Bask Shop ธุรกิจร้อยล้าน ผ่านอินเทอร์เน็ต

รหัสลับ SMEs : “Bask Shop” ธุรกิจร้อยล้าน ผ่านอินเทอร์เน็ต

ญิบพัน…กรุงเทพธุรกิจ Bizweek ฉบับวันที่ 12 – 18 พฤศจิกายน 2547

ถ้าไม่มีอินเทอร์เน็ต Bask คงไม่มีวันนี้ เพราะถึงแม้ตอนนี้จะมีหน้าร้านอยู่ถึง 7 แห่ง แต่ลูกค้ามากกว่า 60% เป็นลูกค้าที่รู้จักเราผ่านทางอินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น

วิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไป การเข้าสู่ขุมข่ายแห่งภูมิปัญญา ทำได้ง่ายขึ้นเพียงคลิก ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จากการเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารมาสู่การเป็นชุมชนทางการค้า ที่บุญรอด ลิ่มเจริญ อภิชาต สุทธานิที สมบูรณ์ บัญชากุลชัย และกิตติศักดิ์ ถนอมนุ่ม สี่สหาย ตัดสินใจเปิดธุรกิจเล็กๆ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จากยอดขายหลักแสน เป็นหลักร้อยล้านเพียงชั่วระยะเวลาสองปีเศษ ความสำเร็จที่เกิดจากความคิดที่แตกต่างและพร้อมเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ

เฉือนกำไร เน้นยอดขาย

บุญรอด เล่าว่าเขาเริ่มธุรกิจในช่วงที่ตลาดกล้องดิจิทัล เริ่มขยายตัว คนสนใจเล่นกล้องดิจิทัลมากกว่ากล้องธรรมดา ด้วยเทคนิคและลูกเล่นที่มากกว่าของกล้องดิจิทัล ทำให้กระแสการตอบรับในตลาดค่อนข้างดี แต่ก็มีข้อจำกัดที่ราคาสินค้าภายในประเทศค่อนข้างสูง ทำให้คนส่วนใหญ่มักจะไปหิ้วมาจากต่างประเทศอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ ที่มีภาษีนำเข้าถูกกว่าของไทย

ในขณะที่บุญรอด ซึ่งเป็นพนักงานช่างอยู่บริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) และมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ จึงคิดกับเพื่อนๆ ในกลุ่มซื้อกล้องดิจิทัล เข้ามาสองสามตัว แล้วประกาศขายผ่านเวบบอร์ดของเวบไซต์ ที่มีคนสนใจอย่าง www.pantip.com , www.secondhands.com และอื่นๆ โดยประกาศขายในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดประมาณ 20-30% เพราะเราไม่มีต้นทุนในการดำเนินการเปิดหน้าร้าน ทำงานอยู่ที่บ้านตอนเลิกงาน ประกาศขายในเน็ตเท่านั้น ทำให้มีต้นทุนในการขายถูกกว่าร้านใหญ่ๆ ประกอบกับไม่เน้นกำไรมาก

บุญรอดบอกว่า ภายในวันเดียวหลังจากประกาศผ่านเวบไซต์ มีคนสนใจซื้อและติดต่อมาทันที ตอนนั้นซื้อมาสองตัว กำไรไปประมาณ 3,000-4,000 บาท ถือว่าคุ้มสำหรับการทดลองตลาดในระยะแรกๆ ทำในรูปแบบนี้อยู่เดือนเศษ กำไรได้มาแสนกว่า จึงคิดกับเพื่อนว่าน่าที่จะเปิดเวบไซต์เอง แล้วก็นำเข้ามาอย่างจริงๆ จังๆ จาก ฮ่องกง และสิงคโปร์ แต่เรายังคงขายถูกอยู่เพราะแทนที่จะฟันกำไร 20% เราก็หั่นกำไรตัวเองลงมาอยู่ที่ 5-10 % แทนอยู่ที่รุ่น ส่วนกำไรที่หั่นไปก็ยกให้ลูกค้าไป เพราะเราต้องการยอดขายมากๆ ซึ่งจะทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนเยอะ

ในที่สุด บุญรอดและเพื่อนๆ ตัดสินใจเปิดเวบไซต์ www.bask1.com เมื่อเดือนกันยายน 2545 ที่มาของชื่อ Bask มาจากอักษรย่อตัวหน้าของผู้ร่วมหุ้นทั้งสี่คน โดยใช้เงินทุนในการเปิดเวบไซต์เพียง 2,000 บาทต่อปี เมื่อรวมกับที่ลงประกาศโฆษณาในเวบไซต์ของพันทิป อีก 3,000 บาทต่อเดือนแล้ว ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของร้านก็ถูกลงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาด

สี่เดือนแรกนับจากเปิดเวบไซต์ ยอดขายอยู่ที่ระดับแสนบาทต่อเดือน ก่อนที่จะทำรายได้เป็นกอบเป็นกำในปีถัดมาด้วยยอดขาย 100 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 5 ล้านบาท และในปี 2547 เฉพาะครึ่งแรกของปียอดขายทะลุ 100 ล้านบาท ไปแล้ว บุญรอดและเพื่อนๆ มั่นใจว่ายอดขายจะปิดที่ 200 ล้านบาท เมื่อสิ้นสุดปี 2547 และกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

เปิดตลาดเชื่อมเครือข่าย สิงคโปร์ ฮ่องกง

ยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามกระแสความนิยมกล้องดิจิทัล ที่มีราคามีแนวโน้มลดลง ในขณะที่พฤติกรรมของผู้ซื้อมักจะมีการซื้อ-ขายเปลี่ยนมือบ่อย ตามเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง บุญรอด วางแผนขยายเครือข่ายธุรกิจโดยเจรจากับร้านขายกล้องดิจิทัล จากสิงคโปร์ และฮ่องกง ที่มักจะมีความได้เปรียบในเรื่องของราคา และสินค้าที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มักจะเข้าไปในตลาดนี้ก่อนประเทศไทย ด้วยการสร้างพันธมิตรธุรกิจกับร้านในสองประเทศข้างต้น เพื่อสร้างความร่วมมือทางการค้า กล่าวคือ

เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าจากร้านในฮ่องกง และสิงคโปร์ ที่มีโลโก้ ของ Bask จะสามารถนำเครื่องมาใช้บริการส่งซ่อมศูนย์ ได้จากร้าน Bask ในกรุงเทพฯ ที่ปัจจุบัน นอกจากมีเวบไซต์ แล้วยังมีหน้าร้านอยู่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั้งสิ้น 7 สาขา ทั่วกรุงเทพฯ อาทิ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต, ไอที มอลล์, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน, มาบุญครอง, และสำนักงานใหญ่ที่ดอนเมือง

ในขณะเดียวกันลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าจากร้าน Bask ในกรุงเทพฯ เพื่อที่จะไปรับของที่ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ ก็ได้ เพื่อที่จะได้ราคาถูกกว่าในกรุงเทพฯ อีกประมาณ 20 % จากที่ซื้อในกรุงเทพฯราคาก็ถูกอยู่แล้วประมาณ 10%

บุญรอดเล่าว่า การจับมือครั้งนี้เป็นการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจนอกเหนือจากการขยายงานของร้าน โดยเปลี่ยนจากร้านมาเป็นบริษัท Bask Digital จำกัด เพื่อรุกตลาดทางด้านดิจิทัล นอกเหนือจากการนำเข้าและจัดจำหน่ายกล้องดิจิทัลแล้ว ยังเปิดร้านเกี่ยวกับล้าง-อัดรูป พร้อมๆ กับการลงทุนไปกว่า 20 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตสำหรับ Bill Board ขนาดความกว้าง 3.5 เมตร และรับความยาวได้ไม่จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจที่บุญรอด เชื่อว่ายังมีอนาคตอีกไกล ภายใต้ภาวะการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรง และ Bill Board เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการตลาดที่ได้รับความนิยม

การเติบโตอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงสองปีเศษ จาก shop เล็กๆ ที่มีหน้าร้านผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มาสู่การเป็นบริษัท จำกัด ที่มีรายได้หลักร้อยล้านบาท จ่ายเงินภาษีทั้งภาษีนำเข้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับรัฐรวมกันกว่า 20 ล้านบาทต่อปี เป็นภาพสะท้อนของธุรกิจยุคใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยี เป็นใบเบิกทางในการสร้างและขับเคลื่อนธุรกิจ ที่บุญรอดยอมรับว่า ถ้าไม่มีอินเทอร์เน็ต เขาคงไม่มีวันนี้ เพราะถึงแม้ตอนนี้เขาจะมีหน้าร้านอยู่ถึง 7 แห่ง แต่ลูกค้ามากกว่า 60% เป็นลูกค้าที่รู้จักเขาผ่านทางอินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น

และนั่นคือรหัสผ่านสู่ความสำเร็จของ บุญรอด และเพื่อน เมื่อโลกอินเทอร์เน็ตเปิดกว้างให้กับทุกคน เพียงแต่ว่าใครจะรู้จักใช้โอกาสที่เปิดกว้างนี้ให้เป็นประโยชน์มากกว่ากัน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *