Computer Crime

Computer Crime

มีการสงสัยกันว่าควรจะมีกฎหมายพิเศษเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะหรือไม่ นักวิชาการจำนวนมากเชื่อว่าอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์สามารถควบคุมได้โดยโครงสร้างกฎหมายอาญาแบบเก่า ในความเป็นจริงยังไม่มีการให้ความหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ในทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะ มีการแบ่งอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์นั้นออกเป็น 2 ความหมาย ในความหมายอย่างแคบนั้นหมายถึง การกระทำทุกอย่างที่ใช้คอมพิวเตอร์ไปในทางผิดกฎหมายที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจำกัดเฉพาะการกระทำที่เป็นการเข้าไปในระบบ หรือการเอาข้อมูลออกมาจากระบบโดยผิดกฎหมาย อันเป็นการรบกวนการทำงานของระบบ ในอนุสัญญาของยุโรปก็ได้มีการกล่าวถึงการกระทำต่างๆที่ถือว่าเป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ไว้อย่างกว้างๆ ส่วนในความหมายอย่างกว้างนั้น อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์จะหมายความครอบคลุมการกระทำทุกๆอย่างที่เป็นการผิดกฎหมาย ในประเทศที่มีการแยกกันระหว่างอาชญากรรมและการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างอื่นๆเช่นเยอรมนีนั้น จะค่อนข้างตีความหมายของการกระทำที่ถือว่าเป็นอาชญากกรมทางคอมพิวเตอร์ไปในทางที่เฉพาะเจาะจงมากกว่า ประเทศที่ไม่ได้มีการแยกอย่างชัดเจนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่ใช้ระบบcommon law เช่นอังกฤษ จะมีการกล่าวถึงอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ไว้อย่างกว้างๆ
การหลอกลวงฉ้อฉลทางคอมพิวเตอร์คือ การชักชวนให้ผู้อื่นทำหรือไม่ทำบางอย่างที่ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งมีวิธีการหลายประเภท ประเภทแรกคือ การเปลี่ยนแปลง ทำลาย ยกเลิก หรือขโมยข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ โดยผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่จะกระทำโดยพนักงานในองค์กรนั้นเองเพื่อต้องการปกปิดธุรกรรมที่ไม่ชอบ แต่ถ้าเป็นคนนอกจะเป็นการยากมากที่จะเจาะเข้าไปในระบบได้และส่วนมากจะทำเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่างๆ ส่วนอีกประเภทหนึ่งนั้นคือ การขโมยเลขบัตรเครดิตหรือข้อมูลอื่นๆของบุคคลอื่นเพื่อหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้กำลังเป็นปัญหาอย่างมากเนื่องจากเป็นการยากในการที่จะหาตัวผู้กระทำผิด การหลอกลวงอาจเป็นการทำเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลต่างๆ ภาษาแสลงเรียกว่า phishing เป็นการส่งอีเมล์โดยทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าเป็นอีเมล์ที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับเรื่องการเงิน เพื่อหลอกเอาข้อมูลจากผู้เสียหายไปใช้ในทางที่ไม่ชอบและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ในอเมริกาธุรกิจและคนจำนวนมากที่ได้รับความเสียหายจาก phishing โดนเฉพาะธุรกิจ e-commerce เพราะทำให้ขาดความเชื่อมั่นระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย นอกจากนี้ยังได้ส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นด้วย

การเจาะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การเจาะระบบโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการกระทำพื้นฐานของการใช้คอมพิวเตอร์ในทางผิดกฎหมาย บุคคลที่กระทำการดังกล่าวบางครั้งเราเรียกว่า “แฮคเกอร์”การเจาะระบบดังกล่าวนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตามอนุสัญญายุโรป และถือเป็นความผิดอาญาของประเทศที่พัฒนาแล้ว ถึงแม้ว่าการลงโทษจะยังไม่มีผลมากเท่าที่ควรอย่างไรก็ตามในหลายๆประเทศไม่ได้มีการพิจารณาว่าการเจาะในคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นความผิด ในหลายๆคดีการเจาะเข้าไปในคอมพิวเตอร์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายสามารถถูกดำเนินคดีได้
ในคดีนั้นการเจาะระบบโดยไม่ชอบสามารถดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อฉล เมื่อแฮคเกอร์แสดงข้อมูลที่ผิดกับผู้ที่ผิดกับผู้มีสิทธิใช้ตามกฎหมาย ทั้งนี้การฉ้อฉลนั้นจะต้องไม่เป็นการชักนำเจ้าของข้อมูลให้กระทำหรืองดเว้นบางอย่างที่เกิดความเสียหายด้วย นอกจากนี้การฉ้อฉลต้องทำโดยไม่สุจริตด้วย ไม่สุจริตในเรื่องระดับของศีลธรรม มีหลายคนที่เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจะปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการดังกล่าวโดยไม่สุจริต มีกฎหมายอาญาหลายฉบับยังไม่ได้มีการให้คำจำกัดความของคำว่าไม่สุจริตไว้อย่างชัดเจน เช่นในกฎหมายไทยได้ให้คำจำกัดความของคำว่าไม่สุจริตว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การให้คำจำกัดความที่ค่อนข้างกว้างนี้จึงต้องการ ขึ้นอยู่กับการตีความของศาล
ในมุมมองทางปรัชญาทางกฎหมายนั้น ศาลมักเห็นว่าการฉ้อฉลเป็นฐานของหลายกรณีๆในการเจาะระบบคอมพิวเตอร์โดยผิดกฎหมาย
ในคดีการเจาะระบบโดยผิดกฎหมายนี้ น่าจะพูดถึงเรื่องข้อมูลที่ขโมยมากกว่า การฉ้อฉลเพราะว่าแฮคเกอร์เข้าระบบเพื่อต้องการข้อมูลรวมถึงข้อมูลทางเทคนิคด้วย อย่างไรก็ตามบางประเทศตีความการขโมยอย่างแคบคือหมายถึงสิ่งของเท่านั้น แต่บางประเทศก็ตีความหมายอย่างกว้างโดยถือเอาข้อมูลเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง โดยมองถึงพัฒนาของการได้มาซึ่งข้อมูลด้วย
ในกฎหมายอื่นอาจถือว่าการเจาะระบบดังกล่าวเป็นการบุกรุกก็ได้ แต่บางประเทศอาจจำกัดความหมายของการบุกรุกในทางแคบคือแค่การเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น
ความคิดเกี่ยวกับการเจาะระบบโดยผิดกฎหมาย เช่นการฉ้อฉล การขโมยข้อมูล หรือการบุกรุก ไม่สามารถพูดถึงปัญหาทั้งหมดที่เกี่ยวกับการใช้คอมในทางที่ผิดกฎหมายได้ ในหลายๆกรณีบุคคลนั้นมีสิทธิที่จะเข้าสู่ระบบ แต่เขาอาจจะนำสิทธิไปใช้ในทางที่ผิดก็ได้ ในทางตรงกันข้ามถ้าเขาไม่มีเจตนาฉ้อฉล หรือไม่สุจริตด้วยจึงจะดำเนินคดีอาญาได้

การฉ้อฉลและการกระทำที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในสหรัฐอเมริกา
อเมริกาเสนอตัวอย่างของกฎหมายที่ดีที่จะปราบปรามการเจาะระบบทุกชนิดและผูกแนวคิดเกี่ยวกับการเจาะระบบเขากับแนวคิดของการฉ้อฉล อเมริกาซึ่งเริ่มต้นด้วยการปราบปรามการเจาะระบบทุกชนิดเรียกว่า “การปกป้องคอมพิวเตอร์” หลักดังกล่าวนั้นเป็นการยากที่จะเข้าใจและมีวัตถุประสงค์ที่จะปกป้องระบบของรัฐบาลหรือการเงินมากกว่าระบบของหน่วยงานอื่น พระราชบัญญัตินี้จะลงโทษผู้ที่เจาะระบบคอมพิวเตอร์โดยไม่มีสิทธิเพื่อล้วงข้อมูลหรือเพื่อการฉ้อฉล หรือทำให้เกิดความเสียหายแก่คอมพิวเตอร์
พระราชบัญญัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อตอบโต้การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในอเมริกา โดยมีเนื้อหารวมถึงการลงโทษสำหรับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ด้วย โดยโทษของการเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐหรือการเงินจะมีโทษมากกว่าการเจาะเข้าสู่ระบบขององค์กรอื่น พระราชบัญญัตินี้สามารถใช้ปกป้องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการค้าระหว่างรัฐด้วย
บทบัญญัติดังกล่าวถูกใช้ในคดีที่หลากหลาย มี 3 คดีที่อธิบายได้ดี ความเหมาะสมของกฎหมายนี้ ในคดีแรก เสมียนบัญชีได้เจาะข้อมูลของเจ้านายโดยไม่ได้รับอนุญาตและสั่งจ่ายเช็คให้ตัวเอง เขาพยายามปิดบังการฉ้อฉลนี้โดยบทบัญญัติดังกล่าวถูกใช้ในคดีที่หลากหลาย
บทบัญญัติดังกล่าวถูกใช้ในคดีที่หลากหลาย มี 3 คดีที่อธิบายได้ดี ความเหมาะสมของกฎหมายนี้ซึ่งคดีตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าการฉ้อฉลทางคอมพิวเตอร์นั้น มีลักษณะกว้างซึ่งสามารถปรับใช้ได้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย รวมถึงการเจาะระบบโดยผิดกฎหมายด้วย และคดีดังกล่าวนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความชำนาญในการจัดการกับผู้ก