8 หลุมพรางของคำพูดที่อันตราย

8 หลุมพรางของคำพูดที่อันตราย

คนบางคนหน้าตาไม่หล่อ ไม่สวย แต่ก็มีเสน่ห์ได้จากคำพูดของตน ถือว่ารู้จักใช้คำพูดให้เป็นศิลปะในการผูกมัดใจคน เข้าทำนองที่ว่า “ วาจาเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง” แต่ก็มีคนบางคน หน้าตาดูดี๊ดี แต่กลับไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย แบบว่า “ สวยแต่รูป จูบไม่หอม” ……. เห็นหรือยังค่ะว่า คำพูดสามารถสร้างมิตรที่ดี และศัตรูตัวฉกาจที่สำคัญได้
การใช้คำพูดที่ดีกับผู้อื่นนั้น ไม่ควรเลือกที่รักมักที่ชัง จงเลือกใช้ภาษาพูดที่ไพเราะ สุภาพกับทุกๆ คนที่เป็นลูกค้า คำพูดทางบวก (Positive Wording) ย่อมทำให้ลูกค้ารัก เอ็นดู และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ และความช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ แต่ในทางกลับกันคำพูดทางลบ (Negative Wording) ที่ไม่สร้างสรรค์ย่อมนำไปสู่ความไม่พอใจ ไม่ชอบ เบื่อหน่าย วิตกกังวล
คำพูดทางลบอันนำมาสู่กับดักของหลุมพรางที่อันตรายมีมากมาย เพราะหากตัวคุณเข้าไปสู่วงโคจรของกับดักเช่นที่ว่านี้ รับรองได้ว่าคุณจะไม่มีความสุขกับชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวเลย ซึ่งดิฉันได้สรุปหลุมพรางของคำพูดทางลบทั้งหมด 8 แบบ ดังต่อไปนี้
พูดแบบ “ ขวานผ่าซาก”
“ นี่เธอ เป็นไงเนี่ย งานที่ให้ทำเสร็จหรือยัง รอตั้งนานแล้วนะ ทำไมช้าจัง” — คุณจะรู้สึกอย่างไร เมื่อได้ยินคำพูดเช่นที่ว่านี้ พบว่าคนบางคนพูดจาไม่เป็น ชอบพูดก่อนคิด ไม่รู้จักคิดก่อนพูด ใช้วาจาโผงผาง ตรง ๆ ด้วยคำพูดแบบ “ ขวานผ่าซาก” และเพื่อมิให้เกิดความรู้สึกเสียใจทีหลังหลังจากที่พูดออกมาแล้ว ดังนั้นทุกครั้งที่คุณจะพูดอะไรไปกับลูกค้า ตนเองจะต้องคิดก่อนเสมอว่าจะพูดอะไร จงอย่าลืมการใช้ประโยคเกริ่นนำในทางบวก เพื่อทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกดี เช่นตัวอย่างจากประโยคข้างต้น ถ้าให้เปลี่ยนประโยคเสียใหม่ ย่อมจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีได้ — “ นี่เธอ ตอนนี้ยุ่งหรือป่าว ไม่ทราบว่างานที่ให้ไป ทำถึงไหนแล้ว ทำทันไหม มีอะไรติดขัดก็บอกได้นะ”
พูดแบบ “ ยุแยง ตะแคงรั่ว”
ลูกค้าบางคนไม่ชอบพูดคุยกับคนที่ชอบยุแหย่ให้เกลียดกัน หรือไม่ชอบกัน ลูกค้าเหล่านี้โดยมากมักจะหลีกเลี่ยงที่ไม่เผชิญหน้ากับคนจำพวกนี้ เพราะคบหาสมาคมด้วยแล้ว รู้สึกว่าชีวิตไม่มีอะไรสร้างสรรค์เลย พูดคุยแล้วรู้สึกสลดหดหู่ ตัวอย่างคำพูดแบบนี้ เช่น “ คุณหญิงรู้ไหม หัวหน้างานขายที่เพิ่มมาใหม่ เค้าเล่ากันว่า เป็นคนทำงานไม่เป็น ใคร ๆ ดิวส์งานด้วยแล้ว จะสับสนกับชีวิตอย่างแน่นอน คุณหญิงถ้าจะให้ดีนะ หลีกได้เป็นหลีก หลบได้เป็นหลบ อย่าไปยุ่งกับเขาเลย” – หากคุณหญิงเป็นคนที่ไม่ชอบคำพูดที่พาดพิงถึงใครในทางที่ไม่ดีแล้วล่ะก็ รับรองได้ว่าคุณหญิงจะรู้สึก และมองผู้พูดว่าเป็นคนที่ไม่น่าคบ เพราะเป็นคนที่สามารถพูดลับหลังถึงคนอื่นในทางที่ไม่ดีได้เสมอ
พูดแบบ “ เข้าใจอยู่คนเดียว”
พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นคนที่พูดจาไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าพูดเรื่องอะไร เพราะผู้ฟังฟังแล้วไม่เข้าใจ คำพูดแบบนี้อันตรายมากค่ะ เพราะหากผู้ฟังเข้าใจผิด รับรองได้ว่าเป็นเรื่องแน่ อาจทำให้งานที่ส่งมอบมาเกิดความผิดพลาด ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่คาดหวังไว้ ดังนั้นเวลาที่จะพูดอะไรไปกับลูกค้า ควรตรวจสอบความเข้าใจของลูกค้าให้แน่ชัดก่อนว่า มีความเข้าใจตรงกันกับผู้ฟังหรือไม่ ด้วยการใช้คำพูดสอบถามความเข้าใจของผู้ฟังจากการตั้งคำถาม หรือการสอบถามความเข้าใจอย่างตรงไปตรงมา เช่น “ มีอะไรจะสอบถามเพิ่มเติมหรือไม่” , “ ที่อธิบายให้ฟัง เข้าใจหรือไม่ ถ้ามีอะไรสงสัยสอบถามได้เลย” เป็นต้น และเพื่อป้องกันมิให้เกิดหลุมพรางของคำพูดเช่นที่ว่านี้ ผู้พูดควรเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก่อนเสมอ จัดวางลำดับขั้นตอนของเรื่องที่จะพูด รวมถึงอาจมีการยกตัวอย่างประกอบให้เห็นชัดในบางช่วง บางตอน
พูดแบบ “ เหน็บแนม”
การใช้คำพูดเหน็บแนม ย่อมทำให้ผู้ฟังรู้สึกสะเทือนใจ แบบ “ เจ็บเล็ก ๆ” เช่น “ พี่ดูงานของเธอแล้วนะ แน่ใจเหรอว่าคิดแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นงานที่ออกมาจากเธอได้ ทำได้แค่นี้เองเหรอ” – หากคุณฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร แน่นอนว่า ผู้ฟังคงจะต้องคิดบ้างล่ะ ไม่มากก็น้อย พบว่าการพูดแบบนี้อันตรายค่ะ เพราะหากลูกค้าฟังแล้วไม่พอใจ พวกเขาอาจจะไม่ใช้สินค้าและบริการของคุณต่อไปก็เป็นได้ นอกจากนี้ตัวอันตรายของการใช้คำพูดแบบนี้ก็คือ หากผู้พูดไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นคนที่ชอบใช้คำพูดแบบเหน็บแนม อาจทำให้คุณเองต้องสูญเสียลูกค้าไป โดยที่ไม่รู้สาเหตุและแนวทางแก้ไขป้องกันมิให้ลูกค้าต้องเอ่ยคำ “ ลา”
พูดแบบ “ ยกตน ข่มท่าน”
“ รู้ไหมว่า ฉันจบอะไรมา จบต่างประเทศเชียวนะ เป็นยูท็อปเท็นด้วย ไม่มีใครจะเก่งสู้ฉันได้แล้วในบริษัทนี้” พบว่าคนที่ชอบพูดจาแบบนี้ เป็นพวกที่ชอบให้ตนเองดูโดดเด่นเหนือผู้อื่น เข้าทำนองที่ว่า ทับถมคนที่ตนเองคิดว่าด้อยกว่าเสมอ คนแบบนี้ถ้าเก่งจริงก็ดีไป แต่ถ้าไม่เก่งจริงอย่างปากว่าแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าผู้พูดย่อมจะได้รับผลที่ตนเองได้ก่อไว้อย่างแน่นอน เพราะจะเป็นพวกดีแต่พูด เวลาทำงานเข้าจริง ๆ คว้าน้ำเหลวทุกครั้งไป ดังนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดแบบยกตน ข่มท่าน เพราะพูดไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะดีขึ้น ดีไม่ดี อาจทำ
พูดแบบ “ ขว้างงูให้พ้นคอ”
เป็นการบอกปัดความรับผิดชอบ เพื่อให้ตนเองพ้นผิด ซึ่งคำพูดแบบนี้พบเจอมากในสังคมไทย เพราะคนไทยขี้กลัว กลัวว่าตนเองจะมีความผิด จึงทำให้เกิดการพูดกระทบ หรือโยนความผิดให้อีกฝ่ายหนึ่ง เช่น “ อ้องานนี้เหรอ ที่ผมส่งให้พี่ช้า ก็เพราะฝ่ายบัญชีให้ข้อมูลแก่ผมช้าต่างหาก ที่จริงผมทำงานชิ้นนี้เกือบเสร็จแล้วนะ แต่รอข้อมูลจากฝ่ายบัญชีเท่านั้น” (จริงๆ แล้วตนเองทำงานไม่ทัน แต่อ้างว่าเป็นความผิดของฝ่ายบัญชี) ดังนั้นการพูดจาแบบขว้างงูให้พ้นคอนั้น ถ้าไม่ใช่เรื่องจริง ก็ขอให้ระวังว่าถ้าอีกฝ่ายหนึ่งรู้ ย่อมจะเสียความรู้สึก และยิ่งถ้ากลุ่มคนเหล่านั้นเป็นลูกค้าของคุณแล้วล่ะก็ บอกได้คำเดียวค่ะว่า “ โชคร้าย” กำลังจะตามมา
พูดแบบ “ ย้ำคิด ย้ำทำ”
มีลูกค้ามากมายที่ไม่ชอบให้ใครมาจ้ำจี้จำไช แบบว่าพูดแล้วพูดอีก เป็นการกล่าวถึงในเรื่องเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่บ่อยครั้ง แน่นอนว่าคุณเองก็คงไม่ชอบให้ใครมาย้ำคิด ย้ำทำกับตัวคุณเองมากนัก พูดครั้งหรือสองครั้งก็เพียงพอแล้ว เฉกเช่นเดียวกับลูกค้าค่ะ พวกเขาก็คงไม่อยากให้ใครมาคอยสอบถามในเรื่องเดิม ๆ มากนัก ดังนั้นเมื่อคุณพูดอะไรไปแล้ว ไม่ต้องวิตกกังวลถึงงานหรือสิ่งที่มอบหมาย / รับมอบหมายให้ดำเนินการ จงให้ความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าลูกค้าย่อมสามารถบริหารจัดการงานของพวกเขาได้อย่างแน่นอน ลูกค้าย่อมมีความคิดเป็นของตนเอง เพราะต่างคนก็ต่างโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว
พูดแบบ “ แพ้ชวนตี”
การพูดแบบนี้จะเห็นได้ชัดจากการปฏิเสธ ไม่ยอมรับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากการกระทำของตนเอง คนพวกนี้ไม่ยอมรับผิดแล้ว แถมยังกล่าวโทษหรือตีโพยตีพายว่าเป็นความผิดของคนอื่น เช่น “ ไม่ค่ะ เหตุการณ์นี้ ผมไม่ได้สร้างปัญหา แต่ปัญหาทั้งหมดนี้มาจากพี่ไม่ละเอียดรอบคอบในการตรวจสอบงานผม” พบว่าการใช้คำพูดแบบ แพ้แล้วชวนตีนั้น ดิฉันขอให้คุณระมัดระวังคำพูดแบบนี้ไว้ให้มาก ๆ เพราะยิ่งคุณเริ่มปฏิเสธ คัดค้าน ในเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ยอมรับว่าปัญหานั้นมาจากความผิดพลาดของตนเอง รวมถึงการโบ้ยความผิดไปยังลูกค้าของตน รับรองได้ว่า ลูกค้าย่อมไม่เชื่อถือและมีแนวโน้มที่จะไม่ใช้สินค้าและบริการของคุณต่อไปได้
หลุมพรางของคำพูดทั้ง 8 นี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ผู้พูดไม่ควรพูดออกไป ไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลยที่จะเลือกใช้คำพูดแบบนี้ และเพื่อให้คุณมีมิตรเพิ่มขึ้น ทำไมไม่เปลี่ยนคำพูดหรือเปลี่ยนประโยคจากทางลบเป็นทางบวก จงเลือกใช้คำพูดที่มิใช่หลุมพรางที่กล่าวขึ้น แล้วคุณจะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่รักและน่าคบหาสมาคมด้วย

ที่มา : www.hrcenter.co.th

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *