แมรี่ เคย์ แอช ตอน 1

แมรี่ เคย์ แอช ตอน 1 การเริ่มต้น

แมรี่ เคย์ถือกำเนิดในปี 1918 จากบิดามารดาผู้ทำธุรกิจด้านโรงแรมและภัตตาคารในฮอทเวส์ รัฐเทกซัส ชื่อเดิมของเธอคือ แมรี่ แคทลีน แวกเนอร์ผู้ซึ่งตระหนักตั้งแต่อายุยังน้อยมากว่าผู้หญิงสามารถมีบทบาทสำคัญในตลาดแรงงานได้ ในยุค 1920 ครั้งที่บิดาของเธอกลายเป็นอัมพาต ภายหลังต้องทนทุกข์ทรมานกับวัณโรค มารดาของเธอชื่อ ลูลู ทำงานตำแหน่งผู้จัดการภัตตาคารแห่งหนึ่งในฮูสตัน ห่างจากบ้านพักราว 25 ไมล์ ทำให้แมรี่ เคย์ ต้องรับภาระเลี้ยงดูบิดาที่ป่วยและทำงานบ้าน แม้บทบาทเหล่านี้เป็นภาระหนักอึ้งแก่เด็กหญิง แต่มันก็ทำให้เธอมีระดับของการพึ่งตนเองสูงกว่าคนทั่วไป
ถึงแม้เธอจะเรียนเก่งได้ A ตลอด สามารถจบไฮสกูลได้โดยใช้เวลาแค่ 3 ปี แต่แมรี่เคย์ไม่มีเงินพอจะเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยทันที ความใฝ่ฝันอยากจะเรียนสูงๆ กลับต้องยืดระยะเวลาออกไป พออายุได้ 17 ปี เธอก็แต่งงานกับเบน โรเจอรส์ บุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการวิทยุและดนตรีท้องถิ่น ภายใน 7 ปี หนุ่มสาวทั้งสอง มีบุตรด้วยกัน 3 คน แมรี่ เคย์ โรเจอร์ เดินตามรอยเท้ามารดาไม่ผิดเพี้ยน เมื่อต้องหาเลี้ยงดูครอบครัวที่ลูกยังเล็ก แต่ในฐานะที่ตัวเองเรียนจบแค่ระดับไฮสกูลในยุคเศรษฐกิจตกต่ำของเท็กซัส ทำให้ทางเลือกในการทำงานค่อนข้างจำกัดมาก
กลางทศวรรษที่ 1930 มีผู้หญิงคนหนึ่งมาปรากฏตัวบนเฉลียงหน้าประตูบ้านสองสามีภรรยาโรเจอร์เพื่อเร่ขายหนังสือสำหรับเด็กๆ พนักงานขายหญิงรายนั้นเสนอให้หนังสือชุดหนึ่งฟรีแก่แมรี่ เคย์ ถ้าเธอสามารถขายได้ 10 ชุด แมรี่ เคย์ เริ่มติดต่อเพื่อนฝูงจากโบส์ถ แบ๊บติสท์ แทเบอร์เนเคิล แล้วขายได้ 10 ชุดใช้เวลาไม่ถึง 2 วัน 9 เดือนต่อมา แมรี่ เคย์ก็สามารถจำหน่ายหนังสือได้คิดเป็นมูลค่า 25,000 ดอลลาร์ เมื่อค้นพบความสามารถด้านการขายในตัวเอง เธอจึงสมัครเข้าเป็นพนักงานขายกับ สแตนลีย์ โฮมโปรดักส์ บริษัทจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้จ่ายในบ้านแบบไดเร็คเซลส์ และในระหว่างแมรี่ เคย์สนุกสนานเพลิดเพลินกับ “การแสดง” บนเวทีในบ้านเพื่อนฝูง และรับรายได้ค่าคอมมิชชั่นด้วยความปลาบปลื้มยินดี การขายตรงก็มีความเย้ายวนต่อแรงกระตุ้นที่ติดตัวมาแต่กำเนิดแบบเดียวกับที่ทำให้เธอสามารถเรียนจบไฮสกูลได้เร็วกว่าปกติ 1 ปี
ในปี 1937 แมรี่ เคย์ได้ไปร่วมงานประชุมของบริษัทสแตนลีย์ในดัลลัส ที่นั่น เธอมอง เอฟ สแตนลีย์ เบเวอริดจ์ ประธานบริษัทสวมมงกุฎให้แก่ราชินีนักขาย แล้วมอบกระเป๋าถือทำจากหนังจระเข้ให้เป็นรางวัล 1 ใบ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีฉลองแล้ว แมรี่ เคย์ ก็เดินตรงดิ่งชนิดไม่เหลียวหน้าเหลียวหลังไปแนะนำตนเองกับเบเวอรริดจ์ แล้วประกาศว่าปีหน้าเธอจะเป็นราชินีนักขาย แล้วเธอก็ทำได้จริงๆ
อีก 17 ปีต่อมา แมรี่ เคย์ ก็เลี้ยงดูลูกๆ ทั้ง 3 ด้วยตัวเธอเพียงลำพังหลังจากหย่ากับสามี ระหว่างทำงานคัดเลือกและอำนวยการพนักงานขายนับสิบไปด้วย ครั้งแรกก็ทำให้กับสแตนลีย์ โฮมโปรดักส์ ต่อมาก็ทำให้ เวิลด์ กิฟท์ คัมปะนี ซึ่งเริ่มกิจการในปี 1956 ในขณะที่เด็กๆโตขึ้น ลูกๆต่างเข้ามาช่วยงาน ริชาร์ดมักจะใช้วันเสาร์ช่วยบรรจุหีบห่อตามออเดอร์ ในที่สุดลูกๆของแมรี่ เคย์ ก็แยกกันไปทำงานตามความชอบของแต่ละคน เบนลูกชายคนโตแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่อูสตันที่ซึ่งเขาทำงานให้กับบริษัททำธุรกิจด้านเชื่อมโลหะ ส่วนแมริลีน แต่งงานกับจอร์จ ฮัลเลนเบค นักธุรกิจชาวดัลลัส ในที่สุด แมรี่ เคย์ก็ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นระดับผู้อำนวยการงานฝึกอบรมทั่วประเทศประจำบริษัทเวิลด์ กิฟท์ คัมปะนี ทว่าช่วงกลางปี 1963 เธอเดินทางกลับจากการติดต่อธุรกิจครั้งหนึ่งเพื่อจะพบว่าผู้ช่วยชายของเธอได้รับเลื่อนไปดำรงตำแหน่งสูงกว่าเธอ
การสบประมาทครั้งนี้เลวร้ายที่สุดเท่าที่เธอเคยพบมาตลอดเวลาที่ทำงานบริษัทนี้ ทำให้เธอลาออกจากงานทันที ผู้หญิงในวัย 45 ปี ไม่มีงานทำ ไม่มีลูกๆจะเลี้ยงดู แมรี่ เคย์ จึงเท่ากับสูญเสีย 2 บทบาทที่เคยวางกรอบชีวิตของเธอเกือบ 27 ปี เต็ม เธอตกอยู่ในสภาพท้อแท้ หดหู่อย่างลึกซึ้ง เพื่อต่อสู้กับสภาพเลวร้ายทางจิตใจ แมรี่ เคย์ จึงเริ่มจดรายการสิ่งต่างๆที่เธอทำได้ดีและอุปสรรคขวากหนามที่เธอจะต้องฝ่าฟัน ในขณะทำแบบนั้นเธอก็พบไอเดียเขียนหนังสือเกี่ยวกับการบริหาร ซึ่งถ้าหากเธอเขียนหนังสือเธอก็สามารถกลั่นกรองประสบการณ์เกี่ยวกับหลักปรัชญาด้านขายตรงตลอด 25 ปี ออกมาเป็นหนังสือได้ และในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของเค้าโครงเนื้อหา เธอได้ร่างรายการปัจจัยต่างๆที่จะให้นิยามความหมายและเค้าโครง “บริษัทในฝัน” และแล้วความคิดที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นก็ผุดขึ้นมาในสมอง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *