‘ไบโอ’โฟม โฟมธรรมชาติผงาดโลก

‘ไบโอ’โฟม โฟมธรรมชาติผงาดโลก

ภาวะโลกร้อน จุดพลุให้ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กลายเป็น “บิ๊กเทรนด์” ของโลก โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว กลายเป็นโอกาสของหลายๆ ธุรกิจที่โหนกระแสที่ว่านี้ หนึ่งในนั่นคือ การผลิตภาชนะจากชานอ้อยทดแทนโฟม ฝีมือคนไทย ที่มีโอกาสขึ้นไปเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารนานาชาติ
จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจซื้อมาขายไป (เทรดดิ้ง) สารพัดสินค้ามากว่า 12 ปี ในหมวดสินค้าคอมโมดิตี ที่มีการแข่งขันสูง ลูกค้าที่เคยคิดว่าจะโยงใยสายสัมพันธ์กันได้ยาวนาน กลับไม่เป็นดังคาด
ราคาซื้อขายเปลี่ยนแปลงแค่ 5% เขาก็พร้อมจะตีจากคุณ กลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ เทียบไม่ได้กับการผลิตสินค้า และสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง ซึ่งยั่งยืนกว่า
สุรศักดิ์ เหลืองอร่ามศรี กรรมการผู้จัดการบริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิตภาชนะจากชานอ้อยทดแทนโฟม ตราไบโอ “BIO” บอกเช่นนั้น
2 ปีของการศึกษาศักยภาพของโปรดักท์และตลาด กลายเป็นผลึกคิด ในการจัดตั้งบริษัทดังกล่าว โดยมีปลายทางที่การ “สร้างแบรนด์” เป็นของตัวเอง แม้ปัจจุบันสินค้าส่งออกทั้งหมดจะยังคงเป็นการรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) อยู่ก็ตาม
“ภาชนะที่ผลิตจากชานอ้อย เกิดจากจับกระแสในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่พบว่าผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อในประเทศที่พัฒนาแล้ว หันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในการบริโภคมากขึ้น เนื่องจากโฟมที่ใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหาร มีสารสไตรีนโมโนเมอร์ ต้นตอของโรคมะเร็ง”
องค์การอนามัยโลก เคยระบุไว้เมื่อปี ค.ศ.1981 ว่า ปริมาณโฟมที่ใช้อยู่ในไทยมีมากถึง 2 หมื่นล้านชิ้นต่อปี
ขณะที่สถาบันมะเร็ง ก็ออกมาระบุว่า พลาสติกทุกประเภท มีสารก่อมะเร็งปนเปื้อน ขวดเพ็ท หรือแม้แต่พลาสติกที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้
โปรดักท์ของเขา จึงพร้อมจะโหนกระแสดังกล่าว
แม้จะรู้ดีว่า สำหรับตลาดในประเทศไทยแล้ว จะยังคงเร็วเกินไปที่จะตอบรับผลิตภัณฑ์นี้ เนื่องจากราคาสินค้าราคาสูงกว่าโฟมถึง 100% และสูงกว่าพลาสติก 10-15%
แต่เขาและทีมงานก็ยอมปักธงตั้งโรงงานในไทย เพื่อ “ซื้ออนาคต” โดยมีการส่งออกเป็นฐานหลักในการทำตลาด
“หากเราเลือกผลิตสินค้าที่มีผู้เล่นในตลาดมากอยู่แล้ว เราก็ไม่สามารถจะเข้าไปแข่งขันราคาได้ สู้เราผลิตสินค้าใหม่ แน่นอนมีคู่แข่งน้อยกว่า ธุรกิจน่าจะมีอนาคตที่ดีกว่า”
ก่อนจะเลือกซื้อโนว์ฮาวการผลิตจากจีน น่าแปลกที่แม้ว่าจีนจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอัตราส่วนเพิ่มในการปล่อยมลพิษมากเป็นอันดับต้นๆ จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
แต่เทคโนโลยีในการผลิตโฟมธรรมชาติ กลับอยู่ที่นี่
“จีนเป็นประเทศแรกๆ ที่ทำเรื่องมากว่า 10 ปี ใช้ในกระทรวงรถไฟ เพราะประชากรมีกว่าพันล้านคน หากทุกคนทิ้งโฟมหรือพลาสติกคนละชิ้น ก็จะเกิดขยะขึ้นมหาศาล ล่าสุดจีนยังออกกฎหมายห้ามผลิตถุงที่มีความหนาน้อยกว่า 0.25 ไมโครตรอน เพื่อสนับสนุนการนำถุงมาใช้ใหม่” สุรศักดิ์ ระบุ
จากนวัตกรรมสินค้าที่โดดเด่น จัดว่าเป็นผู้ผลิตรายแรกในไทย จึงโดนใจสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ,สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (สสว.) ที่เข้ามาร่วมถือหุ้นในบริษัทแห่งนี้ ด้วยทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท ก่อนจะเพิ่มทุนเป็น 170 ล้านบาทในภายหลัง
สุรศักดิ์ เล่าว่า หลังจากโรงงานเริ่มเดินเครื่องผลิตในปลายปี 2548 โดยมีกำลังการผลิตภาชนะจากชานอ้อย 200 ล้านชิ้นต่อปี ปัจจุบันสามารถเดินเครื่องผลิต 70-80% ของกำลังการผลิต
ภายในกลางปีนี้ เขายังคาดหวังว่า น่าจะเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต ด้วยดีไซน์ 140 รูปแบบในปัจจุบัน เช่น จาน ชาม แก้ว ถ้วย ถาด กล่องปิดฝา ฯลฯ
สินค้าดังกล่าว 80-90% ถูกส่งออกไปไกลถึง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ออสเตรเลีย ฮ่องกง และญี่ปุ่น ผ่านตัวแทนจำหน่าย (เอเย่นต์) มีส่วนน้อยเท่านั้นที่จำหน่ายในไทย
โดยความต้องการสินค้าในแต่ละตลาดจะแตกต่างกันออกไป ตลาดสหรัฐและยุโรป ต้องการจานและแก้วขนาดใหญ่ ,ตลาดออสเตรเลีย ต้องการภาชนะทรงรี ขณะที่ญี่ปุ่นต้องการสินค้าขนาดเล็ก
“สินค้าได้รับการตอบรับจากตลาดต่างประเทศมาก โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอาหารสำเร็จรูป และค้าปลีก โดยยอมจ่ายแพงกว่า เพื่อซื้อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
ในไม่ช้าโฟม จะถูกทดแทนด้วยภาชนะที่ผลิตจากธรรมชาติ
เขาคาดการณ์ถึง “ขาลง” ของธุรกิจผลิตโฟม
นโยบายของแต่ละประเทศ จะผลักดันศักยภาพของสินค้า
เช่น ในญี่ปุ่น ราคาภาชนะที่ผลิตจากชานอ้อย จะมีราคาใกล้เคียงกับโฟม เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่น เก็บภาษีจากผู้ผลิตในการกำจัดโฟม ค่อนข้างสูง ขณะที่ในออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีคนใหม่ประกาศนโยบายรักษาสิ่งแวดล้อมค่อนข้างชัด “สุรศักดิ์” เผยและว่า
ตลาดญี่ปุ่น และออสเตรเลีย จึงเป็น 2 ตลาดที่เขาหมายตาจะเปิดตลาดให้ใหญ่กว่าสหรัฐ ภายในไม่เกิน 1 ปีจากนี้
…และยังมีเป้าหมายที่จะขยายตลาดเข้าไปในกลุ่มโรงพยาบาล และโรงเรียน
“คนที่ซื้อสินค้าของเราไปร้อยเปอร์เซ็นต์เคยเป็นคนที่เคยซื้อจากโรงงานผลิตในจีนมาก่อน แต่หันมาซื้อจากเราเพราะคุณภาพที่ดีกว่า แข็งแรง ทนทาน เมื่อก่อนจีนมีโรงงานมากถึง 200 กว่าโรง แต่ปัจจุบันเหลือ 10 กว่าโรง เพราะมีปัญหาเรื่องคุณภาพ”
…โรงงานของผม เป็นโรงงานเดียวที่อยู่นอกประเทศจีน และยังเป็นเจ้าเดียวในตลาดที่ใช้เยื่อจากชานอ้อยที่ปลอดจากสารเคมีในการผลิต
ภาชนะจากชานอ้อย ยังมีจุดเด่นตรงที่สามารถย่อยสลายภายในเวลา 45 วันกลายเป็นน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) กลับสู่ธรรมชาติ
ขณะที่สามารถบรรจุอาหารและเครื่องดื่มได้เหมือนภาชนะทั่วไป สามารถใช้ได้กับเตาอบ และไมโครเวฟ แต่เพื่อป้องกันเชื้อรา เขาแนะนำให้ใช้เพียง “ครั้งเดียว”
เขายังมีแผนที่จะเจาะตลาดต่างประเทศ ด้วยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เพื่อพบปะเอเย่นต์ โดยเห็นว่าวิธีนี้เป็นการทำตลาดที่ค่อนข้างได้ผล เอเย่นต์ให้การตอบรับดี โดยเน้นจุดขายไปที่คุณภาพ มากกว่า ราคา

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *