108 ขั้นบันได ไต่สู่ความสำเร็จ ตอน หยิน – หยาง

108 ขั้นบันได ไต่สู่ความสำเร็จ ตอน หยิน – หยาง

ช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผมเข้ามาคลุกคลีกับการเลี้ยงนกพิราบแข่งนั้น สิ่งที่ผมชมชอบที่สุดคือ “คบหาสหาย”
สตรี สตางค์ และสหาย เป็นสามสิ่งที่มีมากเท่าไรก็ไม่เคยรู้สึกว่า “มากเกินไป”
ดังนั้นผมจึงพอใจที่จะมีเพื่อนเยอะๆ เพื่อนผมเป็นได้ทุกฐานะ ตั้งแต่เศรษฐีผู้ซึ่งจ่ายเงินซื้อนกเป็นเบี้ย เรื่อยไปจนกระทั่ง เด็กรับจ้างรายวันขูดขี้นก เราก็เป็นเพื่อนกันได้ จะให้ผมดื่ม บลู เลเบิ้ล ออนเดอะล๊อค หรือ เหล้าขาวผสมแฟนต้าน้ำแดง เพื่อสนทนาเรื่องการเลี้ยงนกพิราบกับท่าน หากถูกคอกันแล้ว ผมไม่เกี่ยง
ดังนั้นความรู้ทั้งหลายที่ผมนำมาบันทึกไว้ในบทความต่างๆ ส่วนใหญ่ล้วนได้มากจากเพื่อนๆที่สนทนาด้วยทั้งสิ้น อยากทราบไหมครับว่า 5 ปีผ่านมา ผมได้ข้อสรุปว่าอย่างไร
บางท่านสอนผมว่า เลี้ยงนกแข่งต้องซ้อมให้เยอะๆ นกแข่งก็เหมือนกับนักกีฬา ไม่ซ้อมแล้วจะไปชนะใครเขาได้ แต่บางท่านกลับบอกว่าซ้อมไม่ต้องเยอะเอาแค่ใกล้ๆ เลี้ยงนกให้สมบูรณ์ เน้นความสดและสภาพของนกในวันที่ขึ้นแข่งเป็นหลัก ถ้านกสภาพไม่ดี ไม่พร้อม เก่งอย่างไรก็ชนะไม่เป็น จะว่าไปแล้วก็มีเหตุผลทั้งสองท่าน บ้างซ้อมไกลมากเช่นซ้อมถึงจุดแข่ง แต่บ้างซ้อมใกล้ๆแต่ถี่ๆ(แม้จะแข่งระยะเดียวกันก็ตาม)
ลองมาดูทางด้านโภชนาการกันดูบ้าง ผมไม่เคยเห็นเซียนนกท่านไหนใช้อาหารสูตรเดียวกันมาก่อนเลย ทุกท่านล้วนมีสูตรเฉพาะตัวและมีเหตุผลว่ากล่าวสนับสนุนสูตรอาหารของตน แต่ที่น่าแปลกใจคือ ทุกคนล้วนสามารถประสบความสำเร็จได้ กินข้าวเปลือกเยอะๆก็มีถ้วย ให้กินแต่ถั่ว-ข้าวโพดไม่กินข้าวเปลือกก็มีถ้วย ถ้าดูจากสถิติเหมือนจะบอกเราว่า นกพิราบแข่งนั้นกินอะไรก็บินชนะได้ปานนั้น เลี้ยงและซ้อมแบบไหนก็มีเก่งได้เช่นกัน เลี้ยงแบบไหนหรือ ตั้งแต่กรงขนาดตู้กับข้าว ยันกรงคฤหาสน์ขนาดใหญ่ กว้างกว่าบ้านก็เคยชนะถ้วยมาทั้งสิ้น แล้วอย่างนี้จะให้สรุปได้อย่างไรว่าวิธีการใดคือ วีถีแห่งความสำเร็จกันแน่
5 ปีผ่านไป คบหาเซียนนกเป็นสหายมากมาย ค้นพบข้อสรุปเพียง 4 คำ
“เร็ว ช้า หนัก เบา”

คุณเทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งเครือสหพัฒนฯ เคยกล่าวไว้ว่า หลักการทำงานของท่านมีเพียง 4 คำ
“เร็ว ช้า หนัก เบา”
คนรุ่นใหม่จำนวนมากเห็นปรัชญา 4 พยางค์ของ เจ้าสัวเทียม แล้วมักส่ายหน้า เพราะสอนเหมือนไม่สอน
เคี้ยวง่ายแต่กลืนยาก
ไม่เหมือนหนังสือ ฮาวทู ทั่วๆไปที่บอกเลยว่า ต้องทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ
แต่สำหรับนักธุรกิจรุ่นเก๋าจะรู้เลยว่าคำสอนของ เจ้าสัวเทียม นั้น “ของจริง”
เพราะโลกธุรกิจหรือโลกของการทำงาน คือโลกแห่งความจริงซึ่ง ไม่มี ยาวิเศษแบบ 1-2-3-4 ใครทำตามขั้นตอนนี้แล้วจะประสบความสำเร็จ(โลกของการแข่งขันนกพิราบบินเร็วก็เช่นเดียวกัน) เพราะแต่ละคนมีบุคลิกและความถนัดที่แตกต่างกัน อีกทั้งสถานการณ์แต่ละห้วงเวลาก็แตกต่างกัน ความยากลำบากของการเลือกใช้กลยุทธ์ จึงอยู่ที่ “การรู้จักตัวเองและประเมินสิ่งแวดล้อม”
เมื่อวิเคราะห์แล้วจึงตัดสินใจว่าตอนนี้เราควรใช้กลยุทธ์ใดจึงจะได้ผลดีที่สุด
เร็ว หรือ ช้า หนัก หรือ เบา
ฟังดูง่าย แต่ปฏิบัติโคตรยาก
คำสอนของคุณเทียม ยึดหลักแห่งความสมดุลย์ เฉกเช่นเดียวกับปรัชญาแห่ง หยิน – หยาง ของลัทธิเต๋า
“เร็ว” ในเรื่องที่ควร “เร็ว”
“ช้า” ในเรื่องที่ควร “ช้า”
“หนัก” ในสิ่งที่ควร “หนัก”
“เบา” ในสิ่งที่ควร “เบา”
ไม่มีสิ่งตายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดและที่เป็น
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความรู้สึก เพราะความรู้สึกของแต่ละบุคคลย่อมมีไม่เท่าเทียมกัน
หนักของท่าน ผู้อื่นอาจไม่หนักกระไร
แรงของท่าน ผู้อื่นอาจไม่รู้สึกว่าแรงเท่าไรนัก
ไกลของท่าน ผู้อื่นอาจรูสึกว่า ใกล้ๆแค่นี้เอง
ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ความรู้สึก ย่อมมิอาจวัดได้ด้วยมาตราชนิดใดๆ
แล้วความรู้สึกเพียงใดถึงจะกล่าวได้ว่าพอเหมาะพอสมพอดี
ปัญหานี้ตอบได้โดยปรัชญาแห่ง หยิน – หยาง นั่นคือความรู้สึกที่สามารถถ่วงของ 2 สิ่งที่ตรงกันข้ามกัน ให้อยู่ด้วยกันได้โดยสภาวะสมดุล

ลองมาเปรียบเทียบกับการเลี้ยงนกพิราบแข่งดูบ้าง
ถ้านกตัวเต็งที่สุดสายเลือดไว้ใจได้ที่สุดในกรงปีนั้นเกิดซ้อมชนสายไฟกลับมา การให้ยา จะต้องเร็วโดยทันที หรือ จะเย็บแผลก่อนแล้วค่อยให้ยา อย่างไหนจะเกิดประโยชน์มากกว่ากัน หรือเรียกได้ว่า อะไรควรเร็ว อะไรควรดึงให้ช้า และที่สำคัญ ควรจะให้ปริมาณแค่ไหนจึงพอดีที่สุด นั่นคือ ควรหนัก หรือ ควรเบา หลังจากนั้นทุกท่านคงทราบว่ายังไม่ควรให้อาหาร ควรดึงช้า แต่จะช้าแค่ไหนจึงจะเข้าถึงแก่นแท้แห่งคำว่า “ช้า” ที่เป็นความช้าในระดับที่พอดีเป็นที่สุด

กินหนัก ซ้อมน้อย น้ำหนักขึ้น
กินน้อย ซ้อมหนัก น้ำหนักลด
หากพิจารณาดูให้ดีจะพบว่า ในหยางกลับมีหยิน และในหยินก็แฟงไว้ด้วยหยาง
อยากให้นกน้ำหนักขึ้น อาจมิใช่ให้กินมากขึ้น แต่อาจให้ออกกำลังกายน้อยลง พักผ่อนมากขึ้น ในทางกลับกันถ้าอยากให้นกน้ำหนักน้อยลง คงไม่ใช่ให้นกอดอาหารหรือให้อาหารน้อยลงแต่เพียงด้านเดียว แต่อาจซ้อมให้มากขึ้น ไล่บินนานขึ้น ก็จะได้ผลออกมาเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่า ท่านจะเลือกเดินเส้นทางใด
ดังนั้นนักเลี้ยงที่ประสบความสำเร็จอย่างยาวนาน ย่อมต้องสามารถรักษาความสมดุลของ 2 สิ่ง ทั้งหยินและหยาง ให้อยู่ในภาวะที่ถูกต้อง ซึ่งคำว่าถูกต้องนั้นยังคงขึ้นกับสภาวการณ์นั้นๆด้วย ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการจะเพิ่มน้ำหนักนกในช่วงซ้อม ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น เราคงจะเลือกใช้วิธีให้อาหารมากขึ้นหรือให้อาหารที่ให้พลังงานมากขึ้น มากไปกว่าที่จะให้นกซ้อมน้อยลง จริงมั๊ย แต่ถ้าเปลี่ยนสถานการณ์ไปเป็นช่วงเวลาที่นกแข่ง แข่งกลับมาจากขอนแก่น จะขึ้นต่อหนองคาย นกที่ทั้งบินทั้งซ้อมมาขนาดนี้แล้ว ถ้าจะเลือกทางเลือกในการเพิ่มน้ำหนักให้มัน ท่านคงเลือกที่จะให้ซ้อมน้อยลงและพักผ่อนมากขึ้น ถูกต้องไหมครับ
เป้าหมายเดียวกัน แต่คนละทางเดิน ในหยินมีหยาง ในหยางก็มีหยิน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานจุดขอนแก่น ทีมนกของคุณประเสริฐ เลิศพฤกษา ไม่ได้ออกซ้อมเลยแม้แต่วันเดียว ได้บินรอบๆบ้านเพียง 3 วันเท่านั้นเพราะฝนตกตั้งแต่เช้ายันเที่ยงตลอดสัปดาห์ แต่นกแกก็ยังมากินต้นไปได้หลายหน่วย แต่นกผมที่ ไม่สามารถออกซ้อมได้เช่นกัน(ซ้อมรถเดียวกัน) กลับมาเร็วสู้แกไม่ได้ พอพบหน้าเรียนถามก็ได้ความว่า โภชนาการที่ต่างกัน เมื่อนกไม่ได้ซ้อมบินตามปกติที่ควรจะเป็น เซียนนกจะปรับสูตรอาหารอย่างไรเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย เช่นอาจให้คาร์โบไฮเดรตน้อยลงเพราะนกใช้พลังงานน้อยลง และอาจเพิ่มจำพวกโปรตีนเพื่อให้เก็บเป็นพลังงานสะสมแทน ซึ่งความรู้สึกและการตัดสินใจตรงนี้ต้องอาศัย “ประสบการณ์”

ท้ายสุดของบทความใคร่ขอสรุปว่า ที่พวกเราทุกวันนี้ ใฝ่หาความเป็นเซียนนกนกพิราบแข่งนั้น แท้ที่จริงก็คือ เรากำลังใฝ่หาความสมดุลของทุกสรรพสิ่งที่เกี่ยวกับการเลี้ยงนกพิราบ ตั้งแต่การเลี้ยง การกิน การซ้อม รวมไปถึงยาทุกประเภท ไม่ว่ายารักษาหรือยาโด๊ป ศึกษาว่า ต้องให้สิ่งเหล่านี้ในปริมาณเท่าไร ขนาดไหน เมื่อไร จึงจะพอดี ซึ่งหากจะก้าวไปถึงจุดสมดุลของทุกสรรพสิ่งที่กล่าวมานี้ สิ่งที่ต้องบรรลุคือ
“เร็ว ช้า หนัก เบา”

ณ รีสอร์ทแห่งเดิมย่านเลียบทางด่วน
หลังจากคัดเลือกนักศึกษาที่เราเห็นสมควรที่จะได้รับทุนการศึกษาประจำสัปดาห์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เสี่ยปอ ผู้มากประสบการณ์ทั้งสำเร็จและล้มเหลว อีกทั้งในช่วงนี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาหาประสบการณ์ การมีเมียเด็กที่สุดในหมู่เพื่อนฝูง รับหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยาย โดยมีผมและเสี่ยตือเป็นผู้ฟัง
“เอาใจเด็กไม่ใช่เรื่องยาก”
ก่อนอื่นต้องเข้าใจเขาก่อนว่า เด็กในวัยนี้ “ชอบอะไร”
เข้าให้ถึงวัยรุ่นยุคนี้ ต้องมี 3ฟ
FREE FRIEND FUN
ฟ Free เด็กวัยรุ่นยังหาเงินเองไม่ได้ อะไรที่ฟรีย่อมดีกว่าจ่าย
ฟ Friend วัยนี้จะมีอะไรสำคัญไปกว่าเพื่อน ต้องทำให้เธอรู้สึกว่า เราเป็นเพื่อน
ฟ Fun สนุก และต้องเป็นสนุกชนิดว่าสุดสวิงลิงโก้ แบบลุกไม่ขึ้นแต่ลืมไม่ลง
“ตือ……มึงเข้าใจที่กูสอนไม๊เนี๊ยะ……”
คุณปอส่งเสียงโวย เพราะเห็น เสี่ยตือนั่งเหม่อลอย
“เออ….กูกำลังคิดถึงตอนวัยรุ่น ยุคกูก็ชอบ 3ฟ เหมือนกัน” เสี่ยตือตอบ
“ฟ ไหนว่ะ” ผมรีบถาม
เสี่ยตือยิ้มตาลอยคิดถึงประสบการณ์อดีตก่อนตอบว่า
FUN FRIEND FREE

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *