เออร์ไวน์ ร็อบบิ้นส์ ผู้สร้างตำนานความอร่อยไม่ซ้ำรส

เออร์ไวน์ ร็อบบิ้นส์ ผู้สร้างตำนานความอร่อยไม่ซ้ำรส
เออร์ไวน์ “เอิร์ฟ” ร็อบบิ้นส์ ชายชาวอเมริกันอายุ 90 ปี เสียชีวิตที่เมืองแรนโช มิราจ ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมาด้วยโรคชรา เอ่ยเพียงชื่อและสกุลอาจยังไม่คุ้นหู แต่หากบอกว่า เขาคือหนึ่งในสองผู้ก่อตั้งร้านไอศกรีม “บาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์” ที่ปัจจุบันนี้มีจำนวนกว่า 5,800 สาขาใน 34 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ชื่อหลังนี้ย่อมเป็นที่รู้จักกันดี

ในวันที่ 7 ธันวาคม ปี 2488 ร้านไอศกรีมบาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์ สาขาแรกซึ่งตั้งอยู่บนหัวมุมถนนอดัมส์ตัดกับถนนพาล์มเมอร์ในเมืองเกล็นเดล รัฐแคลิฟอร์เนีย เปิดประตูต้อนรับลูกค้าเป็นครั้งแรก ด้วยเงินลงทุนส่วนตัว 6,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ร็อบบิ้นส์ขอมาจากพ่อ ขณะนั้นเขาอายุ 28 ปี หลังจบจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ก็เข้าเป็นทหารรับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนจะออกมาเริ่มธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเอง

ตอนแรกร้านไอศกรีมดังกล่าวยังไม่ได้ใช้ชื่อที่ผู้คนทั่วโลกในวันนี้รู้จักกันอย่างแพร่หลาย จนกระทั่ง 3 ปีให้หลังเมื่อร็อบบิ้นส์ตกลงใจรับนายเบอร์ตัน “เบิร์ท” บาสกิ้นส์ ที่เกี่ยวดองเป็นพี่เขย มาร่วมเป็นหุ้นส่วนกิจการ ทั้งคู่จึงช่วยกันคิดตั้งชื่อร้านใหม่

ความจริงชื่อร้านน่าจะเป็น “ร็อบบิ้นส์-บาสกิ้น” ไปแล้วหากทั้งคู่ยึดหลักที่ว่าเออร์ไวน์ ร็อบบิ้นส์ เป็นผู้คิดก่อตั้งร้านขึ้นมาก่อน แต่สองเขยไม่ได้ยึดหลักใครมาก่อนมาหลังหรือหลักความอาวุโส หากแต่ใช้วิธีโยนเหรียญเสี่ยงดวงเอา เพื่อตัดสินว่าชื่อสกุลใครจะได้ขึ้นก่อน และผลก็ออกมาอย่างที่เห็นๆ กัน

“บาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์”ในยุคเริ่มต้น เป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ของร็อบบิ้นและบาสกิ้น ซึ่งช่วยกันคิด ช่วยกันคัดวัตถุดิบที่จะนำมาใช้เป็นส่วนผสมไอศกรีมโฮมเมดที่ฉีกต่างจากคู่แข่งด้วยความหลากหลายของรสชาติ ที่มีให้เลือกอร่อยกันถึง 31 รส อันกลายเป็นที่มาของโลโกชื่อร้านบาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์ ที่ต้องมีตัวเลข 31 นำโชคติดหน้าร้านมาตลอด ตั้งแต่ยุคนั้นจนถึงพ.ศ.นี้ แม้เมื่อมีการรีแบรนดิ้ง และแต่งโฉมร้าน ปรับโลโกใหม่ ตัวเลข “31” ก็ยังคงตามมาเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ (ดังภาพประกอบ) ทั้งนี้ บริษัทต้องการสื่อสารบอกลูกค้าผ่านทางตัวเลข 31 ว่า ร้านนี้มีไอศกรีมรสอร่อยให้เลือกกินวันละ 1 รสชาติไม่ซ้ำกันตลอดทั้งเดือน แต่ทุกวันนี้ไอศกรีมของบาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์ มีมากกว่า 1,000 รสชาติ ซึ่งแต่ละร้านอาจนำเสนอรสชาติต่างๆ ไม่เหมือนกัน แล้วแต่ความนิยมของแต่ละพื้นที่

อีกจุดเด่นของไอศกรีมบาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์ คือชื่อแปลกๆ เก๋ๆ ของไอศกรีมแต่ละรส เช่น นัทส์ ทู ยู , เบสบอล นัท , ร๊อคกี้ โร้ด, แคนดี้-เดท , คาเฟ่ โอเล่ และ ฮักเคิลเบอร์รี ฟินน์ เป็นต้น จากประสบการณ์ทำให้เออร์ไวน์ ร็อบบิ้นส์ มั่นใจว่า ชื่อเก๋ๆ ของไอศกรีมสามารถกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้ 2-3 เท่า ดังนั้นแทนที่จะใช้คำพื้นๆ เรียกไอศกรีมเมนูหนึ่งว่า “ไอศกรีม 3 ลูก กล้วยหอมฝาน 1 ซีกและท้อปปิ้ง 2 ชนิด” เขาก็ตั้งชื่อให้มันว่า “ซูเปอร์ บานาน่า ทรีท”

ไอศกรีมหลายชื่อยังสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้นๆ ด้วย เช่น รส “โกโก้ อะโก-โก้” ที่คิดสูตรขึ้นในยุคที่สาวเต้นอะโก-โก้ เป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดในแวดวงสถานบันเทิง และวันหนึ่งในปี 2507 เมื่อวงดนตรี เดอะ บีทเทิ้ลส์ จากอังกฤษเดินทางมาเปิดการแสดงและจะออกรายการโทรทัศน์ที่สหรัฐอเมริกา นักข่าวหนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ค โพสต์ โทรศัพท์มาถามร็อบบิ้นส์ว่า ทางร้านมีแผนจะแนะนำไอศกรีมใหม่รสอะไรเพื่อเป็นการต้อนรับการมาเยือนของคณะสี่เต่าทอง ร็อบบิ้นส์คิดอะไรไม่ทัน ตอบไปก่อนว่ารส “บีทเทิ้ลนัท” จากนั้นก็นำไอศกรีมสูตรที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อมาผสมถั่วเข้าไปให้รสชาติกลมกล่อมเข้ากัน และบรรจุเข้าเป็นเมนูของทุกสาขาภายใน 2 วันถัดมา (ปีดังกล่าว บาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์ เพิ่งมี 650 สาขาทั่วสหรัฐอเมริกา)

ร็อบบิ้นส์เองเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขากินไอศกรีมวันละ 3-4 ลูก และรสชาติที่โปรดปรานที่สุดก็คือ จาโมก้า อัลมอนด์ ฟัดจ์ “ผู้บริโภคกล้าลอง กล้าเลือกรสชาติไอศกรีมใหม่ๆ มากขึ้น และไม่รู้สึกเขินที่จะสั่งไอศกรีมรสใหม่แปลกแหวกแนวมาลอง” นอกจากเรื่องของความหลากหลาย และการตั้งชื่อรสชาติไอศกรีมที่ไม่ธรรมดาแล้ว ร็อบบิ้นส์ยังเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมใหม่ๆ ในวงการไอศกรีม เช่น การนำของหวานอื่นๆ เข้ามาเป็นส่วนผสมในไอศกรีม เช่น ชีสเค้กและพายแอปเปิล รวมทั้งการผสมไอศกรีม 2 รสไว้ในลูกเดียวกัน และที่สำคัญคือ ในยุคที่ไอศกรีมยังเป็นสินค้าที่นิยมตักใส่โคนขายในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านขายของชำ เขาเป็นผู้หนึ่งที่เชื่อว่า ที่ทางของไอศกรีมคือการแยกออกมาตั้งเป็นร้านไอศกรีมโดยเฉพาะ ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เมื่อเบอร์ตัน บาสกิ้นส์เสียชีวิตไปก่อนในปี 2510 ร็อบบิ้นส์ก็ขายกิจการให้กับบริษัท ยูไนเต็ด ฟรุต โดยเขายังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และสร้างความก้าวหน้าให้กับร้านบาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์ต่อไปไม่หยุดยั้ง กระทั่งปี 2521 เขาก็ลาออกจากตำแหน่งและวางมือจากธุรกิจที่ปลุกปั้นมา ขณะนั้นร้านบาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์ มีจำนวนกว่า 1,600 สาขาแล้วทั้งในตลาดสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ เช่น แคนาดา ญี่ปุ่น และเบลเยียม

แม้ทุกวันนี้ธุรกิจแฟรนไชส์บาสกิ้น-ร็อบบิ้นส์จะอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ดังกิ้น แบรนด์ส แต่กล่าวกันว่า ความผูกพันที่เออร์ไวน์ ร็อบบิ้นส์ มีต่อธุรกิจไอศกรีมของเขา ไม่เคยละลายไปจากใจ ไม่เพียงสระว่ายน้ำที่บ้านจะเป็นรูปไอศกรีมโคน เรือส่วนตัวของเขาและครอบครัวที่ซื้อไว้เมื่อหลายปีมาแล้วยังมีชื่อว่า “รสชาติที่ 32” หรือ The 32nd Flavor อีกด้วย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *