โค้ชเยาวชนรุ่นใหม่

โค้ชเยาวชนรุ่นใหม่
Post Today – เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2550 ผมได้มีโอกาสไปโค้ชเยาวชนจำนวน 140 คน เป็นภาษาอังกฤษ พวกเขามาจากอัสสัมชัญ ม.กรุงเทพ จุฬาลงกรณ์ฯ เกษตรศาสตร์ และธรรมศาสตร์ เป็นนักศึกษาตั้งแต่ปี 1-4 ซึ่งเข้าร่วมโครงการฝึกงานเยาวชนของ AIESEC ซึ่งเป็นองค์กรเยาวชนที่ไม่แสวงหากำไรที่ใหญ่ที่สุดในโลก (www.aiesec.org) …

ผมเริ่มโดยการแนะนำกับพวกเขาว่าวันนี้สองชั่วโมงจะไม่ใช่การบรรยาย เพราะเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงไปแล้วจะจำได้เพียงร้อยละห้าเท่านั้น แต่ว่าหากเรียนแล้วนำไปใช้หรือสอนคนอื่นจะจำได้ถึงร้อยละเก้าสิบ จึงขอให้เขาจับคู่เป็น Learning Buddy โดยที่ผมจะตั้งคำถามทุกห้านาที แทนที่จะตอบมาที่ผมก็ให้ตอบกับ Buddy ของตัวเอง วิธีนี้ก็จะไม่น่าเบื่อและเรียนรู้ได้ดี

วัตถุประสงค์ก็คือ การจุดประกายให้เขาคิดและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่โลกของงานในอนาคตอันใกล้ ซึ่งได้ออกแบบการเรียนรู้โดยเริ่มจากเล่าให้เขาฟังว่าองค์กรส่วนใหญ่พบปัญหาอะไรกับพนักงานที่จบมาใหม่ แล้วบอกสิ่งที่น่าจะเป็นสาเหตุ หลังจากนั้นจะบอกพวกเขาถึงความจำเป็นว่าทำไมพวกเขาต้องเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายพวกเขาจะได้ระดมความคิดวางแผนด้วยตัวเอง

ผมเริ่มด้วยการบอกให้เขาตระหนักว่าพนักงานที่เพิ่งจบใหม่ มักจะได้รับการบ่นจากฝ่ายบริหารในองค์กรต่างๆ ดังนี้

มักจะรอให้สั่ง
รอให้สอน
ใจร้อน อยากได้รับการโปรโมตไวๆ
ไม่สู้งาน ลาออกเมื่อเจองานยาก
ขาดวินัย
แก้ปัญหาแบบง่ายๆ ขอให้ผ่านไปที แทนที่จะทำแบบสุดๆ
สาเหตุน่าจะมาจากพ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่สอนให้เด็กคิด โรงเรียนไม่สอนให้เด็กมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ วัฒนธรรมรักสบาย เน้นอาวุโสมากเกินไป และเด็กสมัยนี้ชินกับ Google คืออยากได้อะไรไวๆ เหมือน Search จาก Google

แล้วผมก็ฉายคลิปจากหนัง Final Score 365 วัน ซึ่งเป็นภาพยนตร์ไทยที่ตามเด็กมัธยมหกที่กำลังเตรียมสอบเอนทรานซ์สองฉาก

ฉากแรกแม่กำลังทานข้าวกับลูกชายคนหนึ่ง เด็กก็อยากชวนแม่คุยเล่นด้วยจึงถามแม่ไปว่า “ลูกดูอ้วนขึ้นไหม” แม่พยักหน้า ลูกบอกว่า “เลิกยาแล้วเลยอ้วนขึ้น” คราวนี้แม่ฉุน บอกว่า “พูดเล่นไม่เข้าเรื่อง” เลยพานบ่นต่อว่า “นั่งตัวตรงๆ ซีลูกเวลาทานข้าว…โบราณบอกว่า เวลาทานข้าว…”

“โบราณนะใครแม่” คราวนี้ลูกกระเซ้ากลับ

“ไม่รู้ นายทองดีมั้ง เวลาทานข้าวอย่าก้มหน้ามากนัก รู้ไหมตัวอะไรที่กินข้าวแล้วเอาหน้าเข้าไปในชาม โตแล้วน่าจะรู้จักเวลาไหนควรพูดเล่นพูดจริง”

“พูดเล่นตลอดแหละ”

“ที่ทำงานแม่มีคนเป็นแบบนี้ พูดโดยไม่ใช้สมอง”

“โอโห ทำไมว่าเจ็บจัง”

ส่วนอีกฉากเป็นฉากในโรงเรียน ครูกำลังสอนภาษาไทย ปรากฏว่านักเรียนง่วงกันทั้งชั้น มีเด็กคนหนึ่งหลับเลย ครูจึงเรียกออกมาทำโทษหน้าชั้น แล้วบ่นในทำนองว่าเด็กไม่ตั้งใจจึงควรถูกทำโทษ ทั้งๆ ที่ครูขาดทักษะการสอนที่ดี

หลังจากนั้นผมก็เล่าให้เขาฟังประสบการณ์ที่ผมไปเวียดนามมาสามครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ และแนวโน้มที่เวียดนามจะแซงหน้าเราไปหากเรายังรักสบายอยู่

สุดท้ายก็แบ่งกลุ่มออกเป็นแปดทีม ไประดมความคิดว่า หลังจากฟังปัญหา รู้สาเหตุแล้ว พวกเขาแต่ละคนจะต้องทำอย่างไรเพื่อปรับตัวเองให้เก่งและแกร่งขึ้น เพื่อจะได้เข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ และพร้อมจะแข่งขันได้ในตลาดแรงงานโลกกับ จีน อินเดีย และเวียดนาม

เมื่อให้คำสั่งเสร็จผมเดินสังเกตดูแต่ละกลุ่ม ในสิบนาทีแรก หลายๆ คนยังไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดเห็นในแต่ละกลุ่ม

ผมจึงกลับมาที่เวทีแล้วบอกว่า “เท่าที่เราเรียนรู้มา ที่บ้าน ที่โรงเรียน และในสังคม เราอาจจะไม่ค่อยได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ความคิดริเริ่มใหม่ๆ การคิดนอกกรอบ ตลอดจนการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

สำหรับกิจกรรมนี้ ไม่ต้องการคำตอบที่ถูก ต้องการให้เราฝึกคิด ฝึกวิเคราะห์ ฝึกแสดงความคิดเห็นแตกต่าง และแสดงภาวะผู้นำโน้มน้าวคนอื่นๆ อย่ากลัวว่าจะพูดอะไรผิดๆ ออกมา ขอให้มั่วสุดขีด”

คราวนี้ไอเดียก็พลั่งพรูกันออกมา เมื่อเดินดูรอบๆ ก็พบว่ามีไอเดียดีๆ เกินความคาดหมาย

เด็กไทยเราฉลาด คิดได้เร็ว และมีความคิดริเริ่มดีๆ ไม่น้อยทีเดียว ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องเรียนรู้วิธีที่จะกระตุ้น และเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความคิดต่างหาก

“เชื่อมช่องว่าง” กับ เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒนะศัย Executive Coach ภายใต้แบรนด์ The Coach คุณสามารถติดต่อเขาได้ที่ coachkriengsak@yahoo.com หรืออ่านงานเขียนที่เคยตีพิมพ์ในโพสต์ทูเดย์ ที่ www.thaicoach.com

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *