7 วิธีใช้จ่ายให้เงินเหลือออม(2)

7 วิธีใช้จ่ายให้เงินเหลือออม(2)

ความมั่นคงของงานประจำ
ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้ธุรกิจต้องปรับขนาดให้เล็กลงเพื่อความอยู่รอด มีการปลดคนงาน และจ้างคนงานอายุน้อยแทนที่คนงานมีอายุ เพื่อลดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน และสวัสดิการอื่นๆ สิ่งที่น่าเศร้าใจก็คือ คนงานที่มีอายุ แม้จะมีคุณภาพหล่านี้ไม่สามารถหางานใหม่ ตามที่ตนมีความชำนาญทำโดยได้รับเงินเดือนในระดับเดิมได้ วิสัยทัศน์ในการทำงานและการมีงานทำในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตที่คิดกันว่า การทำงานให้เจริญก้าวหน้า ต้องอาศัยความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน ฝึกฝนตนเองให้มีความสามารถพิเศษ และการมีงานประจำทำ เป็นการสร้างความมั่นคง ให้กับชีวิตเพราะเป็นหลักประกันว่า จะมีรายได้ตลอดระยะเวลาที่ทำงานอยู่ จึงไม่ขวนขวายที่จะเตรียมการสำหรับอนาคตโดยการออม
เนื่องจากความคิดที่ว่าในอนาคตจะไม่ขาด แคลนเงินสำหรับใช้จ่ายนั้น ไม่เป็นจริงอีกต่อไปแล้ว ผู้ที่มีงานทำต้องปรับตัว และปรับความคิดเกี่ยวกับการทำงาน ให้สอดคล้องกับหลักการทำงานสมัยใหม่ จึงจะทำงานอย่างมีความสุข และมีประสิทธิภาพ และจะต้องออมเงินไว้เพื่อการใช้จ่าย หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ง่ายขึ้น เช่น ถูกออกจากงาน ถูกลดเงินเดือน และที่สำคัญคือ การออมเงินเพื่อใช้จ่ายเมื่อเกษียณอายุ
แนวโน้มของอัตราดอกเบี้ย
นับแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอัตราดอกเบี้ยโน้มต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราผลตอบแทนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุ 4-5 ปีที่เคยสูงสุดถึงร้อยละ 12-13 ต่อปี ปัจจุบันพันธบัตรอายุการไถ่ถอนที่ยาวกว่า คือระหว่าง 7-10 ปี อัตราดอกเบี้ยลดลง เหลือเพียงร้อยละ 4-6 ต่อปี ขณะเดียว กันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารลดลงเหลือร้อยละ 1.5 (เดือนตุลาคม 2545 ) ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 30 ปีทีเดียว ทำให้มีการคาดการณ์เกี่ยวกับภาวะและแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยว่ายังอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกรรมทางเศรษฐกิจและการเงินในหลายๆ ด้าน อาทิ
1 การที่อัตราดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับเงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย จึงรวมการคาดการเกี่ยวกับเงินเฟ้อไว้ด้วยเสมอ ดังจะเห็นได้จากปีที่อัตราเงินเฟ้อสูง และคาดว่าในปีต่อไปจะสูงขึ้นอีก อัตราดอกเบี้ยก็จะเพิ่มตาม ในทางตรงกันข้ามอัตราดอกเบี้ยกลับลดลงหากเงินเฟ้อต่ำ
นักวิเคราะห์อาจการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยได้ แต่การคาดการณ์เกี่ยวกับระดับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกต้องเป็นไปได้ยาก ทำให้ธุรกรรมทางการเงินมักจะได้รับผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยเสมอ ตัวอย่างเช่น บริษัท นำชัยกู้ยืมเงินในเดือนกันยายน 2545 เพราะคาดว่าดอกเบี้ยจะโน้มสูงขึ้น แต่ในเดือนตุลาคม 2545 ดอกเบี้ยกลับลดลงส่งผลให้ฐานะการเงินของบริษัทอ่อนแอเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่กู้เงินในเวลาที่เหมาะสมจึงมีต้นทุนเงินที่ต่ำกว่า
นอกจากนี้เทคโนโลยีข่าวสารที่ทันสมัยทำให้ผู้เกี่ยวข้องในตลาดการเงินรู้ความเป็นไปของตลาดเป็นอย่างดี ถ้าคาดว่าดอกเบี้ยจะลดลงผู้กู้ยืมประสงค์จะทำสัญญาเกี่ยวกับการกู้ระยะยาว ขณะที่ผู้ให้กู้ยืมต้องการจะทำสัญญาระยะสั้น
2. ความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยส่งผลกระทบต่อราคาของพันธบัตร กล่าวคือ เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นราคาของพันธบัตรจะลดลง โดยพันธบัตรที่มีอายุการไถ่ถอนยาวจะมีราคาลดลงมากกว่า ทำให้ผู้ที่ถือพันธบัตรระยะยาวในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะสูญเสียมาก แต่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาลงจะมีลักษณะที่ตรงกันข้าม
3. พัฒนาการของระบบการเงินจากการที่ทางการลดการควบคุมสถาบันการเงิน ที่สำคัญคือ ยกเลิกการกำหนดเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ยืมและเงินฝากของธนาคารและบริษัทเงินทุน ทำให้ปริ มาณการค้าและเงินทุนนำเข้าเพิ่มขึ้นมาก ขนาดของตลาดสินเชื่อขยายตัวอย่างรวดเร็ว และอัตราดอกเบี้ยมีการเคลื่อนไหวตามภาวะเศรษฐกิจการเงินใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องนี้ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่หลายประการ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดสินเชื่อก็คือ เงินกู้ยืมที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวหรือกึ่งลอยตัวที่คิดดอกเบี้ยคงที่ใน 1-2 ปีแรก หลังจากนั้นเป็นแบบลอยตัว โดยกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอิงกับ MLR (Minimum lending Rate) แตกต่างจากเงินกู้ยืมในอดีต ที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุของเงินกู้ ทั้งนี้ เนื่องจากทางธนาคารพาณิชย์ต้อง การลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยที่มีผลกระทบต่อต้นทุนเงินของธนาคาร
ตัวอย่างเช่น ถ้าธนาคารให้กู้ยืมเงินโดยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 7.0 อายุ 1 ปี ธนาคารจะนำเงินกู้ไปรีไฟแนนซ์ โดยการรับฝากเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกัน ตามอัตราตลาด ถ้าดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่อัตราร้อยละ 5.5 ก็จะได้กำไรร้อยละ 1.5 ต่อมาดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7.0 ทำให้ขาดทุน นอกจากนี้ ถ้าอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง บ่อยๆ ธนาคารจะมีต้นทุนจากการบริหารเงินกู้เพิ่มอีกด้วย
ดังนั้น เงินกู้ยืมที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ผู้ให้กู้รับความเสี่ยง แต่ในทางตรงกันข้าม เงินกู้ยืมอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ผู้กู้ยืมเป็นผู้รับความเสี่ยงจากการเปลี่ยน แปลงของดอกเบี้ยที่ธนาคารผลักภาระมาให้
การบริหารรายจ่าย
ปัจจุบันคนไทยยังคงนิยมใช้จ่ายด้วยเงินสด หลายคนมิได้บันทึกค่าใช้จ่ายไว้เป็นกิจจะลักษณะ ทำให้ผู้ที่มีรายได้ประจำเมื่อได้รับเงินเดือนมา มักจะจำได้เพียงว่ามีรายได้เป็นจำนวนเท่าใด แต่ตอบไม่ได้ว่าเงินเดือนหมดไปกับการใช้จ่ายอะไรบ้าง ซึ่งลักษณะการใช้จ่าย ตามความเคยชินดังกล่าว อาจทำให้เกิดหนี้สินพอกพูนได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย มักประสบกับปัญหารายได้ ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต้องพึ่งพาเงินกู้ยืมเพื่อการอุปโภคบริโภค ดังจะเห็นได้จากธุรกิจโรงรับจำนำ ซึ่งเป็นแหล่งสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค สำหรับเงินกู้จำนวนไม่มากนักมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จำนวนโรงรับจำนำเอกชน สถานธนานุเคราะห์ และสถานธนานุบาลของรัฐบาล ในเขตกรุงเทพมหานคร มีอยู่เกือบทุกถนนและประปรายในต่างจังหวัด
นอกจากนี้ ในปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำสถาบันการเงินและบริษัทเอกชนต่างก็หันมาส่งเสริมธุรกิจสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยมีให้เลือกใช้มากมาย และที่นิยมกันอย่างแพร่หลายก็คือ บัตรเครดิต ที่มีแนวโน้มจะทำให้ลักษณะการใช้จ่ายของประชาชน เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการใช้เงินสดเป็นการใช้เงินพลาสติกแทน เนื่องจากธุรกิจบัตรเครดิตทำกำไรดีกว่าสินเชื่อประเภทอื่น เพราะบริษัทบัตรเครดิตที่มิใช่ธนาคารไม่ถูกควบ คุมเรื่องดอกเบี้ย ทำให้บริษัทบัตรเครดิต หันมาส่งเสริมการประกอบธุรกิจนี้กันอย่างกว้างขวาง
สภาพแวดล้อมทางการเงินที่เอื้ออำนวยให้ประ ชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายนี้ นอกจากทำให้มีการใช้จ่ายเพิ่มแล้ว การที่ไม่ต้องจ่ายเงินสดจากกระเป๋าเมื่อตกลงใจซื้อสินค้ายังอาจทำให้มีการใช้จ่ายโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ จนเกิดลักษณะการใช้จ่ายเงินเกินตัวกันมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากสถิติการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภค และบริโภคของประชาชนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของท่านในระยะต่อไปหลายประการ
ที่สำคัญคือรายได้ส่วนใหญ่นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและอาจมีหนี้สินเพิ่มจากการใช้จ่ายเกินตัวจนกระทั่งไม่มีเงินเหลือ สำหรับสะสมไว้เพื่อการใช้จ่ายในอนาคต กอปรกับภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้กำลังซื้อในอนาคตจากเงินได้ส่วนที่เหลือน้อยเสื่อมค่าลง ยิ่งกว่านั้นหากไม่มีเงินเหลือออม ในระยะต่อไปจะต้องหาเงินให้ได้มากขึ้นจึงจะใช้จ่ายได้เหมือนเดิม
ดังนั้น ไม่ว่าในขณะนี้ท่านจะอยู่ในวัยใด หากไม่เตรียมการเพื่อการใช้ชีวิตในอีก 20-30 ปีข้างหน้าด้วยการสะสมเงินไว้ใช้จ่ายอย่างเพียงพอ อาจประสบปัญหาได้ตัวอย่างเช่น ในขณะนี้มีเงินสะสมอยู่ 100,000 บาท ถ้าอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับเฉลี่ยร้อยละ 6-7.5 ต่อปี ในเวลาอีก 10-12 ปีข้างหน้าเงินออมจะเหลือค่าเพียง 50,000 บาทและอีก 20 ปีข้างหน้าเหลือค่าเพียง 25,000 บาทเท่านั้น เนื่องจากเงินจะมีค่าลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งภายในระยะเวลา 10-12 ปี (คำนวณจากกฎเลข 72 โดยใช้อัตราเงินเฟ้อหารด้วยจำนวน 72 จะได้ผลลัพธ์เป็นจำนวนปีที่ค่าเงินจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง เช่น ถ้าระดับเงินเฟ้อร้อยละ 6 เงินลดลงเหลือครึ่งหนึ่งภายในเวลา 12 ปี)

ที่มา : http://www.geocities.com/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *