‘ปรับบุคลิก’ ด้วยท่วงท่าที่ถูกวิธีเพื่อสุขภาพ

‘ปรับบุคลิก’ ด้วยท่วงท่าที่ถูกวิธีเพื่อสุขภาพ
• คุณภาพชีวิต
เปลี่ยนพฤติกรรมประจำวัน…ลดเสี่ยงโรค

เรื่องความสวยความงามและสุขภาพเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก คุณสาวๆ เคยไหมกับการใส่รองเท้าส้นสูงทุกวันๆ วันละนานๆ หรือฮิตตามสมัยนิยม ถือกระเป๋าโอเวอร์ไซส์แบกสัมภาระนานๆ จนเกิดอาการปวดหลังหรือไหล่!

ประกอบกับชีวิตการทำงานของหนุ่มๆ สาวๆ ในยุคนี้ที่ต้องทุ่มเทเวลาในแต่ละวันไปกับการทำงานนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เกือบ 8 ชั่วโมง ร่างกายก็อาจเกิดความเครียด เมื่อยล้า อ่อนเพลีย นี่แหละคือสัญญาณเตือนถึงโครงสร้างกระดูกที่เริ่มผิดปกติจากกิจวัตรประจำวันโดยไม่รู้ตัว

ต่อไปนี้ เพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัดจากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกาย จะมาอธิบายถึงอาการปวดหลัง คอและบ่าที่พบมากในคนวัยทำงาน ทั้งชายและหญิงอายุระหว่าง 27 – 50 ปี ว่ามีสาเหตุหลักมาจากการนั่งหลังงอ หรือนั่งไขว้ ซึ่งน้ำหนักจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง จนทำให้กระดูกสันหลังคด

การทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือพิมพ์งานนานๆ กล้ามเนื้อบริเวณไหล่และคอจะเกร็ง ส่งผลให้ปวดเมื่อยบริเวณบ่า แม้แต่การเดินบนรองเท้าส้นสูงนานๆ หรือการยืนพักขาโดยทิ้งน้ำหนักไปข้างใดข้างหนึ่ง การกอดอก หรือแม้กระทั่งการนอนขดตัว การนอนทับข้างใดข้างหนึ่งก็ล้วนเป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง คอและบ่า หากสะสมนานๆ อาจกลายเป็นโรคปวดเรื้อรังได้

‘บุคลิกดี’ ไม่มีปัญหาโครงสร้างร่างกาย

เพ็ญพิชชากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างร่างกาย โดยวิธีทางกายภาพบำบัดประยุกต์ บอกถึงการปรับโครงสร้างร่างกายเป็นการปรับแนวกระดูกสันหลังกับร่างกายให้สมดุล เพราะพอร่างกายสมดุลแล้วร่างกายของเราจะทำงานเป็นปกติ มีประสิทธิภาพในการทำงาน อวัยวะต่างๆ ทำงานได้เต็มที่

“หลักการปรับโครงสร้าง ในแต่ละเคสจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับตรงไหนเป็นมาก เป็นน้อย เราจำเป็นจะต้องปรับโครงสร้างร่างกายให้สมดุล เพื่อกระตุ้นให้ระบบการทำงานในร่างกายสมดุล เลือดลมไหลเวียนดี กระดูกอยู่ได้ด้วยกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นแขนขา ซ้ายขวา หน้าหลัง มาขึงไว้ ซึ่งควรจะต้องอยู่ในภาวะสมดุล

แต่เนื่องจากอิริยาบถ กิจกรรม การทำงาน เมื่อใดก็ตามที่เราไม่ดูแลร่างกายให้ดีเพียงพอ ทำงานท่าเดิมซ้ำๆ กล้ามเนื้อเริ่มไม่สมดุล ไม่ได้ผ่อนคลาย ไม่ออกกำลังกาย นั่งทำคอมพ์ตลอดเวลา ก็เริ่มทำให้หลังค่อมลงๆ เรื่อยๆ พอเริ่มไม่สมดุล ก็เริ่มส่งผลต่ออวัยวะภายในช่องอก ทำให้หายใจไม่เต็มอิ่มเหนื่อยง่าย” นี่เป็นสัญญาณที่เริ่มส่งให้เห็นว่าโครงสร้างเราเริ่มเปลี่ยนแล้วหรือมีอาการเจ็บปวด เช่น ปวดคอ ปวดหลัง เป็นต้น

อกผายไหล่พึ่ง

โครงสร้างร่างกายของเราจะดูดีและมีบุคลิกภาพที่ดีได้ต้องมาจากภายใน ถ้าภายในดีผิวพรรณภายนอกก็จะดูดีตามไปด้วย กล้ามเนื้อก็แข็งแรง ไม่มีเซลลูไลต์ ถึงจะถือว่าเป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ตรงกันข้าม ถ้ากล้ามเนื้อไม่แข็งแรง เซลลูไลต์เริ่มถามหา ทำให้เป็นโรคอ้วน ทำให้เจ็บป่วยง่าย พลอยทำให้เราไม่สดใส

และเมื่อใดที่กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ผิวก็จะหมองคล้ำ เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไม่ดี รูปร่างก็จะไม่เข้ารูปเท่าที่ควร เพราะมีเซลลูไลต์มาเกาะมาก คนที่มีโครงสร้างร่างกายดี นอกจากจะมีสุขภาพกายที่ดีแล้ว ยังมีรูปร่างดี บุคลิกดีตามมาด้วย

`ออกกำลังกาย’ ทำไมไม่ผอมสักที

เพ็ญพิชชากร บอกว่า อิริยาบถในชีวิตประจำวันรวมทั้งพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างกระดูก เช่น นั่งไขว่ห้าง การใส่รองเท้าส้นสูงมากๆ การยืนไขว่ขาข้างเดียวเมื่อโครงสร้างร่างกายเสีย กล้ามเนื้อไม่สมดุลเกิดอาการหลอดเลือดหดเกร็ง ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้หน้าตาหมองคล้ำไม่สดชื่น ผิวพรรณไม่ดี ดูไม่สดใส การผลัดเซลล์ผิวก็ไม่ดี

“ส่วนใหญ่ปัญหาสุขภาพของผู้หญิงวัยทำงานที่เจอบ่อยๆ คือ รู้สึกเพลียอยู่ตลอด พยายามพักผ่อน นอนมากแล้ว แต่ตื่นมาก็ยังเพลียอยู่ นี่ก็เป็นสัญญาณอย่างหนึ่ง ที่บ่งบอกว่าระบบการเผาผลาญในร่างกายของคุณไม่ดี ก็มาจากระบบโครงสร้างร่างกายที่ไม่ดี”

บางคนรู้สึกว่า ทำไมผิวพรรณของเราดูหมองคล้ำลง ไปนวดหน้า ขัดตัวก็แล้ว ก็ยังดูหมองไม่สดชื่น บางคนรู้สึกว่า ตัวเองรับประทานน้อยลง แต่ทำไมน้ำหนักยังเพิ่มขึ้นระบบเผาผลาญในร่างกายเริ่มทำงานแย่ลง

ปัญหาเหล่านี้พบได้บ่อยมากในผู้หญิงอายุเริ่ม 30 ต้นๆ บริหารร่างกายก็แล้ว แต่เซลลูไลต์และขาก็ยังใหญ่อยู่ โดยที่เจ้าตัวไม่ทราบว่า นั่นเพราะระบบโครงสร้างร่างกายมันเริ่มจะเสียแล้ว ไม่ว่าจะไปบริหารร่างกายอย่างไร มันก็ไม่ได้กล้ามเนื้ออย่างที่ควรจะมี

“คนที่มีปัญหารูปร่างเลิกออกกำลังกายแล้ว ก็กลับมาอ้วนอีก เราขอแนะนำว่า ผู้ที่ต้องการลดหน้าท้อง ปกติมักจะบริหารด้วยการ Sit – up แต่ถ้าทำไม่ถูกต้องอาจทำให้กระดูกสันหลังอักเสบได้ แก้ไขได้โดยการฝึกลมหายใจเข้าออก ให้หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ ขณะที่ท้องแฟบแล้วให้กลั้นหายใจพร้อมเกร็งหน้าท้องนับสัก 10 วินาที แล้วค่อยปล่อยทำสัก 10 ครั้งก่อนนอน ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับบริเวณหน้าท้องได้

หรือสำหรับคนที่มีปัญหาโครงสร้างร่างกายแต่ยังไม่เคยมาปรับโครงสร้างร่างกาย เราก็จะแนะนำว่า การวิ่งสำหรับคนที่มีหน้าท้องเยอะ น้ำหนักมาก ไม่ควรวิ่งหรือเดินบนลู่เพราะจะทำให้หัวเข่าเสื่อม ช่วงแรกๆ ควรไปว่ายน้ำ เพื่อไม่ให้โครงสร้างมันแย่ลงกว่าเดิม เพื่อให้น้ำช่วยพยุงร่างกาย พอร่างกายดีขึ้นจึงค่อยเปลี่ยนไปออกกำลังอีกระดับ” เพ็ญพิชชากรแนะ

แก้ไขพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

สำหรับอิริยาบถที่ล้วนเป็นสาเหตุให้โครงสร้างร่างกายเสีย รวมถึงส่งผลให้บุคลิกภาพไม่ดี ได้แก่

นั่งหน้าคอมพ์เป็นเวลานาน

วิธีแก้ไขเบื้องต้น พยายามเปลี่ยนอิริยาบถทุกครึ่งชั่วโมง หรือทุกหนึ่งชั่วโมง เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อาจจะลุกขึ้นยืดตัว เหยียดแขนขึ้น โน้มตัวไปข้างหน้า เพื่อให้กล้ามเนื้อที่หดตัวยืดตัวบ้าง ทำค้างไว้ครั้งละ 10 วินาทีหรือให้ลองยืดตัวขึ้น โน้มตัวด้านหลัง แขม่วท้อง ทำค้างไว้ครั้งละ 10 วินาที หรือให้ลองเอามือมาประสานที่ท้ายทอย เหยียดศอกไปด้านหลัง แขม่วท้อง หลังพิงพนักเก้าอี้ ค้างไว้แล้วปล่อยทำสัก 2 – 3 ครั้ง

ใส่ส้นสูง

วิธีแก้ไข สาวๆ ที่ใส่ส้นมาเป็นเวลานานอาจทำให้หลังแอ่นมาก โดยเฉพาะช่วงกระดูกสันหลัง บริเวณเส้นประสาทบั้นเอว จึงควรเลือกรองเท้าส้นสูงที่มีความสูงของหัวกับส้นใกล้กัน ถ้ารองเท้าที่สโลปมากๆ จะมีแรงกดมาก อาจทำให้กระดูกสันหลังโค้งงอ หลังแอ่นมาก มีภาวะเสี่ยงต่อหมอนรองกระดูกเคลื่อนถ้ารุนแรงมาก จะทำให้ขาชาไม่มีแรงเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้

ส่วนใหญ่สาวๆ ที่ใส่รองเท้าส้นสูง ตั้งแต่อายุ 20 – 30 ปี พอเริ่มย่างขึ้นเลข 4 จะเริ่มมีอาการปวดหลัง ขาชา เมื่อยน่อง น่องโต ฉะนั้นจึงควรเลือกรองเท้าที่สโลปไม่มาก เวลาใส่ต้องแขม่วท้องนิดๆ ทั้งเวลายืน หรือเดิน เพื่อให้เกิดแรงดันช่วยป้องกันแนวกระดูกสันหลัง

จริงๆ รองเท้าส้นสูงสามารถใส่ได้ แต่คงไม่เหมาะกับผู้ที่จะต้องยืนวันละ 5 – 6 ชั่วโมง หรือต้องเดินตลอดเวลา ให้หารองเท้าไม่มีส้นมาเปลี่ยนใส่เวลานั่งโต๊ะทำงาน เพื่อเป็นการพักเท้าระหว่างนั่งทำงานก็จะดี

สะพายกระเป๋าข้างเดียวตลอดเวลา

วิธีแก้ไข ควรทำให้กระเป๋าเบา อย่าใส่ของเยอะ เลือกเฉพาะของที่จำเป็น หรือจะเปลี่ยนจากการสะพายบ่ามาหิ้วศอก ควรสลับข้างบ่อยๆ อย่าหิ้วข้างใดข้างหนึ่งนานๆ หรือถ้ารู้สึกเมื่อยให้สลับมาสะพายอีกข้าง

ยืนพักขาข้างเดียววิธีแก้ไข

วิธีแก้ไข พยายามยืนให้ตรง ค่อยฝึกตัวเองให้ยืนตัวตรง และยืนให้เท้าทั้งสองเท่ากัน หรือไม่ก็อย่ายืนพักขา

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *