โจรเสื้อสูท

โจรเสื้อสูท

นอกจากภารกิจป้องกันและ ปราบปรามโจรเสื้อสูทแล้ว ในปีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษยังได้ศึกษารูปแบบและวิธีการกระทำความผิดของคดีเศรษฐกิจสำคัญ 5 คดีพิเศษซึ่งเป็นรูปแบบกลโกงที่ประชาชนต้องระมัดระวัง
1.คดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ปัจจุบันพบว่ามีการดำเนินการในลักษณะเป็น “ขบวนการ” หรือ “องค์กรอาชญากรรม” ซึ่งผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้โดยเฉพาะโรงงานผลิตซีดีละเมิดลิขสิทธิ์มีทั้งคนไทยและต่างชาติร่วมดำเนินการ ส่วนผู้ค้าปลีกและค้าส่งมักมีอิทธิพล ให้ความคุ้มครอง ในปี 2549 องค์การ สหประชาชาติเคยเปิดเผยข้อมูลว่า องค์กรอาชญากรรมมีรายได้ถึง 2 ล้านดอลลาร์ จากการฟอกเงิน การทำสินค้าปลอม และการละเมิดลิขสิทธิ์
ในประเทศไทยรูปแบบและแนวโน้มการกระทำความผิดเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ นับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ปัจจุบันพบว่ามีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำซ้ำแทนการใช้เครื่องจักรซึ่งกระทำได้ง่ายและต้นทุนต่ำ, มีการดาวน์โหลดภาพยนตร์ทางอินเทอเร์เน็ตแทนการผลิตจากโรงงาน, มีการแยกเก็บสินค้าไว้ในที่ต่างๆ หลายแห่ง ยากแก่การสืบสวนจับกุม, ใช้เด็กหรือคนต่างด้าวเป็นผู้ขาย, ใช้วิธีการหลายช่องทาง เช่น ขายตรง ซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต ส่งทางไปรษณีย์ เป็นต้น
ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทยยังมีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การค้าระหว่างประเทศ ทำให้ถูกกีดกันและถูกตอบโต้ทางการค้า และรัฐขาดรายได้จากการเก็บภาษีสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นผลมาจากผู้กระทำผิดเมื่อ ถูกลงโทษแล้วไม่เข็ดหลาบ เป็นผลมาจากบทลงโทษตามกฎหมายยังไม่รุนแรงเพียงพอ และการดำเนินคดีกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ ซีดีส่วนใหญ่ยังไม่มีการขยายผลไปยังตัวการใหญ่หรือนายทุนเท่าที่ควร
2.การออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิจะออก ตามประมวลรัษฎากรแยกประเภทการจัดเก็บภาษีอากรไว้ 5 ประเภท คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และ อากรแสตมป์ ปัจจุบันกรมสรรพากรในฐานะผู้มีหน้าที่จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ประสบปัญหาในทางปฏิบัติและได้เกิดอาชญากรรมทางเศรษฐกิจโดยการหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยวิธีการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิจะออก หรือออกใบกำกับภาษีปลอม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายอื่น นำไปใช้ในการเครดิตภาษี หรือขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ในช่วงปี 2549-2550 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับหนังสือจากกรมสรรพากรร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการทุจริตออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิจะออก เป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (3) จำนวน 12 ราย โดยมีการออกใบกำกับภาษีทั้งสิ้น 14,728 ฉบับ ประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งภาษีบุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นจำนวนเงินกว่า 731,128,117 บาท พฤติการณ์ที่ถือว่าเป็นความผิดฐานออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิจะออก คือการออกใบกำกับภาษีแต่ไม่มีการขายสินค้าหรือบริการจริง
รูปแบบและวิธีการกระทำผิด พบว่า มีการวางแผน โดยเริ่มต้นจากการจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลต่อกระทรวงพาณิชย์ โดยมีทั้งการจัดตั้งนิติบุคคลขึ้นมาใหม่ หรือการขอจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงเป็นผู้มีอำนาจดำเนินการแทนนิติบุคคลเดิมซึ่งมีความประสงค์จะเลิกประกอบการ และทำการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ เช่น วัตถุ ประสงค์ประเภทค้าวัสดุก่อสร้าง และมักใช้ชื่อบุคคลที่รู้จักหรือเครือญาติเข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ
บางกรณีกลุ่มคนเหล่านี้ถูกแอบอ้างและปลอมลายมือชื่อ ต่อจากนั้นก็จะไปขอจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากร เพื่อให้มีสิทธิในการออกใบกำกับภาษีซึ่งนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นเหล่านี้จะไม่มีการประกอบการจริง
วิธีการออกใบกำกับภาษี ก่อนออกใบกำกับภาษีกลุ่มผู้กระทำผิดจะติดต่อกับผู้ประกอบการค้าต่างๆ ที่เป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มทั่วไปซึ่งต้องการนำใบกำกับภาษีซื้อไปใช้ในการเครดิตภาษี โดยติดต่อผ่านบุคคลที่เป็นนายหน้าหรือตัวแทนกระจายเป็นสายในแต่ละภาคกระจายอยู่ ทั่วประเทศ แล้วจึงออกใบกำกับภาษีส่งให้ตามที่ต้องการ ร้านค้าที่ต้องการใบกำกับภาษีอาจมิได้ติดต่อกับผู้กระทำผิดโดยตรง แต่สำนักงานบัญชีหรือผู้จัดทำบัญชีของ ผู้ประกอบการอาจเป็นผู้ติดต่อแทน
คดีนี้กรมสรรพากรได้รับความเสียหายมากที่สุดคดีหนึ่ง โดยมีรูปแบบการกระทำ ที่เป็นเครือข่าย มีการดำเนินงานซับซ้อน ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบการจัดเก็บภาษี ในวงกว้าง ผลการดำเนินคดีศาลอาญา พิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลย ไม่อุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว
3.กรณีการปั่นหุ้นโดยวิธีการบอกกล่าวหรือแพร่ข่าว การซื้อขายหุ้นในตลาด หลักทรัพย์ฯมีหลักพื้นฐานว่า ผู้ลงทุนทุกคนจะต้องได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ เท่าเทียมและเสมอภาคกัน ดังนั้นข้อมูลจึงมีผลต่อราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเกิดขบวนการบอกกล่าวหรือแพร่ข่าวขึ้น
ลักษณะของข่าวที่มีการเผยแพร่ออกไปแล้วทำให้มีผลกระทบต่อราคาหุ้น แบ่งเป็นข่าวดีและข่าวร้าย กล่าวคือ ข่าวดี ผู้ปั่นหุ้นมีจุดประสงค์ให้ราคาหุ้นขยับตัวสูงขึ้นเพื่อระบายหุ้นของตัวเองออก ผู้ที่รู้ข่าวดีก่อนจะซื้อหุ้นเพื่อขายทำกำไร เช่น ข่าวการเพิ่มทุน ข่าวการจ่ายเงินปันผล ข่าวการขยายกิจการ ส่วนข่าวร้ายจะมีผลเสียต่อหลักทรัพย์ แต่เกิดประโยชน์แก่ผู้ได้ข่าวก่อนผู้อื่นโดยการเทขายหุ้นก่อนผู้อื่น เป็นการฉกฉวยโอกาสลดความเสี่ยงของตนเอง หรือปล่อยข่าวร้ายเพื่อให้ราคาหุ้นตกเพื่อตนเองจะเข้าไปช้อนซื้อหุ้น ในราคาต่ำ เช่น ข่าวความแตกแยกของฝ่ายบริหาร ข่าวการทุจริต ผลประกอบการขาดทุน ข่าวความไม่มั่นคงทางการเมือง ข่าวปฏิวัติรัฐประหาร หรือข่าวสงคราม เป็นต้น
ผู้มีส่วนกับการแพร่ข่าว ได้แก่ บริษัท จดทะเบียน บริษัทหลักทรัพย์ สื่อสารมวลชน ผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุนที่เข้ามา ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้สอบบัญชี ที่ปรึกษากฎหมาย ที่ปรึกษาทางด้าน การเงิน ที่ปรึกษาด้านการปรับปรุงองค์กร
แนวโน้มมีวิธีการสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น มีการใช้ตัวแทนในการเปิดบัญชีซื้อขาย หลักทรัพย์ต่างๆ หลายบัญชีเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบปริมาณการซื้อขายที่มีนัยสำคัญ และปิดบังความเชื่อมโยงของตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้มีพยานหลักฐานไปถึงตัวการ รวมทั้งมีการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ยากแก่การตรวจสอบ บางครั้งมีการโอนเงินสดยอดละไม่เกิน 2 ล้านบาท จึงไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินเชื่อมโยงกันได้
ที่สำคัญมีแนวโน้มที่จะกระทำความผิดเป็นกลุ่มขบวนการ หรือเรียกกันในวงการว่า “ขาใหญ่” โดยการรวมกลุ่มกันระหว่างหลายคนหลายกลุ่มเพื่อกำหนดราคา (pool operation) เช่น นัดแนะให้ทำการซื้อขายพร้อมกันเพื่อดันราคาหุ้นให้ขยับ ขึ้นลง หรือซื้อขายในลักษณะที่ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์อย่างแท้จริง
และมีความเชื่อมโยงกับการกระทำทุจริตในตลาดเงิน หรือนำเงินจากการทุจริต หรือยักยอกทรัพย์ในบริษัทจดทะเบียนเพื่อมาปั่นหุ้น หรือนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดมาฟอกในตลาดทุน ในบางกรณีมีการนำเงินไปสนับสนุนอาชญากรรมอื่น หรือสนับสนุนทางการเมืองเพื่อสร้างอิทธิพลเชื่อมโยงเข้าไปสู่กลุ่มนักธุรกิจการเมืองด้วย
ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินคดีด้านกฎหมาย พบว่า พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มีผลบังคับใช้ มีการกำหนดความผิดเกี่ยวกับการปั่นหุ้นโดยวิธีการบอกกล่าวหรือแพร่ข่าว 3 มาตรา ได้แก่ มาตรา 238 ซึ่งมีเพียงคดีบริษัทรอยเน็ตเพียงคดีเดียวซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น
ส่วนความผิดตามมาตรา 239 มีเพียงคดีบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) คดีเดียว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ส่วนความผิดตามมาตรา 240 ห้ามมิให้ผู้ใดบอกกล่าวหรือแพร่ข่าว ข้อความที่เป็นเท็จที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่า ราคาหลักทรัพย์จะสูงขึ้นหรือลดลง ปรากฏว่ายังไม่เคยมีคดีเข้าสู่กระบวนการสอบสวนเนื่องจากกฎหมายบัญญัติไว้กว้างเกินไป
4.แชร์ลูกโซ่ ในช่วงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 จนถึงปัจจุบันพบว่า มีคดีแชร์ลูกโซ่ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากแพร่กระจายไปทั่วประเทศ และยังมีแนวโน้มการกระทำความผิดเพิ่มสูงขึ้น รูปแบบของแชร์ลูกโซ่ที่พบในช่วง 1 ปีนี้มีหลายรูปแบบ เช่น การโฆษณาชักชวนเพื่อการขอกู้ยืมเงิน การระดมทุน การลงทุน การซื้อขายเงินตรา น้ำมัน การซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไร การหาสมาชิกมาร่วมลงทุนโดยเสนอจ่าย ผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ตามกฎหมาย
รูปแบบแชร์ลูกโซ่ ได้แก่ แชร์ข้าวสาร แชร์ก๋วยเตี๋ยว แชร์ยางพารา แชร์รับสมัครงาน แชร์เงินกองทุนต่างชาติ แชร์ธุรกิจจัดสรรวันพักผ่อน แชร์จานดาวเทียม แชร์ทองคำรูปพรรณ แชร์น้ำมัน แชร์ลูกโซ่ที่มีลักษณะเป็น E-money games ทำธุรกรรมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ปีที่ผ่านมาดีเอสไอจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีแล้ว 50 คน มีประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงไม่น้อยกว่า 1 แสนคน มูลค่าความเสียหายประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท สำหรับกรณีฉ้อโกงเงินในการขายสินค้าและบริการผ่านทางเว็บไซต์ โดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์นั้นก็เริ่มมีคดีพิเศษเกิดขึ้นเช่นกัน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *