AQ …เมื่อชีวิตพบมรสุม…

AQ …เมื่อชีวิตพบมรสุม…

หากท่านเคยอ่านประวัติบุคคลสำคัญ ๆ ของโลกก็คงจะพบว่า ก่อนที่ทุกคนจะพบกับความสำเร็จในชีวิตต่างก็เคยประสบกับความล้มเหลวมาแล้วทั้งสิ้น ดังตัวอย่างเช่น แมรี่ คูรี่ และอเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง ซึ่งได้ทำการทดลองนับเป็นพัน ๆ ครั้ง จึงสามารถค้นพบเรเดียมและเพ็นนิซิลิน หรือจากตัวอย่างความล้มเหลวในชีวิตการต่อสู้ของ อับราฮัม ลินคอล์น ที่ต้องตกงาน ธุรกิจล้มเหลว คนรักเสียชีวิต เป็นโรคประสาท พ่ายแพ้การเลือกตั้งในการเป็นผู้แทนรัฐฯ พ่ายแพ้การเลือกตั้งเป็นประธานสภารัฐฯ ไม่ได้รับการเสนอชื่อให้ลงสมัครผู้แทนรัฐสภาคองเกรส ไม่ได้รับการเสนอชื่อให้ลงสมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดี แพ้การเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิก แต่ในที่สุดก็สามารถเอาชนะความล้มเหลวได้ โดยได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาที่คนทั้งโลกไม่เคยลืม

คำถามที่น่าสนใจก็คือ อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนเราประสบกับความสำเร็จในชีวิต? และทำไมเจ้าของกิจการบางคนจึงทำธุรกิจในยุค IMF จนร่ำรวยได้ทั้ง ๆ ที่มีอุปสรรคมากมาย ในขณะที่บางคนธุรกิจล่มสลาย ยอมพ่ายแพ้ต่อชีวิตทั้ง ๆ ที่มีทรัพย์สินและโอกาสเท่า ๆ กัน ถ้าลองศึกษาถึงภูมิหลังของบุคคลเหล่านี้จะเห็นว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จกับผู้ที่ประสบความล้มเหลวไม่มีสิ่งใดที่แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรู้ ความสามารถ อายุ และความเฉลียวฉลาด แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันได้แก่ การมีหัวใจที่เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว และความคิดที่จะต่อสู้กับชีวิต ซึ่งเป็นคุณลักษณะข้อหนึ่งของคนที่มีความสามารถในด้าน AQ นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยที่ยืนยันว่า ความผิดพลาดล้มเหลวหลาย ๆ ครั้งบวกกันเข้าแล้ว ผลที่ได้รับคือความสำเร็จ (ลาคีน , 2530) ซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการได้ว่า

ความล้มเหลว + ความล้มเหลว = ความสำเร็จ

คำว่า AQ หมายถึงอะไร?
เมื่อได้ยินคำว่า AQ หลายคนอาจจะงง บางคนอาจคิดว่าพูดผิด เพราะเคยได้ยินแต่คำว่า IQ (Intelligence Quotient) กับ EQ (Emotional Quotient หรือ Emotional Intelligence) เท่านั้น เนื่องจากคำว่า AQ หรือ Adversity Quotient เป็นศัพท์ใหม่ที่เพิ่งจะรู้จักกันอย่างแพร่หลายเมื่อไม่นานนี้เอง คำว่า AQ นี้ พัฒนาขึ้นโดย ดร. พอล สโตลท์ซ (Dr. Paul Stoltz) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่มีชื่อเสียงระดับชาติ
ได้อาศัยแนวคิดจากกระแสหลักของศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับ จิตประสาทภูมิคุ้มกัน (Psychoneuroimmunology) ประสาทสรีรวิทยา (Neurophysiology) และ จิตวิทยาการรู้คิดและการเข้าใจ (Cognitive Psychology) และยังได้จากรายงานการวิจัยที่ศึกษาจากผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาที่เขาเป็นผู้จัดเองอีกจำนวนหลายร้อยเรื่อง รวมทั้งจากผลการทดสอบบวกกับข้อมูลที่มีปรากฏอยู่จริง
ตามแนวคิดของ ดร.สโตลท์ซ คำว่า AQ หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ในยามที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากหรือความลำบาก โดยผู้ที่มี AQ สูงจะมีจิตใจเข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ แม้จะพ่ายแพ้หรือล้มไปแล้วก็สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้ใหม่ได้ ส่วนผู้ที่มี AQ ต่ำ เวลาเผชิญกับความผิดหวังหรือความทุกข์ยากก็จะยอมแพ้ บางคนอาจละทิ้งงานไปกลางคัน หรือบางคนอาจท้อแท้กับชีวิตถึงขั้นลาออกจากงานก่อนเกษียณก็มี
นอกจากนี้ ดร.สโตลซ์ ยังพบข้อแตกต่างระหว่างคนที่มี AQ สูงกับคนที่มี AQ ต่ำ กล่าวคือ คนที่มี AQ สูง จะ :-

มีโอกาสได้รับการคัดเลือก (Selected) และได้รับการเลือกตั้ง (Elected) ให้เป็นผู้นำมากกว่า

เป็นนักกีฬาที่มีความสามารถสูงกว่า

มีอัตราในการละทิ้งงานหรือลาออกจากงานกลางคันน้อยกว่าคนที่มี AQ ต่ำ ถึง 3 เท่า

เป็นผู้บริหารที่มีความสามารถในการปฏิบัติงานสูง สามารถเรียนรู้งานได้รวดเร็วกว่า และสามารถประยุกต์สิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในการทำงานได้อย่างชำนาญ
เป็นนักแก้ไขปัญหาที่มีความสามารถสูง

เป็นที่พึงพอใจหรือถูกใจของผู้ปฏิบัติงานที่มี AQ สูงเหมือน ๆ กัน

ความจริงเรื่องของ AQ ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากศึกษาจากประวัติศาสตร์ของโลกจะเห็นว่าได้มีการกล่าวถึงมหาบุรุษ (Great man) ที่มี AQ สูง ตามแนวคิดของดร.สโตลท์ซมาแล้ว เพียงแต่เป็นการวิเคราะห์ในเชิงความสามารถ หรือคุณสมบัติพิเศษของการเป็นผู้นำ (Charismatic leadership) มากกว่า ตัวอย่างของมหาบุรุษในประวัติศาสตร์ อย่างเช่น พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชของกรีก จักรพรรดินโปเลียนของฝรั่งเศส ซีซาร์แห่งกรุงโรม มุสโสลินีของอิตาลี หรือบิสมาร์กของเยอรมัน เป็นต้น
ในหนังสือเรื่อง มหาบุรุษ ของพลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ก็ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นมหาบุรุษไว้ 40 ประการ เช่น มีความรู้ดี มีการฝึกฝนตนเอง มีกาลเทศะ ทำตนให้เป็นคนที่เชื่อถือได้ ตรงต่อเวลา ขยันขันแข็ง มีปฏิภาณไหวพริบดี ฯลฯ ซึ่งหากวิเคราะห์จากคุณลักษณะทั้ง 40 ข้อนั้นให้ดีก็จะพบว่า องค์ประกอบที่ทำให้มหาบุรุษทั้งหลายสามารถก้าวขึ้นไปสู่ความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของโลกได้ประกอบไปด้วย ความสามารถทางด้านสติปัญญา (IQ) ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ (EQ) และที่ขาดเสียมิได้ก็คือ ความสามารถทางด้าน AQ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างคุณลักษณะบางข้อ เช่น

1).การตั้งเป้าหมายหรือตั้งความปรารถนาอย่างแรงกล้าในสิ่งที่ต้องการไว้ล่วงหน้า (Aim) แล้วพยายามมุ่งไปยังจุดหมายนั้นให้ได้ อย่างเช่น อเล็กซานเดอร์มุ่งที่จะเอาชนะทวีปเอเซีย ซีซาร์มุ่งอย่างเดียวที่จะเป็นที่ 1 ถึงจะอยู่แห่งใดก็ไม่ขอเป็นที่ 2 มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับซีซาร์ว่า ครั้งหนึ่งเมื่อซีซาร์เดินทางผ่านภูเขาอัลป์ เพื่อนเดินทางคนหนึ่งชี้ให้ซีซาร์ดูหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งไกลจากความเจริญ ผิดกับกรุงโรมมาก ซีซาร์ได้พูดขึ้นมาว่า “ฉันยินดีจะเป็นที่ 1 ในหมู่บ้านอันเล็กนี้ ดีกว่าเป็นที่ 2 ในกรุงโรม”

2).การมีหัวใจที่เด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง (Strong – minded) คือไม่หวาดกลัวต่อภยันตราย และไม่คิดว่าตนเกิดมาเคราะห์ร้าย คนที่มี Strong – minded จะมีลักษณะอ่อนโยนแต่มิใช่อ่อนแอ ทำการเด็ดขาด เคารพนบนอบต่อผู้ที่เป็นใหญ่กว่า มีเมตตากรุณาต่อผู้น้อย ไม่ฉุนเฉียวหรือโกรธง่าย คนประเภทนี้แม้จะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสก็ไม่ใจเสีย ถึงจะถูกคนอื่นทำร้าย กลั่นแกล้ง ก็ทำร้ายได้แต่ร่างกาย แต่ทำร้ายหัวใจด้วยไม่ได้ หากจะถูกประทุษร้ายจนย่อยยับก็สามารถก่อร่างสร้างตนให้กลับดีขึ้นอย่างรวดเร็วได้ อย่างเช่น มุสโสลินี ซึ่งเกิดมาในตระกูลที่ยากจน บิดาไม่มีเงินจะส่งให้เรียนหนังสือ ต้องออกจากโรงเรียนไปหางานทำโดยไม่เลือกงาน จนในที่สุดหาไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องยอมไปเป็นขอทาน เป็นต้น

3).การมีความเชื่อมั่นในตัวเอง (Self – confidence) คือ เชื่อว่าตนเองจะสามารถกระทำในสิ่งที่ตั้งความมุ่งหวังไว้ได้จนสำเร็จ ลักษณะข้อนี้ไม่ใช่คนอวดดี แต่เป็นลักษณะของคนที่พึ่งตนเอง ไม่กลัวที่จะทำแล้วผิดพลาด แต่จะถือเอาความผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนเพื่อสอนให้ทำในสิ่งที่ถูกต่อไป ดังตัวอย่างจากนโปเลียนที่ยึดถือสุภาษิตที่ตนตั้งขึ้นอย่างเคร่งครัดว่า “คนที่ไม่เคยทำอะไรผิด ก็คือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย”

4).มีพลังอำนาจของความคิดและพลังจิตที่แรงกล้า (Will – power) ข้อนี้ลักษณะคล้ายคลึงกับการมีหัวใจเข้มแข็ง แต่ต่างกันตรงที่หัวใจเข้มแข็งเป็นเครื่องต้านทานต่อสู้กับความลำบาก ส่วน Will – power เป็นเครื่องนำให้บรรลุผลที่ต้องการ คนที่จะก้าวขึ้นสู่อำนาจอันใหญ่หลวงได้นั้นจะต้องมีกระแสแห่งดวงจิตแรงพอที่จะข่มหัวใจของคนอื่นลงได้ อย่างเช่น มุสโสลินีซึ่งเป็นคนชั้นต่ำที่สุด แต่ก็สามารถทำให้คนทั้งประเทศหันมาให้ความเคารพยำเกรงได้

จำเป็นหรือไม่ที่คนเราต้องมี AQ ?
หากท่านคิดจะเป็นผู้บริหารหรือผู้นำในอนาคต จำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องมี AQ เนื่องจากมีข้อค้นพบในงานวิจัยที่เกี่ยวกับความสำเร็จในการประกอบอาชีพเป็นจำนวนมากที่พบว่า ความสำเร็จในชีวิต (Life success) ของคนเรานั้น เกิดจากองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1).ความเฉลียวฉลาด หรือความสามารถในเชิงสติปัญญา (IQ)

2).ความสามารถในการเข้าสังคม (SQ/ Social quotient หรือ Social intelligence)

3).ความเข้มแข็งในตนเอง (Self – strength) หรือความทะเยอทะยานที่จะไปสู่ความสำเร็จ (Ambition)

โดย 33 % ของความสำเร็จในชีวิต เป็นผลมาจากความสำเร็จในการเรียน ซึ่งต้องอาศัย IQ (ข้อ 1) ส่วนอีก 67 % เป็นผลมาจากความสำเร็จที่เกิดจากทักษะในการเข้าสังคม และความทะเยอทะยานไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งต้องอาศัย SQ กับ AQ (ข้อ2 และ ข้อ3)
ในทัศนะของ ดร.สโตลท์ซ AQ จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเข้มแข็งในตนเอง (Self – strength) แต่ ดร.แดเนียล โกลแมน (Dr. Daneil Goleman) ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Emotional Intelligence มีความเห็นว่า 67 % ของความสำเร็จมาจากองค์ประกอบด้าน EQ ซึ่งมีความหมายรวมไปถึงความสามารถที่สำคัญ 2 ด้านที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นคือ ความสามารถในการเข้าสังคม (Social skill) กับความทะเยอทะยานที่จะไปสู่ความสำเร็จ (Ambition) ซึ่งเป็นความสามารถในการจัดการเกี่ยวกับตนเอง (Self – skill) ด้วย

สรุปให้เข้าใจง่ายก็คือ ความสำเร็จในชีวิตของมนุษย์พัฒนาขึ้นมาจาก องค์ประกอบที่สำคัญ 3 ด้าน คือ จาก IQ = 1/3 จากทักษะในการเข้าสังคม (Social skill) = 1/3 และจากความทะเยอทะยานที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จ (Ambition) อีก 1/3

AQ สามารถพัฒนาได้หรือไม่

AQ เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ ฝึกฝนได้ และสามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ดังนั้น หากท่านเข้าใจถึงความสำคัญของ AQ ท่านก็ควรจะเริ่มต้นฝึกฝนตนเองตั้งแต่วันนี้ เพราะผู้ที่มี AQ จะสามารถเรียนรู้ในสิ่งต่อไปนี้ :-

1).รู้จักสร้างกรอบความคิดใหม่ ด้วยการเปลี่ยนแปลงตนเองจากผู้ที่เคยยอมแพ้หรือเคยต่อสู้กับชีวิตในทางที่ไม่ถูกต้องให้กลายเป็นผู้ที่ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส

2).สามารถบริหารจัดการกับชีวิตของตนเองได้ดีขึ้น เช่น ไม่ตำหนิตนเองและผู้อื่น และลดการทำร้ายอารมณ์ของตนเอง (ไม่โกรธง่าย หงุดหงิดง่าย)

3).เมื่อประสบกับความทุกข์ยากหรือความผิดหวัง ก็สามารถรักษาสภาพจิตใจของตนเองให้เข้มแข็งขึ้นได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

4).เมื่อเผชิญปัญหาที่ร้ายแรง ก็มีสติสัมปชัญญะที่มั่นคง สามารถแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคที่เข้ามาขัดขวางความสำเร็จของตนได้

5).ทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น มีความสุขมากขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

6).สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความเข้าใจอันดีต่อกัน และสามารถติดต่อสื่อสารกับสมาชิกทีมงานหรือกับเพื่อนร่วมงานในองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

7).ทำให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ไม่เฉื่อยชา มีความคิดสร้างสรรค์

8).และมีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น

จะพัฒนา AQ ได้อย่างไร

คริสโตเฟอร์ ไนท์ (Christopher Knight) ได้เสนอแนะวิธีขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางความสำเร็จในชีวิตของคนเรา ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา AQ ดังนี้

1). เริ่มต้นด้วยการจดรายการอุปสรรคที่เป็นตัวขัดขวางความสำเร็จ (Obstacles to success list) อย่างน้อย 101 รายการ ตัวอย่างเช่น

ขาดวินัยในตนเอง

นิสัยที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น

ขาดความทะเยอทะยานในชีวิต

สุขภาพไม่สมบูรณ์

ชอบพูดเท็จหรือพูดโอ้อวดเกินความเป็นจริง

ขาดความซื่อสัตย์

ฯลฯ

2).ให้เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้องในที่ทำงานช่วยพิจารณาเพิ่มเติมว่า ยังมีรายการอื่นอีกหรือไม่ที่เป็นตัวอุปสรรคขัดขวางความสำเร็จ เพราะบางครั้งคนเหล่านั้นอาจจะเขียนรายการอุปสรรคที่เราอาจคาดไม่ถึงก็ได้

3).นำรายการที่จดไว้ทั้งหมดส่งต่อไปยังเพื่อนร่วมงานให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อให้ช่วยกันพิจารณาว่า มีรายการใดบ้างที่เป็นอุปสรรคขัดขวางความสำเร็จในชีวิตของเราอย่างแท้จริง โดยให้พิจารณาย้อนหลังเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้น หากเป็นไปได้ควรระบุตำแหน่งงานในช่วงที่ท่านเคยเป็นและได้ทำงานร่วมกับคนเหล่านั้นไว้ด้วย

4).แบ่งกลุ่มรายการอุปสรรคย่อย ๆ ทั้ง 101 รายการ ให้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เขียนรายการเหล่านั้นไว้ในกระดาษ (ควรเขียนตัวโต ๆ ) แล้วนำไปติดไว้ที่ฝาผนังของห้องทำงาน พยายามเตือนใจตนเองด้วยการอ่านทุกวัน จะได้ตั้งใจที่จะขจัดนิสัยไม่ดีเหล่านั้น

5).พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถจะทำได้เกี่ยวกับงานให้สำเร็จลงอย่างรวดเร็วโดยอัตโนมัติ จะได้มีเวลาว่างมากขึ้นในการขจัดอุปสรรค และสร้างสะพานไปสู่ความสำเร็จ เช่น ใช้ E-mail , Fax , Voice – mail, Notebook PC’s เป็นต้น

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *