แก้เกมธุรกิจแบบ Fiat

แก้เกมธุรกิจแบบ Fiat
ท่านผู้อ่านที่อยู่ในวัยทองผ่องใสแบบดิฉันอาจพอจำได้ว่าในอดีตเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ในบ้านเรามีหน้าตาแตกต่างจากปัจจุบันมาก อย่างน้อยในแง่ “ยี่ห้อ” รถยนต์จากค่ายยุโรปที่เห็นคุ้นตากว่าปัจจุบัน มีเช่น Fiat Lancia และ Alfa Romeo

ทั้งสามยี่ห้อแผ่วความนิยมลงในตลาดต่างๆ ไม่เฉพาะในประเทศไทย เหมือน “ต่อ” ให้รถญี่ปุ่น รถอเมริกัน ตลอดจนรถยุโรปยี่ห้ออื่นแย่งช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดไปครอง…แบบ “ฝากไว้ก่อน!”

ในมุมมองของดิฉัน กลุ่ม Fiat ซึ่งเป็นเจ้าของทั้งสามแบรนด์ “ฝาก” ลูกค้าไว้กับคู่แข่งนานจนน่ากังวลแทน

ในช่วงหลัง Fiat ถูกจัดเป็นกลุ่มบริษัทที่ประสบความล้มเหลวในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน ด้านรูปลักษณ์ของรถยนต์ที่เลื่องลือว่าออกแบบตามใจฉัน ประชาชนผู้ใช้ชอบใจหรือไม่ถือเป็นเรื่องรอง ประเด็นเรื่องคุณภาพและสมรรถนะของรถที่ไม่ถือว่าโดดเด่น และการบริหารจัดการองค์กรซึ่งเฉื่อยชา ล้าสมัย

อย่างไรก็ดี ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า Fiat พลิกตัวกลับมาเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ ผลประกอบการและราคาหุ้นโดดเด่นเกินคู่แข่งหลายเท่าตัว ผลกำไรในปีที่ผ่านมาพุ่งขึ้น 66% เมื่อเทียบกับปี 2006

ในส่วนของรูปลักษณ์หรือดีไซน์ของตัวรถยนต์ กลุ่มFiat ก็สร้างความฮือฮาในงานมอเตอร์โชว์ที่เจนีวา ซึ่งเป็นงานแสดงรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลก โดย Fiat ได้เปิดโฉม Fiat 500 ใหม่ ตลอดจนรถ Alfa Romeo รุ่น 8c Spider ซึ่งหลายฝ่ายฟันธงว่าเป็นรถที่สวยที่สุดในโลกรุ่นหนึ่งในปัจจุบัน

เราลองมาศึกษาดูนะคะว่า Fiat ทำอย่างไรจึงได้สามารถพลิกฟื้นธุรกิจหลังจากที่เหมือนป่วยเรื้อรังอยู่นานนับสิบๆ ปี

คำตอบหลักคือในปี 2004 Fiat ได้ผู้นำระดับเซียนชื่อ Sergio Marchionne มาแก้เกมธุรกิจพิชิตอุปสรรคที่ผู้นำหลายคนเวียนเข้ามาอาสาแก้แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

จุดแข็งสำคัญข้อหนึ่งของ Marchionne คือเขาอยู่นอกวงการรถยนต์จึงไม่ติดยึดกับรูปแบบหรือกรอบของอุตสาหกรรมรถยนต์ มีพื้นฐานด้านการเงินและกฎหมายซึ่งสำคัญในการแก้โจทย์ด้านการเงินและหนี้สินรุงรัง เคยทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านกระบวนการทำงานทำให้พัฒนากระบวนการผลิตได้รวดเร็ว

การพลิกฟื้นธุรกิจกลุ่ม Fiat Marchionne ต้องทำหลายเรื่อง ที่สำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือ

1. เข้าใจปัญหา

สิ่งแรกที่ผู้นำใหม่ทำคือเข้าใจปัญหาที่หมักหมมเรื้อรังมานานอย่างลึกซึ้งและถ่องแท้ Marchionne ฟันธงว่าปัญหาเรื่องการเงินเป็นสิ่งแรกที่ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะปัญหาที่พัวพันกับการทำสัญญากับ GM ยักษ์ใหญ่ในวงการรถยนต์ หลังจากการเจรจา GM ยอมถอนตัวออกจากข้อตกลง โดยจ่าย Fiat 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

2. กล้าตัดสินใจ

ผู้นำที่ต้องแก้ปัญหาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต้องใช้ความกล้าในการตัดสินใจ เพราะทุกครั้งที่ตัดสินใจ จะมีความเสี่ยงเกี่ยวข้อง จะผิดหรือถูกไม่มีใครตอบได้ในชั้นต้น

นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงแฝงมากับผู้ได้และเสียผลประโยชน์เสมอ ดังนั้นหลายฝ่ายจึงเลี่ยงที่จะตัดสินใจ เพราะไม่อยากพัวพันกับผลข้างเคียง เช่นเสียงก่นด่า ว่าขาน ยิ่งถ้าตัดสินใจไม่ถูก ยิ่งไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยจึงเลือกอยู่เฉยๆ ปล่อยปละละเลยปัญหา…ท่องคาถา “อย่าเสี่ยงๆ”

Marchionne เป็นคนลุยปัญหา กล้าตัดสินใจ เปิดเผย โปร่งใส ตลอดจนเน้นการทำงานแบบมีผู้รับผิดชอบชัดเจน ไม่มีการโยนลูกกันไปมาเพื่อซื้อเวลา

3. สร้างองค์กรใหม่ ใส่ใจคนและทีม

สิ่งหนึ่งที่ผู้นำคนใหม่กล้าทำและกล้าตัดสินใจคือปรับโครงสร้างองค์กรและกระบวนการทำงานให้คล่องตัว ยืดหยุ่น เพื่อการทำงานที่รวดเร็ว ฉับไว แข็งขันได้ทันท่วงที

เมื่อตัดสินใจเช่นนี้ ต้องมีการขยับ และปรับลดผู้บริหาร ซึ่งยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแนวทางการทำงาน โดย Marchionne ให้โอกาสคนทำงานรุ่นใหม่ไฟแรงแสดงฝีมือเต็มที่

ผู้นำคนใหม่ใส่ใจในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นผลงาน ทำงานเป็นทีม เน้นความโปร่งใส การสื่อสารที่ทั่วถึง รวดเร็ว ให้คนกล้าตัดสินใจ และกล้าทำอะไรใหม่ๆ

4. ฟังลูกค้า

นอกจากจัดทัพภายในใหม่ Marchionne มุ่งเน้นให้องค์กรใส่ใจฟังลูกค้า ซึ่งไม่มีใครใส่ใจฟังมานาน ทำให้ทีมออกแบบมักแสดงฝีมือแบบ “เด็กแนว” แนวใครแนวมัน ฉันว่าเท่ห์ ฉันว่าเก๋ ใครไม่เห็นด้วย กรุณาดูใหม่จะได้เห็นชัดๆ ว่าเก๋และเท่ห์จริงๆ

รถของกลุ่มจึงไม่สู้ได้รับความนิยม แถมถูกติว่าหน้าตาแปลกๆ จะแหวกแนวก็ไม่ใช่ จะเน้นการใช้งานก็ไม่เชิง

ผลจากการรวมพลังทั้งภายในและใส่ใจความเห็นของลูกค้า คือความสำเร็จของรถในเครือแทบทุกรุ่นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

5. ปรับกระบวนการทำงาน

อีกปัญหาที่ผู้นำใหม่เห็นว่าต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงคือกระบวนการทำงานที่ซับซ้อน ยืดย้วย ช่วยให้เรื่องง่ายเป็นเรื่องยาก เรื่องยากกลายเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งนอกจากจะทำให้ช้าแล้วยังทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

ตัวอย่างที่ Marchionne เริ่มดำเนินการคือการสร้างมาตรฐานในการผลิต อาทิ รถยี่ห้อ Fiat และ Alfa ขนาดเดียวกัน มีชิ้นส่วนทุกชิ้นที่ต่างกันเล็กๆ น้อยๆ อย่างอธิบายไม่ได้ แนวทางคือปรับรูปแบบการผลิตให้ใช้ชิ้นส่วนร่วมกันได้เพื่อลดความหลากหลายของการผลิตลงอย่างน้อย 60%

ที่สำคัญคือ Fiat ยุคใหม่เน้นปรับปรุงเรื่องความเร็ว โดยเฉพาะกระบวนการออกแบบและสร้างต้นแบบรถยนต์

ในอดีต กระบวนการทำงานของแต่ละทีมออกแบบจะขาดเอกภาพ ตัวใครตัวมัน นอกจากนั้น Fiat ยังใช้วิธีการทำงานที่ทำกันมาแต่ดั้งเดิมในวงการรถยนต์ คือเมื่อออกแบบแล้วต้องมีการสร้าง “ต้นแบบ” เพื่อให้เห็นของ “จริง” จะได้ปรับ แต่ง เติม ตัดได้ดั่งใจ

อย่างไรก็ดี ยุคนี้ผู้บริโภคเปลี่ยนใจเร็ว คู่แข่งก็เร่งความเร็วในการผลิตเพื่อสนองตลาด Fiat ชะล่าใจมานาน จึงหาวิธีล้ำยุคในกระบวนการสร้างต้นแบบ โดยใช้เทคโนโลยีแบบ “เสมือนจริง” แทนการสร้างต้นแบบจริง ซึ่งนอกจากถูกกว่า เร็วกว่าแล้ว ยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าเพราะสามารถปรับแต่งได้เป็นหลายๆ ร้อยแนวทางบนหน้าจอ แบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

ผลคือ Fiat สามารถลดเวลาในกระบวนการนี้จากปกติ 26 เดือนเหลือเพียง 18 เดือนในกรณีรุ่น Bravo เป็นต้น

ท่านผู้อ่านคงเห็นชัดว่าสิ่งที่ผู้นำใหม่ของ Fiat ทำ มิใช่เรื่องแปลกพิสดารเกินคาดเดา

หัวใจคือ กล้าคิด กล้าฟันธง กล้าทำ เกาะติดสถานการณ์ หากเห็นว่าไปผิดทาง ก็ปรับใหม่

ที่สำคัญ Marchionne บอกว่าความสำเร็จของ Fiat มิใช่เพราะเขา เพราะเขามีบทบาทเป็นเพียงแค่ “ตัวเชื่อม”

ผู้ทำจริงคือ “ทีมงาน” ครับ

ที่มา : พอใจ พุกกะคุปต์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *