสดงถึงความสามารถในการหาผลกำไร และยังพบว่าบริษัทที่มี Busy Board มีการปลดผู้บริหาร (CEO) ที่มีผลงานไม่ดี ต่ำกว่าบริษัทที่ไม่มี Busy Board
การศึกษาของประเทศไทย จากรายงานชิ้นหนึ่งของนักศึกษาปริญญาเอกพบว่า กรรมการแต่ละท่าน ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะมีตำแหน่งเป็นกรรมการในบริษัทต่างๆ โดยเฉลี่ย 6 บริษัท (ค่าสูงสุดที่ 23 บริษัท)
ขณะที่บริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 8 บริษัท (มีค่าสูงสุดที่ 43 บริษัท) นอกจากนั้น การศึกษายังพบว่า Busy Board มีความสัมพันธ์เชิงลบกับกำไรทางบัญชีของกิจการไม่ว่าจะใช้นิยามใด อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้มีจำนวนตัวอย่างที่น้อยเกินไป ที่สามารถสรุปผลได้ชัดเจน
การจะตอบคำถามว่า Busy Board มีผลอย่างไรกับกิจการนั้น เราจะต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับคำนิยามของ Busy Board ว่าจะพิจารณาเพียงกรรมการคนใดคนหนึ่งในบริษัท หรือจะพิจารณาเฉพาะกรรมการภายนอก หรือจะพิจารณาถึงกรรมการส่วนมากของบริษัทที่ Busy
ดังนั้นการที่สาธารณชนทั่วไป จะมีความเห็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือการที่หน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแล เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะมีนโยบายเกี่ยวกับกรรมการเพื่อนำไปปฏิบัติต่อไปนั้น เราควรจะมีการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ให้ชัดเจนมากกว่านี้ก่อน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *