ระวัง ! “ความแตกแยก” จาก “ข้อสมมติที่แตกต่าง”


TheStreet.com 300x250 Free Trial

ระวัง ! “ความแตกแยก” จาก “ข้อสมมติที่แตกต่าง”
 
วันที่ : 7 มีนาคม 2551 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : งานอัพเกรด
 
            ปัญหาความขัดแย้งความไม่ลงรอยที่เกิดขึ้นในสังคมทุกระดับตั้งแต่ในระดับชาติจนถึงระดับครอบครัวไม่ว่าจะเป็น ความขัดแย้งระหว่างสามีภรรยา พ่อแม่ลูก เจ้านายลูกน้อง ความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมงาน  รวมไปถึงปัญหาความขัดแย้งมากมายที่เกิดขึ้นทั้งในสังคมไทยนั้น โดยมากแล้วมักเกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดกันเพียงเล็กน้อยและลุกลามใหญ่โตขยายวงกว้างออกไปเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างกัน 
 
            “ข้อสมมติที่แตกต่าง” นับเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งอันอาจนำมาซึ่งการถกเถียงกันอย่างไม่มีข้อยุติ และหากต่างฝ่ายต่างต้องการเอาชนะโดยมีความเป็นตัวของตัวเองสูงอย่างไม่ฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยแล้วย่อมนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรงอันนำไปสู่ความแตกแยกและความสัมพันธ์ที่แตกหักได้ในที่สุด 
 
            ตัวอย่างเช่น 
 
            …พอลล่ารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากที่มาช่าเพื่อนร่วมงานชอบร้องเพลงระหว่างการทำงาน ชอบชวนคุยและเล่าเรื่องตลกให้ฟัง เนื่องจากมีข้อสมมติในใจว่าเวลาทำงานควรเป็นเวลาที่ทุกคนควรทำงานอย่างจริงจัง ห้ามคุย ห้ามเล่น ชีวิตเป็นเรื่องที่จริงจัง ไม่ใช่เป็นเรื่องเล่น ๆ  พอลล่าจึงมักหาเรื่องตักเตือนต่อว่ามาช่าอย่างรุนแรงเพื่อให้มาช่าเลิกพฤติกรรมดังกล่าวและหันมาตั้งใจทำงานมากกว่านี้
 
            …ฝ่ายมาช่ารู้สึกว่าพอลล่าเพื่อนสาวเป็นคนที่เคร่งเครียดและจริงจังกับชีวิตมากเกินไป ด้วยความกลัวว่าเพื่อนจะเครียดและเป็นโรคไมเกรนเอาง่าย ๆ และมีข้อสมมติในใจว่าความคิดในการทำงานน่าจะโลดแล่นได้ดีก็ต่อเมื่อสมองอยู่ในช่วงภาวะผ่อนคลาย มาช่าจึงพยายามหาทุกช่องทางที่คิดว่าน่าจะช่วยให้พอลล่าเพื่อนร่วมงานได้ผ่อนคลาย สบาย ๆ กับชีวิตบ้าง เช่น ด้วยการร้องเพลง พูดจาตลกโปกฮา สร้างบรรยากาศสนุกสนานในห้องทำงาน ดังนั้นเมื่อพอลล่าเพื่อนสาวมาต่อว่าตนเช่นนี้มาช่าจึงรู้สึกเสียใจและไม่อยากจะคบหากับพอลล่าอีกต่อไป  
 
            น่าเสียดายหากความสัมพันธ์ต้องแตกสลายลง เพียงเพราะต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักและไม่เข้าใจ “ข้อสมมติ” ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูดและการกระทำของกันและกัน
 
 
            ข้อสมมติคืออะไร?
 
            ข้อสมมติ หมายถึง กรอบความคิดพื้นฐานที่เป็นเหตุผลเบื้องหลังคำพูดและการกระทำของบุคคลนั้น ข้อสมมติเปรียบเหมือน เหตุ ส่วนการแสดงออกเปรียบเหมือน ผล การแสดงออก ใด ๆ ก็ตามจึงมีสาเหตุมาจาก “ข้อสมมติ” ที่อยู่ในใจทั้งสิ้น
 
            ข้อสมมติในใจจึงเป็น เหตุ ที่นำไปสู่ ผล หรือการแสดงออกภายนอก ข้อสมมติของแต่ละคนซ่อนอยู่ภายใน ไม่ได้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งภายนอก เมื่อคน ๆ หนึ่งแสดงออกย่อมเท่ากับเห็น ผล แต่ไม่เห็น เหตุ เหมือนเราเห็นผลส้ม แต่ไม่เห็นต้นส้ม เราย่อมไม่รู้ว่าส้มเหล่านี้มาจากต้นส้มต้นใด ในสวนแห่งใด ดังนั้นการที่ทั้งสองฝ่ายไม่รู้ข้อสมมติที่อยู่เบื้องหลังของกันและกัน ย่อมนำไปสู่การตีความอีกฝ่ายหนึ่งจากเลนส์ข้อสมมติของตน และมีโอกาสสูงที่จะผิดเพี้ยนไปจากความจริง และตีตรากันอย่างไม่ยุติธรรม เพราะต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจกัน โดยคิดว่าสิ่งที่ตนเองคิดและกระทำนั้นถูกต้อง เหมาะสม ใครทำสิ่งที่ตรงข้ามเป็นการกระทำที่ผิด การไม่เข้าใจข้อสมมติที่แตกต่างกันจึงเป็นชนวนสำคัญอันนำไปสู่การทะเลาะวิวาทและการโต้เถียงได้ในทุก ๆ เรื่อง
 
            เมื่อทั้งสองฝ่ายคิดไม่เหมือนกัน ย่อมปะทะคารม ด้วยอารมณ์ บนพื้นฐานของความไม่เข้าใจกัน และคงเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่งหากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันต้องจบลงด้วย ความไม่เข้าใจ ในเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้ เหตุฉะนั้น..เพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว สามีภรรยา เพื่อนร่วมงาน ฯลฯ  สิ่งที่เราควรทำคือ 
 
            ค้นหา ‘ข้อสมมติ’ ต้นเหตุความไม่เข้าใจ
 
            การค้นหาข้อสมมติที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น ซึ่งหากเราเห็นว่าข้อสมมติของอีกฝ่ายไม่ถูกต้อง เราย่อมสามารถชี้ให้เขาเข้าใจว่าที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไร
 
            ผมเคยถกเถียงกับลูกชายเกี่ยวกับเรื่องการจอดรถ ผมบอกว่า การจอดรถในพื้นที่ที่มีระยะห่างไม่มาก ต้องเอาด้านท้ายของรถเข้าก่อน ลูกชายผมแย้งว่า เอาทางส่วนหัวเข้าก่อนได้เหมือนกัน ผมคิดว่าลูกใช้เหตุผลผิดจึงแย้งกลับไปว่า ไม่ใช่ต้องเอาด้านท้ายเข้าก่อนได้อย่างเดียว ส่วนหัวจะเข้าก่อนไม่ได้เพราะจะทำให้จอดรถไม่ได้ แต่เขาให้เหตุผลว่า ตามหลักสมมาตร (symmetrical) แล้ว ส่วนหัวกับส่วนท้ายย่อมเหมือนกัน เมื่อส่วนท้ายเข้าก่อนได้ ส่วนหัวย่อมเข้าก่อนได้เหมือนกัน การที่เขายืนกรานความคิดเช่นนั้น เหตุผลของเขาถูกต้องตามทฤษฎี ผมจึงคิดว่าสงสัยลูกจะต้องมีข้อสมมติที่ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน ซึ่งปรากฏว่าข้อสมมติของเขาผิด เนื่องจากเขาไม่มีความรู้เรื่องรถ จึงคิดไปว่าล้อหน้ากับล้อหลังขับเคลื่อนเหมือน ๆ กัน จะจอดรถโดยเอาส่วนหัวกับส่วนท้ายเข้าก่อนจึงไม่แตกต่างกัน
 
            เมื่อค้นพบว่าข้อสมมติของลูกไม่ถูกต้อง ผมจึงอธิบายให้เข้าใจว่า ล้อหน้ากับล้อหลังเคลื่อนได้ไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปนั้นเฉพาะล้อหน้าที่เลี้ยวได้ ดังนั้นต้องเอาส่วนท้ายเข้าก่อน ลูกจึงเข้าใจเหตุผลและข้อสมมติของผม การถกเถียงจึงจบลงด้วยการที่ลูกชายต้องเปลี่ยนข้อสมมติใหม่ให้ถูกต้อง การใช้เหตุผลจึงถูกต้อง และพฤติกรรมย่อมถูกต้องตามมา
 
            ในเหตุการณ์เช่นนี้ ถ้าทั้งคู่ขาดสติปัญญาในการเข้าใจปัญหา การถกเถียงคงไม่สิ้นสุด เพราะต่างฝ่ายต่างใช้เหตุผลได้อย่างถูกต้องตามข้อสมมติของตน เพียงแต่ข้อสมมติของฝ่ายหนึ่งถูกต้อง อีกฝ่ายหนึ่งไม่ถูกต้อง ฝ่ายที่ข้อสมมติผิดย่อมสรุปผิด
 
            การที่เราเข้าใจข้อสมมติของอีกฝ่ายจึงช่วยให้เราวินิจฉัยได้ว่า ข้อสมมตินั้นมีข้อบกพร่อง หรือถูกต้อง แตกต่างจากของเราอย่างไร ทำให้เราถกเถียงกันได้ตรงประเด็น ตีความกันและกันได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น เราจึงควรตั้งคำถามไว้ก่อนว่า “เหตุใดเธอ/เขาจึงคิดเช่นนี้” และพยายามหาคำตอบว่า “เธอ/เขาคิดเช่นนี้ เนื่องจากมีข้อสมมติว่า….” ถ้าข้อสมมติของอีกฝ่ายไม่ถูกต้องก็แก้ไขที่ข้อสมมติว่าผิดถูกอย่างไร
 
            เปิดใจ ‘ลดอัตตา’ ไม่เถียงชนิดหัวชนฝา
 
            กรอบความคิดที่แตกต่างนำไปสู่ข้อสมมติที่แตกต่าง การใช้เหตุผลแตกต่าง และการแสดงออกที่แตกต่าง หากเราไม่พยายามเปิดใจรับฟังกันและกันแต่มุ่งหมายที่จะเอาชนะ นอกจากจะทำให้เกิดการโต้เถียงกันแล้ว ยังทำให้ไม่ได้รับสิ่งที่ดีกว่าอีกด้วย ยิ่งหากเราสื่อสารไม่เป็น พูดไม่ดีต่อกัน ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ผลก็คือการพูดกันไม่รู้เรื่องและการโต้แย้งรุนแรงที่หาข้อยุติได้ยาก
 
            การลดอัตตาลงและเปิดใจออกเพื่อรับฟังกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยให้เกิดความเข้าใจกัน ทำให้เราไม่ตีความอีกฝ่ายอย่างมีอคติ สามารถเข้าใจข้อสมมติที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งคิดและกระทำเช่นนั้น อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาหรือการทำความตกลงร่วมกันอย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น
 
            จูงใจ ‘ใช้เหตุผล’ ค้นหาสิ่งดีที่สุดร่วมกัน
 
            ในความสัมพันธ์ทุกรูปแบบควรดำเนินด้วยความเข้าใจกันและกัน เราควรใช้วิธีจูงใจกันเมื่อเห็นว่าข้อสมมติของอีกฝ่ายหนึ่งไม่ถูกต้อง โดยพยายามชี้ให้เห็นว่าเหตุผลของเราถูกต้องและได้ผลดีกว่าอย่างไร หรือเดินบนเส้นทางใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันภายหลังจากเห็นความแตกต่างในข้อสมมติของกันและกันแล้ว การพูดคุยสื่อสารและจูงใจด้วยเหตุผล ด้วยภาษาที่เต็มไปด้วยความรักและความหวังดี มิใช่เพื่อการเอาชนะ ย่อมสามารถง้างหัวใจของกันและกันออกได้ด้วยความเข้าใจ ลดความขัดแย้งและการโต้เถียงที่ไม่สิ้นสุดลงได้
 
            ความเข้าใจใน ‘ข้อสมมติ’ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูดและการกระทำของคนเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ หากทั้งสองฝ่ายเข้าใจในข้อสมมติของกันและกัน เปิดหัวใจออกรับฟังกันและกัน ลดความหยิ่งทะนง ไม่ยืนกระต่ายขาเดียวเถียงหัวชนฝาเพื่อเอาชนะ ความเข้าใจในเรื่องเรื่องนี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกันและลดปัญหาความขัดแย้งต่อกันได้เป็นอย่างดี


TheStreet.com 468x60 Free Trial

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *