แนวคิดผู้นำ ‘อัมพวา’ ต่อยอดเศรษฐกิจพอเพียงสู่ร่ำรวย

แนวคิดผู้นำ ‘อัมพวา’ ต่อยอดเศรษฐกิจพอเพียงสู่ร่ำรวย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 มีนาคม 2549 09:57 น.

๐ อีกหนึ่งตัวอย่าง‘เศรษฐกิจพอเพียง’ หลักคิดและทิศทางที่จะนำไปสู่ความร่ำรวย

๐ เจาะลึกวิธีคิด มุมมอง การบริหารแบบผสมผสานราชการและธุรกิจ มุ่งสร้างอนาคตเมืองควบคู่ความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการ

๐ นายกฯ เมืองอัมพวา เดินหน้าพิสูจน์ฝีมือ จุดพลุจุดเด่นที่แตกต่าง ไต่บันไดฝันสร้างชื่อ‘เวนิสตะวันออก’

๐ สิ่งที่ทำไปแล้วสำเร็จได้อย่างไรและแค่ไหน ? สิ่งที่จะทำต่อไปจะเกิดขึ้นได้หรือไม่อย่างไร ?

๐ แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่หากเป็นจริงตามฝัน ผลพวงที่เกิดไม่ใช่แค่ระดับท้องถิ่นแต่จะส่งผลถึงระดับประเทศ

การบริหารท้องถิ่นกับพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตอย่างยั่งยืน มีความสำคัญเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรากฐานมั่นคงที่จะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการก้าวไปในโลกปัจจุบันและอนาคต แน่นอนว่า “ผู้นำ” จะต้องมีวิสัยทัศน์ที่คมชัดและยาวไกล

“อัมพวา” เมืองเล็กๆ ในจังหวัดสมุทรสงคราม กำลังก้าวไปอย่างมีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน ด้วยการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้และการจะเป็นเมืองอนุรักษ์แนวใหม่ โดย “ร้อยโท พัชโรดม อุนสุวรรณ” นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลอัมพวา ผู้นำท้องถิ่น

สิ่งหนึ่งที่เกื้อหนุนกัน คือ “อัมพวา” เป็นส่วนหนึ่งในโครงการนำร่องการอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมแม่น้ำ คูคลอง ปีพ.ศ.2544-2549 ตามมติคณะรัฐมนตรี(18 กันยายน 2544) ใน 3 พื้นที่ คือ จังหวัดกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรสงคราม อีกทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเดนมาร์ก ทั้งในรูปของเงินช่วยเหลือและการดำเนินการในฐานะที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก

นอกจากนี้ มูลนิธิชัยพัฒนายังทำโครงการบ้านสวนอัมพวา เพื่ออนุรักษ์บ้านเรือนไทยซึ่งมีพื้นที่ 22 ไร่ ดำเนินการปรับปรุงห้องแถว 6 หลัง จบโครงการไปแล้ว แต่หลายหน่วยงานเห็นความสำคัญ โดยหลักๆ ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสงคราม เทศบาลตำบลอัมพวา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

จึงร่วมมือกันสานต่อเกิดเป็นโครงการรักษ์อัมพวา:การฟื้นฟู สืบสาน ชีวิตพอเพียงแบบอัมพวา ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2549-2551 ขยายผลอนุรักษ์ชุมชนริมคลองอัมพวาที่มีอยู่กว่า 200 หลังคาเรือน การดำเนินการดังกล่าว ช่วยปรับภาพลักษณ์ใหม่ฟื้นฟูบ้านเรือนเป็นรูปธรรม เป็นเรื่องใกล้ตัวของคนท้องถิ่นทำให้ตื่นตัวและคนทั่วไปสนใจ ส่งเสริมเรื่องอื่นๆ ตามมา

อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจเชิงลึก อยู่ที่วิธีคิดด้วยมุมมองและแนวทางใหม่ มาใช้บริหารและส่งเสริมผู้ประกอบการ อย่างสอดคล้องกันไป

ร้อยโท พัชโรดม ในฐานะซีอีโอตัวจริง กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของตนเองอย่างแจ่มชัด และแสดงแนวความคิดที่ทันยุคทันสมัย เป็นกลไกสำคัญ เป็นหลักในการนำพาและขับเคลื่อนชุมชนรากฐานของการพัฒนาไปสู่เป้าหมาย ด้วยวิธีการบริหารให้เกิดกิจกรรมที่สร้างรายได้ รวมทั้งการผลักดันอย่างมีกลยุทธ์ ให้ผู้ประกอบการทุกระดับเติบโต โดยมีบทพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วในระดับหนึ่ง

ในฐานะผู้นำที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้ท้องถิ่น เขานำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างไร และจะนำไปสู่ความร่ำรวยได้หรือไม่อย่างไร “ผู้จัดการรายสัปดาห์” มีโอกาสสัมภาษณ์มานำเสนอ

ฉายภาพวิธีบริหารเพาะพันธุ์ซัปพลายเก็บเกี่ยวดีมานด์

นายกฯ อัมพวา อธิบายวิธีคิดในการพัฒนาท้องถิ่น การสร้างเมืองและชุมชนอัมพวาสู่ความยั่งยืนว่า มาจากเมื่อรับตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลอัมพวาในปีพ.ศ.2547 จึงพัฒนาเมืองโดยการวิธีคิดแบบการบริหารธุรกิจเข้ามาผสมผสาน ด้วยการสร้างซัปพลายเพื่อดึงดูดดีมานด์ขึ้นมาใหม่

เขาจึงคิดหาจุดขายฟื้นชีวิตตลาดน้ำอัมพวาขึ้นมามองเหมือนการสร้างโปรดักต์แต่ทำเป็นตลาดน้ำยามเย็น มีจุดเด่นที่อาหารพื้นเมือง ประกอบกับ เรือพาชมหิ่งห้อย ที่พักแบบโฮมสเตย์และรีสอร์ต เพื่อสร้างตลาดใหม่มุ่งกลุ่มเป้าหมายหลักนักท่องเที่ยว

เพราะเห็นว่าตลาดน้ำกลางวันหรือเช้ามีจุดอ่อน มีกลุ่มคนที่ตื่นสายและอากาศร้อนเป็นอุปสรรค อีกทั้งต้องการสร้างความแตกต่างจากตลาดน้ำอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดน้ำดำเนินสะดวกซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนักและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ยังเปลี่ยนจุดอ่อนคือระยะทางใกล้กรุงเทพฯ เป็นจุดแข็ง เพราะเมื่อสร้างจุดขายหรือโปรดักต์ที่ดีขึ้นมาแล้วจะกลายเป็นสินค้าใหม่ที่น่าสนใจได้

“สิ่งที่ต้องทำคือจัดการดีมานด์กับซัปพลายให้มาพบกัน แล้วทำให้เติบโตด้วยการทำให้ดีมานต์มากกว่าซัปพลายนิดหน่อยไปเรื่อยๆ เป็นกลยุทธ์ให้ซัปพลายโตตามดีมานด์ เพราะเมื่อชาวบ้านมาขายของแล้วขายดีเขาก็อยากจะมาขายอีกและบอกต่อๆ กันไป นี่คือวิธีคิด”

ร้อยโท พัชโรดม บอกว่า การสร้างตลาดน้ำยามเย็นจนเป็นที่รู้จัก ใช้งบประมาณไม่ถึง 2 แสนบาท เริ่มด้วยการจัดกิจกรรม เงินส่วนหนึ่งใช้เป็นเงินรางวัลและสร้างสีสันกระตุ้นนักท่องเที่ยว เปิดศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ใช้กลยุทธ์จ่ายต้นทุนซื้อสินค้ามาลงเรือ 10 ลำๆ ละ 300 บาท 12 คืน รวม 36,000 บาทต่อคืน เรือกลุ่มนี้เป็นเรือนำร่องเป็นตัวอย่าง จากนั้นเริ่มมีเรือมาค้าขายจริงๆ มากขึ้นและมาจากที่ไกลๆ บวกกับตลาดบนบกจัดเทศกาลอาหารริมเขื่อน ซึ่งจัดมาแล้ว 2 ปี มีร้านค้าและแผงลอยเป็นฐานประมาณ 40 ร้าน แนวทางคือบนบกต้องไม่เด่นกว่าในน้ำซึ่งเป็นจุดขาย บนบกต้องชวนคนไปกินที่ตลาดน้ำ ไม่อย่างนั้นสุดท้ายบนบกก็กร่อย

“นึกภาพว่าตลาดนี้คือเซ็นทรัล ทำยังไงให้คนเข้ามาก่อน เช่น ทำตลาด ทำสื่อโฆษณา แล้วก็วางสินค้า ใส่กิจกรรมลงไป ให้คนมาเที่ยวใช้เวลามากจะได้ใช้จ่ายมาก เงินกระจายไปทุกคนได้ ทุกคนมีหน้าที่เป็นฝ่ายขาย เป็นเจ้าของกิจการ ที่จริงคือโครงสร้างธุรกิจที่เอามารวมกันแต่จัดการโดยชุมชน”

ชูคอนเซ็ปต์-สร้างกลไกใช้ social sanction

สำหรับการสร้างกลไก เขาใช้วิธีการสนับสนุนผู้นำทางความคิด ผ่านชมรมต่างๆ ที่มีอยู่และเกิดขึ้นใหม่ เช่น ชมรมร้านค้าแผงลอย และชมรมเรือนำชมหิ่งห้อย เป็นแกนหมุนร่วมสร้างตลาดน้ำ

สิ่งที่ทำคือ ให้คอนเซ็ปต์ว่าบนบกให้หลากหลายอย่าขายของเหมือนกัน พอเป็นกติกาสังคมเขาก็จะหลบให้กัน ส่วนในน้ำให้มีความเป็นธรรมชาติ และสะอาด แม่ค้าบกจะตั้งที่ล้างจานให้ขึ้นมาล้างข้างบน ทุกคนช่วยกัน และถ้าอยากให้เลียนแบบใครก็หาแบบนั้นมาให้ เพราะพฤติกรรมคนทั่วไปชอบเลียนแบบ แต่ชักจูงให้เลียนแบบเฉพาะวิธีคิด คนที่คิดได้ก่อนรวยก่อน ใครทำดีผลักดันเรื่อยๆ ที่เหลือจะตามเอง ไม่ได้เปลี่ยนความคิดของคนที่ยังไม่เข้าใจ

การให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ใช้วิธีโยนความคิดเข้าไป เอาธงของเขามาก่อน ปลูกฝังกระบวนการคิด คนไทยมีดีเยอะมากแต่เรานำเสนอไม่เป็น ความคิดอาจไม่ตรงกัน ทะเลาะกันบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ได้ขัดแย้งกัน สุดท้ายความคิดตกผลึก และทำให้เห็นว่าการรวมตัวกันจะเกิดประโยชน์หลายด้านตามมา มีการสนับสนุนจากภาคราชการและเอกชน

“เหมือนเหรียญสองด้านต่างคนต่างเห็นไม่เหมือนกัน แต่เมื่อค่อยๆ คุยทุกคนจะเห็นมิติที่เพิ่มขึ้น เมื่อเขาคิดได้ไม่หลุดกรอบ หาจุดขายของแต่ละคน เราก็สนับสนุนให้เขาทำเดินไปด้วยกัน ถ้าสั่ง ความร่วมมือจะหายเพราะชาวบ้านไม่ใช่ลูกจ้าง ในขณะที่พัฒนาเมืองต้องพัฒนาความคิดคนไปด้วย เพราะเป็นกลไกสำคัญ ทำดีก็เป็นเรื่องของแต่ละคนไม่เกี่ยวกับผมไม่ใช่ไปกินหัวคิวเขา ไม่อย่างนั้นเกิดมาเฟีย”นายกฯ เมืองอัมพวา กล่าว

ผลที่เกิดขึ้น 1 ปีกว่าที่ทำไป ดูจากภาพรวม ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 20% เมื่อก่อนไม่มี ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม มีความมั่นใจในการลงทุน กระตือรือร้นซ่อมแซมบ้านเพื่อค้าขาย มีร้านค้ารวมกันเพิ่มเป็นเกือบ 200 ราย จากตอนแรก 40 ราย เรือขายของเพิ่มเป็น 50 กว่าลำ จากแรกๆ 30 ลำ

“แม้ทุกคนอาจจะไม่เห็นภาพเหมือนที่ผมอธิบาย แต่เขารู้ว่าของโบราณขายได้ เขาทำ อย่าง วันที่ 4 กุมภาที่ผ่านมา มีงานเฉลิมพระเกียรติร.2 พระเทพฯ เสด็จมางานออกทีวี วันที่คนมาเป็นหมื่น ปกติวันละแค่ 2-3 พันคน ชุมชนมีเรื่องราวมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ไม่ต้องออกไปข้างนอก อยากรู้จักเราให้มาที่นี่”

เขาเห็นว่า ทุกวันนี้โตเร็วเกินไป เพราะชุมชนตามไม่ทัน การทำให้ซัปพลายยังไม่ทันดีมานด์เพราะไม่ต้องการใช้เงินเป็นตัวตั้ง ที่จะทำให้วิธีคิดผิดทันที ทุกคนจะเห็นแก่เงิน จะพยายามหาเงินจากนักท่องเที่ยวทุกวิถีทาง แต่เมืองนี้จะโตและสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวคุณภาพ จะดูแลด้วยระบบsocial sanction ทำให้พัฒนาและเติบโตได้เข้มแข็ง เพราะยังเป็นโครงสร้างสังคมชนบทถึง 90%

รวมทั้งมีการใช้พื้นที่ อย่างเต็มที่ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรมมีรายได้จากผลผลิตอยู่แล้ว เช่น ลิ้นจี่พันธุ์ค่อมที่ขึ้นชื่อความอร่อยแต่ละต้นให้ผลผลิตประมาณ 5 หมื่นบาท ส่วนราคาที่ดินติดแม่น้ำหลังถนนไร่ละ ประมาณ 4 ล้านบาท กลายเป็นข้อดีทำให้ทุนต่างถิ่นยังเข้ามาน้อย เมื่อเป็นทุนท้องถิ่นย่อมจะดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมมากกว่าด้วย

ปักธงต่อจิ๊กซอว์ฝันสร้างชื่อเวนิสตะวันออก

“ในฐานะผู้บริหารท้องถิ่นต้องฝันต้องคาดหวัง ผมคิดที่จะทำให้บ้านผมไปในทิศทางไหนจึงจะดี ให้ลูกหลานเมืองนี้ใช้ชีวิตอยู่ได้ โดยพื้นฐานว่าถึงจะเกิดยุคไอเอ็มเอฟ แต่คนอัมพวาไม่กระเทือน”

เขาเผยความคิดที่กว้างไกลอีกว่า สิ่งที่ทำอยู่ขยายผลออกไปได้หลายมิติ และเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวระดับโลก เพราะนอกจากเมืองอัมพวาเองยังสามารถขยายสู่กรอบระดับจังหวัด และเชื่อมโยงกับจังหวัดใกล้เคียง โดยบอกถึงเป้าหมายที่แท้จริงว่าต้องการจะสร้างชื่อระดับโลกให้อัมพวาเป็นที่รู้จักในฐานะ “เวนิสตะวันออก” เพราะเอกลักษณ์ของที่นี่คือเมืองที่มีคลองมากที่สุดในประเทศถึง 300 กว่าคลองและการสัญจรทางน้ำที่ยังใช้ประโยชน์กันอยู่ในชีวิตจริง แม้จะน้อยลงเพราะหันไปใช้ถนนมากขึ้น มีสถาปัตยกรรม ชีวิตความเป็นอยู่จริงของคนท้องถิ่นหลากหลายวัฒนธรรมเป็นจุดขาย เป็นเหมือน life museum

นอกจากนี้ บ้านเรือนและแหล่งท่องเที่ยว เช่น วัด สวนผลไม้ หันหน้าให้คลองหรือมีทางขึ้นทางน้ำ ซึ่งต่อเชื่อมกับจังหวัดใกล้เคียงได้ด้วย เช่น จังหวัดเพชรบุรี หรือสุพรรณ สามารถร่วมกันพัฒนา

“มีหลายหน่วยงานเข้ามาอยากช่วย แต่บทบาทหน้าที่ผมเปรียบเหมือนกับเป็นโต๊ะ เอาสิ่งที่ทุกคนอยากช่วยวางบนโต๊ะแล้วเราเลือกหยิบมาใส่ต่อเป็นภาพจิ๊กซอว์ เราไม่ได้ขัดข้อง แต่ห่วงว่าเขาจะให้สิ่งที่เราไม่ต้องการ”

“ผมเห็นเหรียญทั้งสองด้าน เพราะครอบครัวทำธุรกิจสปอร์ตคลับ ที่นี่มีรีสอร์ต เรียนเอ็มบีเอ เห็นส่วนของเอกชน และรับราชการทหาร เป็นปลัดอำเภอ รู้กรอบการทำงานทั้งสองด้าน วันนี้เอาจุดอ่อนจุดแข็งมาวิเคราะห์ใช้ได้ ถ้าเป็นราชการมักจะคิดทำโครงการแบบด้านเดียวคือเอาเงินใส่ๆ ลงไป พอเงินหมดก็หยุด”

นายกฯ อัมพวา ทิ้งท้ายว่า ปัจจัยสู่ความสำเร็จของเรื่องนี้ คือ ความร่วมมือของส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ คือ ผู้นำความคิดเพื่อให้ชาวบ้านเดินตาม ส่วนเรื่องเงินเป็นเรื่องรอง ใช้เพียงเพื่อแก้ปัญหาให้สิ่งที่ต้องการขับเคลื่อนไปได้เท่านั้น เมื่อเริ่มจากความพอเพียงจะเกิดความยั่งยืนและค่อยๆ เติบโตสู่ความร่ำรวยได้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *