AEC : SMEs ไทยภายใต้การเข้าสู่ AEC

AEC : SMEs ไทยภายใต้การเข้าสู่’AEC’ ตอน 1

โดย … ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) Chodechai.energyfact@gmail.com

ผมคิดว่า การพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืนในอนาคตนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากกับการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ให้แข่งขันกับนานาอารยะประเทศได้ ผมได้ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับ SMEs ไทยที่เชื่อว่า หลายท่านผู้อ่านอาจจะยังไม่ทราบและเป็นข้อมูล SMEs ที่น่าสนใจครับ จากข้อมูลล่าสุดภาครัฐได้จัดหมวดให้ SMEs ครอบคลุมประเภทธุรกิจ 4 กิจการสำคัญ คือ 1.กิจการการผลิต ซึ่งครอบคลุมการผลิตในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และเหมืองแร่ 2.กิจการบริการ 3.กิจการค้าส่ง และ 4.กิจการค้าปลีก

นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้กำหนดนิยามของ SMEs โดยมี 2 เงื่อนไขประกอบกัน คือ จำนวนการจ้างงาน และมูลค่าสินทรัพย์ถาวร โดยในการพิจารณากำหนดขนาดจะเลือกเงื่อนไขที่น้อยกว่าเป็นเกณฑ์กำหนดขนาด เช่น ในกรณีที่จำนวนการจ้างงานของกิจการเข้าลักษณะของวิสาหกิจขนาดย่อม (Small Enterprises : SE) แต่มูลค่าสินทรัพย์ถาวรเข้าลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium Enterprises : ME) หรือในทางกลับกัน จะถือว่ากิจการนั้นเป็นวิสาหกิจขนาดย่อม (SE)

ในการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า SMEs ถือเป็นกลไกสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทย ซึ่งมีจำนวน SMEs เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง SMEs ยังกระจายตัวไปในหลายสาขาการผลิต และเนื่องจาก SMEs ซึ่งเป็นวิสาหกิจที่ใช้เงินทุนจำนวนไม่สูงมากนัก กิจการจึงมีการบริหารจัดการที่ไม่ซับซ้อนมากนักเมื่อเทียบกับกิจการขนาดใหญ่ ส่งผลให้ SMEs มีความคล่องตัวในการบริหารธุรกิจและสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทั่วไปได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น บทบาทของ SMEs จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจการที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับประเทศแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในระดับธุรกิจภาคประชาชนที่นำไปสู่การกระจายรายได้ที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งต่อระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

จากข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2553 ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระบุว่า ผู้ประกอบการทั้งประเทศที่เป็น SMEs มีจำนวน 2.91 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 99.6 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด โดย SMEs ส่วนใหญ่จะดำเนินธุรกิจอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากถึงร้อยละ 25.9 รองลงมาเป็นกรุงเทพฯ คิดเป็นร้อยละ 19.7 และภาคกลางคิดเป็นร้อยละ 19.4

ขณะที่หากพิจารณาประเภทธุรกิจ พบว่า SMEs ส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจการค้าส่งค้าปลีกมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 49.7 รองลงมาคือการผลิตอุตสาหกรรม คิดเป็นร้อยละ 17.9 และอันดับสาม คือ เป็นกิจการโรงแรมและภัตตาคาร คิดเป็นร้อยละ 9.3 การกระจายตัวของ SMEs จึงช่วยในการกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาค อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจทั้งในส่วนภูมิภาคและของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ในด้านการจ้างงานเอสเอ็มอีถือเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนไม่สูงมากนัก โครงสร้างการผลิตจึงเน้นการใช้แรงงานเป็นสำคัญ (Labor Intensive) โดยในปี 2553 มีจำนวนแรงงานในภาคธุรกิจเอสเอ็มอีถึงจำนวน 10.5 ล้านคน จากการจ้างงานรวมทั้งสิ้น 13.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 77.9 ของจำนวนแรงงานทั้งประเทศ

กล่าวโดยสรุป เอสเอ็มอีเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยสร้างผลผลิตให้แก่ประเทศมากถึง 1.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อีกทั้งยังก่อให้เกิดการจ้างงานถึง 10.5 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 ของจำนวนการจ้างงานรวม ตลอดจนเอสเอ็มอียังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของภาคการส่งออกของไทย โดยมีมูลค่าการส่งออกถึง 1.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28.4 ของมูลค่าส่งออกรวม

หากเรามองสถานการณ์ธุรกิจในปัจจุบัน จะพบว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบภายหลังการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ซึ่งผมเห็นว่า เอสเอ็มอีไทยจะต้องอาศัยจุดแข็งจากความได้เปรียบของการเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรกรรมรายสำคัญของโลก และการเป็นศูนย์กลางโครงข่ายเชื่อมโยงคมนาคมด้านต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนเพื่อสร้างความเข้มแข็ง

ผมเห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเอสเอ็มอีอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น ผมเห็นด้วยที่รัฐบาลกำลังจะเริ่มโครงการกองทุนตั้งตัวได้ เพื่อเป็นการสร้างผู้ประกอบการใหม่ อย่างไรก็ตาม หากมองไปข้างหน้า ผมอยากเห็น นโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมเอสเอ็มอีในอีก 3 ด้าน คือ (1) เร่งส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนรวม 16 จังหวัด โดยการลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อเป็นการเปิดประตูการค้า

(2) ใช้ประโยชน์จากนโยบายโอท็อป โดยเฉพาะการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าจากการออกแบบ การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของไทย ผสมผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และ (3) เตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่เออีซีให้ผู้ประกอบการ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม

หากจำเป็น ผมเห็นว่า รัฐบาลอาจจะต้องพิจารณาจัดตั้งกองทุนเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสำหรับเออีซี เพื่อขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและอาจพิจารณาจัดตั้ง ไทยแลนด์ พลาซา ในประเทศอาเซียนทั้ง 9 ประเทศ เพื่อเป็นการเจาะตลาดและโชว์สินค้าที่มีศักยภาพของเอสเอ็มอีไทยครับ

ที่มา : คมชัดลึก

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *