โออิชิ : ซื้อ-สร้าง-ขาย (1)

โออิชิ : ซื้อ-สร้าง-ขาย (1)
คอลัมน์ วิถีทุน : จุมพฏ สายหยุด กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2548
ผมเคยออกรายการทีวีกับ คุณตัน ภาสกรนที เจ้าของโออิชิเมื่อหลายปีก่อนที่ทีวีเนชั่นนี่เอง โดยมีคุณยุทธนา กระบวนแสง เป็นผู้ดำเนินรายการ ตอนนั้นเป็นช่วงการประชุมเอเปคที่โออิชิเป็นสปอนเซอร์ด้วย ที่ต้องย้ำว่า หลายปีก่อนเพราะก่อนหน้านั้น ผมยังไม่เคยดื่มชาเขียวมาก่อน ในขณะที่คุณยุทธนานิยมชมชอบชาเขียวมาก
จำได้ว่าคุณตันพูดถึงการทำชาเขียวอย่างมีความสุข ข้อความตอนหนึ่งที่คุณตันพูดแล้วผมจำได้รางๆ ก็คือ “เวลาที่ขวดบรรจุชาเขียววิ่งออกมาจากไลน์การผลิตขวดแล้ว ขวดเล่า มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ”
ก่อนจะมาออกรายการในคราวนั้น ผมเข้าใจว่า คุณตัน เป็นนักลงทุน (Investor) เพราะเห็นว่า ทำธุรกิจมาหลายประเภทแล้ว อะไรที่เห็นว่า เริ่มไม่มีอนาคตคุณตันก็จะถอนตัวออกมา
แต่จากการไปนั่งฟังในวันนั้นผมเลยพลอยเปลี่ยนความคิดไปว่า คุณตันได้กลายเป็นนักอุตสาหกรรมไปแล้ว ซึ่งก็หมายความว่า คุณตันจะต้องเป็นเจ้าของโออิชิตลอดไปเพื่อที่จะมีความสุขในการเห็นฝูงขวดชาเขียววิ่งออกจากสายพานการผลิต ซึ่งคงจะเหมือนเงินทองวิ่งไหลออกมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณตันก็ต้องทำให้ผมเปลี่ยนความคิดอีก เมื่อท่านได้ตัดสินใจขายหุ้นโออิชิ ให้กับนักลงทุนประเภทสถาบัน ถึงแม้คุณตันจะบอกว่า ทุกวันนี้ ตนเองมีหุ้นโออิชิ 18% และเมื่อขายหุ้นออกไปแล้วจะเหลือสัดส่วนที่ 8%
แต่การที่คุณตันบอกว่า จะรวบรวมหุ้นของบริษัทจากกลุ่มพนักงานที่ต้องการจะขายและกลุ่มพันธมิตรเพื่อให้ได้สัดส่วน 55% เพื่อที่จะขายให้กับนักลงทุนสถาบันนั้น ก็แสดงว่าในช่วงที่ผ่านมาคุณตัน และพันธมิตรมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของ ในโออิชิที่สูงมาก
ส่วนการที่คุณตันบอกว่า กลุ่มนักลงทุนใหม่ ที่เข้ามาจะมาช่วยในการขยายตัวของตลาดและเทคโนโลยี ผมว่ายังฟังดูประหลาดอยู่ เพราะถ้าจะเอาอย่างนั้นจริงก็น่าจะเลือก Strategic Partner เช่นกรณีของดีแทคเลือกเทเลนอร์ ในกรณีนี้โออิชิสามารถเลือกเสริมสุข หรือดีทแฮล์ม (ซึ่งทุกวันนี้ ก็ให้ช่วยกระจายสินค้าอยู่แล้วโดยไม่ต้องให้เข้ามาถือหุ้น)
ส่วนเรื่องเทคโนโลยี ผมก็ไม่แน่ใจว่าสินค้าประเภทเครื่องดื่มชาเขียว หรือเครื่องดื่มสุขภาพจะต้องใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำหน้า ขนาดที่ต้องดึงพันธมิตรมาร่วมทุนเชียวหรือ จะว่าผมขาดความรู้เรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีก็ได้ แต่เท่าที่ผมทราบไม่เคยปรากฏว่า บริษัทที่ผลิตเครื่องดื่มในประเทศไทยทั้งในตลาด และนอกตลาดที่มีเจ้าของเป็นคนไทย จะดึงคนอื่นมาร่วมทุน เพราะประเด็นทางเทคโนโลยี
นักลงทุนที่คุณตันและคณะจะขายหุ้นให้ก็ไม่ได้มีความชำนาญด้านการตลาด และเทคโนโลยี แต่เป็นนักลงทุนประเภทสถาบัน ซึ่งจะคาดหวังผลตอบแทนจากเงินปันผล และกำไรจากการซื้อขายหุ้น (Capital Gain) เป็นหลัก ประการสำคัญหากคุณตันเชื่อมั่นในอนาคตของโออิชิ อันเนื่องมาจากการขยายตัวอีกสักสองสามเท่า การก้าวสู่ความเป็นอินเตอร์แบรนด์แล้ว คุณตันจะเอาอะไรไปชักจูงให้ตนเองและพันธมิตรรวมอีก 55% ขายหุ้นให้คนอื่นเล่า
ผมจึงเห็นว่า คุณตันมีเหตุผลสำคัญอีกชุดหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจขายหุ้น แต่ไม่ยอมบอกซึ่งคงจะเป็นเพราะ “ความเหนียม” เพราะจะเป็นเหตุผลที่คนไทยยังไม่คุ้นเคยมากนัก ในขณะที่ฝรั่งเขาเห็นเป็นเรื่องธรรมดามาก
ถ้าเราต้องขายของให้ได้ราคาดีที่สุดเราควรขายเมื่อใด คำตอบคือ เมื่อเวลาที่เราไม่มีความจำเป็นต้องขาย เพราะความเป็นเหตุเป็นผลในตัวเองของคำแนะนำนี้ ก็คือเป็นการดีที่สุดที่จะขายเมื่อไม่มีแรงกดดันให้ต้องทำเช่นนั้น ซึ่งหมายความว่า คุณสามารถรอราคาที่คุณเป็นคนกำหนด และทำข้อตกลงในเทอมที่คุณเห็นว่า เหมาะสมสำหรับทั้งตัวคุณและผู้ซื้อ
ข้อความข้างบนนี้ไม่ใช่ข้อความของผมหรอกครับ แต่ปรากฏในหนังสือชื่อ “Maverick Real Estate Investing” ของ Steve Bergsman ซึ่ง คุณเสริมสิน สมะลาภา แห่งแนเชอรัล พาร์ค อ่านแล้วชอบก็เลยมาแนะนำให้คนอื่นอ่าน ไม่แนะนำเปล่ายังอุตส่าห์เรียบเรียงเป็นบทความ ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับ นิตยสารหนึ่งเล่มที่ตั้งชื่อว่า กรณีศึกษาการ “ซื้อ-สร้าง-ขาย” อสังหาฯ ของมืออาชีพระดับโลก
จากนั้นผมก็ขอเอาไปทำรายการทีวีอีก 15 ตอนที่ใช้ชื่อชุดว่า กลยุทธ์ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบมือโปรระดับโลก เพราะเห็นว่าช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ในด้านกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งไม่แต่เฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์ตามความตั้งใจเดิมของผู้เขียน และผู้เรียบเรียงเท่านั้น แต่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการลงทุนด้านอื่นๆ ความรัก รวมถึงธนกิจการเมืองในเวลานี้
ถ้าเอากรอบความคิดของ “Maverick Real Estate Investing” มาจับ กรณีของคุณตัน ก็เข้ากลยุทธ์ข้อสุดท้าย คือข้อที่ 12 พอดี ซึ่ง
ดักลาส โชเรนสไตน์ (Douglas Shorenstein) ซีอีโอของบริษัทโชเรนสไตน์ บอกว่า
“ถ้าเราได้เพิ่มมูลค่าทั้งหมดเท่าที่ทำได้ไปในอสังหาริมทรัพย์สักชิ้น และถ้าอาคารได้ถูกเช่าแล้ว ประกอบกับมีกระแสเงินสด จำนวนมาก เราก็จะขายเพราะไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ที่เราจะทำได้อีก เราจะขายถ้าเราสามารถทำกำไรได้”
ถ้าคุณโชเรนสไตน์ มาเห็นกรณีโออิชิ ก็คงจะบอกว่า
“ถ้าเราได้เพิ่มมูลค่าทั้งหมดเท่าที่ทำได้ไปในกิจการชาเขียวแล้ว กำไรและส่วนแบ่งการตลาดได้ไปถึงจุดสูงสุดของมันแล้ว ประกอบกับมีกระแสเงินสดจำนวนมาก เราก็จะขายเพราะไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ที่เราจะทำได้อีก เราจะขายถ้าเราสามารถทำกำไรได้”
เรื่องอย่างนี้พูดง่ายๆ แต่ทำใจเชื่อยากสำหรับเจ้าของกิจการเมืองไทย พอดีหน้ากระดาษหมดขอยกยอดไปต่อสัปดาห์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *