เอสเอ็มอีกับการจัดการความรู้

เอสเอ็มอีกับการจัดการความรู้

เรวัต ตันตยานนท์
ผมได้รับการแนะนำจากผู้รู้ในวงการให้อ่านเอกสารชุดหนึ่งของ European Committee for Standardization (CEN) หรือสำนักงานมาตรฐานของสมาคมประชาชาติยุโรป ซึ่งเป็นเอกสารที่กำหนดแนวทาง สำหรับการปฏิบัติการที่ดีในเรื่องของการจัดการความรู้ โดยเน้นไปที่การนำไปใช้ ในองค์กรธุรกิจขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอีเป็นหลัก
เมื่อพูดถึงเรื่องของการจัดการความรู้ คนส่วนใหญ่ก็มักจะคิดว่าเครื่องมือด้านบริหารจัดการชนิดนี้ คงเหมาะสำหรับองค์กรหรือธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลจำนวนมาก หรือต้องเกี่ยวข้องกับพนักงานหรือผู้ปฏิบัติงานเป็นจำนวนมาก
และมักจะไม่คิดว่า การจัดการความรู้ หรือ KM (Knowledge Management) นี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอีที่จะสามารถนำไปใช้สร้างความแข็งแกร่งและสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจได้
ความจริงแล้ว เรื่องของการจัดการความรู้ เป็นเรื่องสำคัญและเกี่ยวข้องโดยตรงที่จะทำให้พนักงานหรือบุคคลากรของกิจการมีความรู้เพียงพอในการดำเนินกิจการให้ราบรื่นไม่เกิดปัญหา
เพราะว่าขีดความสามารถของธุรกิจ ก็คือขีดความสามารถของคนหรือพนักงานที่มีอยู่ในกิจการนั่นเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกิจการที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมขยายกิจการ หรือ การก้าวไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับสินค้าหรือกระบวนการดำเนินธุรกิจ หรือแม้กระทั่งกิจการที่กำลังประสบอุปสรรคปัญหาที่ต้องเอาชนะเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดปลอดภัยต่อไปได้ ก็จำเป็นที่จะต้องมีพนักงานที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมเพียงพอ
หรือมีความรู้ที่สั่งสมแฝงตัวอยู่ในกิจการที่สามารถนำความรู้เหล่านั้นออกมาใช้ได้ยามต้องการ
เรื่องของการจัดการความรู้กับธุรกิจหรือองค์กรขนาดเล็ก จึงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกประหลาดประการใด
แม้กระทั่งภายในครอบครัวที่มีฝีมือในการปรุงอาหารรสอร่อยต่อเนื่องกันมาได้หลายชั่วอายุคน ก็จำเป็นต้องมืกลไกในการจัดการและถ่ายทอดความรู้เหล่านั้น ไปสู่สมาชิกรุ่นต่อๆ ไปในครอบครัวได้อย่างต่อเนื่อง
แตกต่างจากครอบครัวที่ไม่มีระบบการจัดการเก็บและถ่ายทอดความรู้หรือทักษะฝีมือไปสู่ทายาทหรือคนรุ่นหลัง ความรู้หรือทักษะฝีมือที่เป็นเลิศนั้น ก็อาจสะดุดหรือสูญหายไปในที่สุดอย่างน่าเสียดาย
เหตุการณ์ในวงการธุรกิจก็เช่นกัน ความเป็นเลิศหรือความชำนาญของกิจการในด้านใดด้านหนึ่งถือได้ว่าเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับกิจการ
เทียบได้ว่าเป็น “ทรัพย์สิน” หรือ เป็น “แหล่งทุน” ชนิดหนึ่งของกิจการ ที่เรียกว่า “ทุนทางปัญญา”
ทุนทางปัญญาของกิจการ สามารถนำออกมาใช้ให้เกิดคุณค่าทั้งในส่วนที่จับต้องได้และส่วนที่จับต้องไม่ได้ เช่น
ทำให้กิจการปรับตัวเข้ากับความผันผวนทางธุรกิจได้
ทำให้กิจการสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าคู่แข่ง
ทำให้กิจการสามารถขยายกิจการไปสู่ระดับสากลได้มากขึ้น
ทำให้กิจการสร้างคุณภาพและบริการที่เหนือกว่า
ทำให้สินค้าหรือบริการมีเอกลักษณ์โดดเด่น ลอกเลียนแบบได้ยาก
ทำให้กิจการมีความแกร่งที่ยืนนาน
ทำให้กิจการสามารถรักษาพนักงานที่มีความรู้ความสามารถให้อยู่กับกิจการได้นาน
ฯลฯ
การที่เจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำเป็นที่จะต้องสนใจวิธีการที่จะทำให้ความรู้ความชำนาญต่างๆ คงอยู่ในกิจการให้นานที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่กับพนักงานคนใดคนหนึ่งแต่ผู้เดียว จะทำให้กิจการมีความคล่องตัวและมีพื้นฐานที่ดีสำหรับการขยายกิจการและการสร้างให้กิจการเติบโตต่อไปได้อย่างรวดเร็วทันตามความต้องการของเจ้าของหรือผู้ประกอบการ
สำหรับเอสเอ็มอีแล้ว เจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการมักจะต้องประสบกับความปวดหัวและความชะงักงันของธุรกิจอยู่เสมอเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่จะต้องสร้างหรือช่วยส่งต่อความรู้ที่จำเป็นในการทำงาน เช่น
พนักงานที่มีความรู้ความชำนาญในงานต้องหยุดงานหรือลาออกไปอย่างกระทันหัน
จำเป็นต้องโยกย้ายหน้าที่งานให้พนักงานที่มีความชำนาญในด้านนั้นๆ ต้องไปทำงานด้านอื่นและพนักงานที่มาแทนที่ยังไม่มีความชำนาญมากพอ
พนักงานที่เกี่ยวข้องมีการเก็บความรู้ไม่ยอมสอนงานหรือเผยแพร่ความรู้ให้เพื่อนร่วมงานคนอื่น
พนักงานต้องการความรู้เพิ่มเติมแต่ไม่สามารถแสวงหาได้ จึงจำเป็นต้องทำงานตามความรู้ที่มีอย่างจำกัด
หรือ ระบบเก็บความรู้ เช่น คู่มือการทำงาน เก็บบันทึกข้อมูลที่ผิดพลาด เป็นต้น
ในการจัดการความรู้ของกิจการให้เป็นระบบ จะเริ่มจากขั้นตอนต่างๆ ซึ่งได้แก่ (1) การกำหนดหรือบ่งชี้ว่าความรู้ประเภทใดที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจของกิจการ ปัจจุบัน กิจการมีการเก็บความรู้อะไรอยู่แล้วบ้าง และยังขาดความรู้ด้านไหนอยู่ (2) การแสวงหาหรือสร้างความรู้นั้นๆ ให้เกิดขึ้นในกิจการ เช่น การรับการอบรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน หรือการศึกษาค้นคว้าขึ้นมา (3) การจัดเก็บความรู้ในอยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม ง่ายต่อการเรียกกลับมาใช้งานยามต้องการ (4) การถ่ายทอดและส่งต่อความรู้ ไปยังพนักงานหรือหน่วยงานที่ต้องการความรู้นั้นๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทันความต้องการ และมีความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล การถ่ายทอดส่งต่อความรู้อาจอยู่ในรูปของการทำงานร่วมกัน หรือ การเข้าฝึกงาน เป็นต้น และ (5) การนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าและสร้างผลกำไรให้กับกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *