‘โชติศักดิ์ อาสภวิริยะ’ โลกของ ‘กบ’ ไม่ยอมอยู่ในกะลา

“โชติศักดิ์ อาสภวิริยะ” โลกของ ‘กบ’ ไม่ยอมอยู่ในกะลา

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กุมภาพันธ์ 2547 12:28 น.

“โชติศักดิ์ อาสภวิริยะ. “ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ “เอสเอ็มอีแบงก์” เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษ แสดงวิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กรแห่งความหวังของผู้เริ่มก่อร่างสร้างตัว นอกจากนั้น เผยหมดเปลือกถึงตัวตนแก่นแท้ รวมทั้งชีวิตส่วนตัวลึกๆ ที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน

เปิดวิสัยทัศน์ หัวเรือเอสเอ็มดีแบงก์

เนื่องจากเอสเอ็มดีแบงก์เป็นหน่วยงานของรัฐ ทำหน้าที่ปล่อยเงินกู้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ประกอบรายใหม่ ในฐานะหัวเรือใหญ่ โชติศักดิ์ บอกว่า การบริหารจำเป็นต้องแตกต่างจากองค์กรพาณิชย์ทั่วไป

“จุดมุ่งหมายของเอสเอ็มอีแบงก์ไม่ต้องการทำกำไร แต่ต้องการทำให้สังคมแข็งแรงขึ้น” โชติศักดิ์ เริ่มต้นการให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงดัง และหนักแน่น อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว “แม้ว่าบางครั้งจะขาดทุน เอ็นพีแอลเกิดขึ้น อย่างน้อย มันสร้างประโยชน์ให้ผู้ประกอบการมีบทเรียน ให้เขาแข็งแกร่งขึ้น และจะไม่พลาดอีก”

“และเมื่อลูกค้าเราเติบใหญ่ขึ้นไป เปลี่ยนไปใช้แบงก์พาณิชย์ ภายนอกมองว่าเสียลูกค้า จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เมื่อเขาแข็งแกร่งขึ้น เป็นสิ่งที่น่าส่งเสริม เราเปรียบเป็นโรงเรียน เมื่อเขาเข้ามา และจบจากโรงเรียนของเรา เขาได้เติบใหญ่ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ”

โชติศักดิ์ เผยหลักสำคัญที่สุด ในการบริหารงานภายใน คือ ต้องรวมองค์กรให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยเร็วและเดินไปข้างหน้าอย่างพอเพียงกัน หลอมความแตกต่างให้กลายเป็นหนึ่ง โดยมีหลัก 4 ข้อ คอยบอกลูกน้องทุกคนเสมอ ได้แก่ 1. ทุกคนต้องรักและศรัทราองค์กรนี้ 2. ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ 3. รักและเมตตาต่อกัน ทั้งระหว่างผู้ร่วมงาน และลูกค้า และ 4. ต้องเป็นองค์กรแห่งสุจริตชน เมื่อทำได้เช่นนี้ ทุกคนต้องรับผลตอบแทนที่ดี

“ผมถามคนในองค์กรว่า คุณอยากทำงานมีความสุขไหม ผมมั่นใจว่า จะพาให้คนในองค์กรนี้ ทำงานได้อย่างมีความสุข แต่ความสุขต้องเคารพความสุขของคนอื่นๆ ผมจะไม่ตามใจทุกคน ความสุขในที่นี้ หมายถึงทั้งผลตอบแทน บรรยากาศการทำงาน โอกาสในการเจริญก้าวหน้า ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน”

เมื่อถามมุมมอง สำหรับผู้กำลังตัดสินใจระหว่างเป็นมนุษย์เงินเดือนกับลุกขึ้นประกอบธุรกิจส่วนตัว ควรมีเกณฑ์พิจารณาอย่างไร ผู้ให้สัมภาษณ์ลุกขึ้นเดินไปหยิบกรอบรูปบนโต๊ะทำงาน “คุณจะต้องเป็นเสือ” เขาตอบ พร้อมชี้นิ้วให้ดูรูปเสือโคร่งในกรอบรูป แน่นอนว่า คำตอบของคำถาม คือ ความกล้านั่นเอง “กินเงินเดือนประจำไปไม่เสี่ยง แต่ก็ได้เท่านั้น ถ้าไม่เสี่ยงก็จะไม่ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ในอเมริกาคนที่จบระดับสูง มีใครรวยเท่าบิลล์เกตส์บ้าง”

“การทำธุรกิจ แน่นอนว่ามันท้าทายความเสี่ยง ต้องมีทั้งคนสำเร็จและไม่สำเร็จ แต่เวลาเศรษฐกิจขาขึ้นโอกาสประสบความสำเร็จก็ง่าย ขาลงก็เลือดตาแทบกระเด็น เพราะฉะนั้น คนที่จะมาทำเอสเอ็มอี ข้อสำคัญอันแรก เขาต้องมีจิตใจเป็นเสือ กล้าจะฝ่าฟัน ไม่ใช่ว่า นอนรอ แล้วจะได้มาง่าย ๆ มันต้องต่อสู้ดิ้นรน แก้ไขปัญหาอุปสรรค ทุกคนต้องมีวิญญาณของนักต่อสู้ คนที่จะออกมาให้ไตร่ตรองตัวเองเสียก่อน ถ้าไม่อยากเสี่ยง ไม่อยากเหนื่อย ไม่ต้องออกมา แต่ถ้าล้ม คุณยังมีโอกาสลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้”

ฉายตัวตน “โชติศักดิ์ อาสภวิริยะ“

บรรยากาศสำนักงานเอสเอ็มอีแบงก์ บนชั้น 11 ของอาคารสิริภิญโญ จะพบเห็นภาพเอ็มดีตะโกนสั่งงานด้วยภาษาพ่อขุนรามฯ โดยผู้ใต้บังคับบัญชา ต่างเข้าใจและรู้จักหัวหน้าของพวกเขาอย่างดี ทุกคำที่ออกมาล้วนจริงใจ ปากร้ายแต่ใจดี ไม่มีแสแสร้ง

“การปกครองคนเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ สิ่งสำคัญที่สุด ต้องสร้างความลงตัวให้ได้ระหว่างพระเดชและพระคุณ ผิดก็ต้องลงโทษ แต่ขณะเดียวกันต้องมีพระคุณ ให้ลูกน้องยึดเหนี่ยวว่า คนเรามันผิดกันได้ ให้โอกาสในการแก้ตัว จนพิสูจน์จริงๆ ว่า เขาเป็นภัยต่อองค์กรหรือสังคม เราจึงไม่ยอม” โชติศักดิ์ เผยถึงปรัชญาบริหารคนในองค์กร

“หลายคนในองค์กร ผมย้ายมาด้วยเมตตา ถ้าเป็นคนอื่น คงไล่ออกหรือจับติดคุกไปแล้ว ผมให้เขาได้มีโอกาสนั่งคิด ไตร่ตรอง ว่าทำอะไรผิดไป เพื่อปรับตัวกลับมาเป็นคนดี หลายคนทำผิดไปเพราะหลงโลภชั่ววูบ โดยเฉพาะคนในวงการแบงก์ถ้าโลภเมื่อไหร่โอกาสทำผิดมีสูง เงินทุกคนอยากได้ ไม่มีใครไม่อยากได้หรอก แต่ถามว่าการได้มาซึ่งเงินมันมีศักดิ์ศรีหรือเปล่า ของๆ ใคร ใครก็หวง ถ้าไปบิดเบือนเอาเงินของเขามา ย่อมโดนด่าสาปแช่งเป็นธรรมดา และชีวิตก็จะไม่มีความสุข แต่ถ้าได้มาด้วยเกียรติยศศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจ นั่นน่าจะเพียงพอ คนเรากินได้แค่อิ่ม คุณใส่นาฬิกาเรือนละสิบล้านก็รู้เวลาเท่ากับผมรู้ ไม่มีประโยชน์ที่จะไปหลงฟุ้งเฟ้อ”

สิ่งที่มองเห็นด้วยตาบางครั้งไม่สามารถบ่งบอกแก่นแท้ได้ เช่นเดียวกับภายนอกของเอ็มดีเอสเอ็มอี แบงก์ ซึ่งประกาศตัว เปลืองนอกจะเป็นอย่างไร ช่างมัน สิ่งสำคัญวัดกันที่ใจ

“คนเราอย่าวัดกันที่เปลือกนอก ให้วัดกันที่ภายในจิตใจน่าจะมีคุณค่ามากกว่า ผมแต่งตัวไม่เรียบร้อย พูดไม่เพราะ ใช้รถรุ่นเก่าๆ แต่หากรู้จักผมลึกๆ แล้วจะให้อภัยผมในส่วนไม่ดี และยอมรับในความเป็นคนจริงใจใสสะอาด ความแข็งแกร่งเกิดขึ้นจากภายใน ไม่ได้เกิดขึ้นจากภายนอก”

โลกส่วนตัวของ “กบ”

อีกด้านที่น้อยคนจะรู้ ชีวิตส่วนตัวของโชติศักดิ์ หรือ “กบ” ชื่อเล่นซึ่งคนใกล้ชิดเรียกคุ้นปาก ครั้งหนึ่งเขาเคยสละเก้าอี้ในตำแหน่งระดับบริหารของธนาคารนครหลวงไทย เพื่อไปขายก๋วยเตี๋ยวที่อเมริกา เพราะอยากใกล้ชิดลูกๆ ซึ่งไปเรียนต่อที่นั่น “ผมไม่มีความรู้สึกว่าต่ำต้อยอะไรเลย ผมอยากมีเวลาอบรม และดูเขาเติบโต“ เจ้าของชื่อเล่นกบ เปรยขึ้น เมื่อเล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น

หลังจากกลับจากต่างประเทศ หวนคืนงานสายการเงินอีกครั้งเช่นในปัจจุบัน โชติศักดิ์ได้วางเป้าหมายในอนาคตเมื่อหมดวาระสำหรับตัวเองไว้อย่างน่าสนใจ

“ผมเป็นคนไม่เหมือนคนอื่น” (หัวเราะเสียงดัง) “ผมมีฝันจะไปเรียนต่อ ยังไม่แน่ว่าเรียนอะไร แต่ใจตอนนี้คิดว่า อยากเรียนศาสนาเปรียบเทียบ เพราะแต่ละศาสนามีปรัญชาเบื้องหลัง ซึ่งต้องมีความดีสุดยอด ไม่เช่นนั้น แต่ละศาสนาจะไม่มีคนนับถือยาวนานและมากขนาดนี้ เพราะฉะนั้น ผมจะเข้าไปแสวงหาสัจธรรมในแต่ละศาสนา แล้วนำมาเปรียบเทียบ และสุดท้าย ผมเชื่อว่า หลักแต่ละศาสนาเป็นหลักการเดียวกัน คือ หลักแห่งความดี”

เขาเล่าต่อว่า จะเรียนเพื่อตอบสนองความสุขทางใจล้วนๆ ไม่ได้คิดนำไปหาประโยชน์ “เวลาผมอ่านหนังสือประเภทปรัชญาผมมีความสุข ในขณะที่ ผมเคยนักฟุตบอล แต่ให้ดูฟุตบอลถ่ายทอดสด ผมไม่มีความสุข รู้สึกว่ามันไม่ได้ประเทืองปัญญา เสียเวลาเปล่าๆ ผมจะเตือนตัวเองตลอดเวลาว่า โลกของ “กบ” ไม่ได้อยู่ในกะลา ผมจะเป็นคนที่อยู่ในกะลาไม่ได้ ต้องมองออกไปสู่โลกกว้าง” เขาเล่าอยากออกรส พร้อมออกลีลาประกอบ

จากคำพูดของโชติศักดิ์ที่ผ่านมา น่าจะทำให้รู้จักตัวตนแท้จริงของหัวเรือเอสเอ็มอีแบงก์ดียิ่งขึ้น …

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *