เสริม อัจฉริยะสร้างได้…แบบคนไทย

เสริม อัจฉริยะสร้างได้…แบบคนไทย
โดย blueswing
อ่านหนังสืออัจฉริยะสร้างได้แล้ว มีหลายอย่างที่อยากจะเสริม และแนะนำเพิ่มเติม เพราะมีหลายอย่างที่ไทยเราก็มีอยู่แล้ว ใกล้ตัวกว่าที่เราคิดเสียอีก

ที่ว่าอัจฉริยะ สร้างได้ นั้น ความจริงเราต้องขยันๆและก็เอาใจใส่กับมันด้วย แบบอิทธิบาท4 อย่างที่บอกเลย ฉันทะ-ความรัก วิริยะ-ความพยายาม จิตตะ-ความเอาใจใส่ และวิมังสา-การคิดวิเคราะห์ทบทวน ใช่ว่าคนเล่นดนตรีเก่ง เล่นกีฬาเก่ง จะเกิดมาแล้วก็เก่งได้แบบอัศจรรย์ เราต้องมีความเข้าใจแบบนี้ก่อนว่า มันอยู่ที่ตัวเราจะพัฒนา คุณหนูดีผู้เขียนเองก็เป็นคนขยันและตั้งใจเรียนมาตั้งแต่แรก

ความอัจฉริยะทางด้านภาษา ถ้าอยากเก่ง ต้องใส่ใจจริง ชอบจริง ฟังภาษานั้นเยอะๆ อ่านเยอะๆ ฟังเพลงภาษานั้น แล้วพยายามหาเนื้อเพลงมาแปลความหมาย และฝึกร้อง เลียนสำเนียงภาษานั้นแม้จะแปลไม่ถูก ไม่ต้องกลัวผิดเลย อ่านหนังสือภาษานั้น และไม่หยุดที่จะเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ การอ่านหนังสือนี้ ขอบอกว่าต้องอ่านหลายๆแบบด้วย เราจะได้ศัพท์และสำนวนใหม่ๆมาใช้ ให้สละสลวย มีสีสันโดยแท้ ภาษาไทยเราก็เหมือนกัน ลองฟังเขา “ประชันกลอนสด” อย่างในรายการคุณพระช่วยดูบ้าง จะรู้ว่าภาษาไทยเรานี้ สุดยอดไปเลย และจะต้องพูดว่า “คิดได้ไง”

อัจฉริยภาพทางร่างกายและการเคลื่อนไหว ก็ต้องอาศัยการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ และก็ต้องเข้าใจร่างกายเราเอง และใช้ให้เป็นประโยชน์ในแบบเราด้วย อย่าง José Limón ที่มีคนบอกเขาว่าเขาไม่มีรูปร่างของนักเต้น และก็ไม่ควรจะเต้นเลยด้วยซ้ำ เริ่มฝึกเต้นก็ตอนอายุ 20 กว่าแล้ว เนื่องจากต้องดูแลครอบครัวมีน้องๆถึง 12คน แต่ด้วยใจรัก เขาก็เริ่มเต้น และเต้นในแบบเขา จนกลายมาเป็นผู้บุกเบิกการเต้นในยุคใหม่ และผู้คิดท่าเต้นประกอบการแสดงที่โด่งดัง แล้วทำไมคุณจะทำในแบบของคุณไม่ได้ ถ้ารักจะทำ

ส่วนอัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์ และการเข้าใจตัวเองนั้น ฉันคิดว่าเกี่ยวข้องกันมาก และสามารถฝึกได้อย่างแน่นอน ด้วยการนั่งสมาธิ ฉันเป็นคนหนึ่งที่พ่อและแม่พาเข้าวัดนั่งสมาธิตั้งแต่เด็ก ฉันคิดเป็นภาพ(เป็นหนัง) จำเป็นภาพ ฝันมีรูป-รส-กลิ่น-เสียงครบ เวลาจะซื้ออะไรจะเห็นภาพสิ่งนั้นก่อน หรือนั่งสมาธิเห็นภาพสิ่งนั้น สถานที่นั้นก่อน แล้วก็ไปซื้อได้ตามนั้น

การนั่งสมาธิที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนมีหลายแบบ มากมายถึง 40แบบ เรียก กรรมฐาน 40ทัศ ฟังชื่อแล้วอย่าเพิ่งตกกะใจ การนั่งสมาธิแต่ละแบบนั้น ล้วนเป็นการฝึกจิต ในแบบต่างๆ ที่เหมาะกับคนต่างแบบกัน

การนั่งแบบเห็นรูปในใจ หรือนิมิต ก็เรียกว่า “กสิน” มี 10แบบ กสินดิน (นึกเห็นก้อนดิน) กสินน้ำ (เพ่งน้ำใสในภาชนะ) กสินไฟ (นึกถึงภาพเปลวเทียนนิ่งๆ) กสินลม (ลมพัดปลายหญ้าหรือกระทบตัว) กสินสีเหลือง สีเขียว สีแดง สีขาว คือจะนึกภาพสิ่งของสีต่างๆ เช่น ใบไม้สีเขียว ดอกบัวสีแดง พระพุทธรูปสีขาว ชาวคริส์ตก็นึกถึงภาพพระเยซูก็ได้ นอกจากนี้ กสินแสงสว่าง และกสินอากาศก็มี ถ้าลองฝึกแบบนี้แล้ว จะพบว่าภาพที่เราเห็นจะเปลี่ยนไปได้ และเราก็สามารถทำอะไรๆกับมันได้ ขยายให้ใหญ่ ย่อให้เล็ก หมุนไปหมุนมาแบบ3D ได้ตามใจชอบ อย่างกับทำแอนนิเมชั่น ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ก็คงเป็นการเอ็กเซอไซส์สมองเหมือนกันนะ มันทำให้แม้เวลาเราไม่ได้นั่งสมาธิอยู่ เราก็คิดภาพแบบนั้นได้ ยิ่งฝึกก็ยิ่งทำง่ายเวลาปรกติ

เป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านบอกเลยว่า “ผู้รู้ธรรมแล้วทั้งหลาย จะพึงรู้ได้เฉพาะตนเองเท่านั้น” คือฝึกเอง รู้เอง ค้นพบสิ่งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นได้กับจิตเราเอง โดยที่บอกใคร ใครก็อาจไม่เชื่อ ต้องลองเองจริงๆ และเราก็โชคดีที่เกิดเป็นคนไทยนะนี่ เพราะมีหนังสือสอนวิธีนั่งสมาธิมากมาย เล่มหนึ่งที่แนะนำได้คือ คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง คนกรุงเทพฯก็หาซื้อได้ที่ บ้านสายลม แถวรถไฟฟ้าสถานีอารีย์ หรือไม่ถ้าอยากอ่านแบบฝรั่งๆก็ The power of your subconscious mind เลย เหมือนการฝึกสมาธิในแบบชาวพุทธ แต่นึกถึงพระเจ้าแทน และก็เห็นอะไรๆในใจได้ด้วย อ่านแล้วก็ได้วิถีการมองอีกแบบ และก็ดีใจที่ได้เรียนมาแบบชาวพุทธแล้ว ^_^v

นอกจากนี้ ที่หนังสืออัจฉริยะสร้างได้ แนะว่า ให้ใช้ปากกาสีสวยๆ หรือ ไฮไลท์เวลาจดหรืออ่านหนังสือ อันนี้ขอสนับสนุนว่าดีมาก เขียนซ้ำทับเฉพาะตรง”คีย์เวร์ส” พอมาเปิดดูอีกที แค่เอาตาไล่ผ่าน ได้คีย์เวร์สนั้น แล้วเนื้อหาอื่นๆก็จะตามมาเอง หรือเปิดอ่านหนังสืออีกที เจอไฮไลท์ก็โป๊ะเช๊ะ

ส่วนวิธีการหายใจที่ถูก ที่สอนในหนังสืออัจฉริยะสร้างได้นั้น ในศาสนาพุทธเราก็สอนเหมือนกัน เรียกว่า จับ 3ฐาน ในการนั่งสมาธิแบบจับลมหายใจ หรืออานาปานานุสสติ คือเวลานั่งให้ตามลมหายใจเข้าไป 1 กระทบจมูกหรือริมฝีปาก 2 กระทบอกภายใน 3 กระทบศูนย์เหนือสะดือ หรือตามคำหลวงพ่อพระราชพรหมยาน ว่า

เวลาหายใจเข้า ก็รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก พร้อมกับสังเกตุลมกระทบฐาน 3 ฐาน

เป็นไงหละ ศาสนาพุทธเราแอ็ปพลายได้หมด พัฒนาสมอง รวมทั้งกายและจิตได้เต็มเปี่ยม ช่วยให้เรารู้จักตัวเองได้ดีด้วย ที่คุณหนูดีบอกว่าไม่อยากยกตัวอย่างผู้ทรงศีลในหัวข้อรู้จักตัวเอง อย่างที่ อ. โฮเวิร์ด ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้า เพราะอาจทำให้รู้สึกไกลตัวเกินไป อันนี้คิดว่าไม่จริง เพราะคนที่รักษาศีล5 ปรกติ ก็อยู่ในสังคมได้สบายปรื๋อ มีคนรักอีกต่างหาก เพราะไม่ทำให้ใครเดือดร้อน และเมื่อเป็นผู้ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวก็จะกล้าปฏิเสธต่อสิ่งไม่ดี หรือที่ไม่ชอบ แล้วยังรู้จักตัวเอง เพราะได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ในการนั่งสมาธิ หรือสวดมนต์ต่อพระผู้เป็นเจ้า คุณอาจไม่รู้ว่าเพื่อนๆที่ดีของคุณ จริงๆแล้ว เขาถือศีล5 หรือไปโบสถ์ทุกๆวันอาทิตย์ก็ได้

การอ่านหนังสือพวก self-help หนังสือให้กำลังใจ อย่าง The power of your subconscious mind ที่บอก ก็ทำให้เราได้คิดเกี่ยวกับตัวเรา และรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้วิธีปลอบใจตัวเองอย่างได้ผลด้วย

ส่วนอัจฉริยภาพด้านการเข้าใจผู้อื่นนั้น ฝึกได้ด้วยการสังเกตุ อย่างที่ Malcolm Gladwell เขียนไว้ใน Blink ถึงการวิจัยเกี่ยวกับการแสดงออกทางหน้าตาของคน ที่สื่อถึงอารมณ์ได้ การแสดงออกทางหน้าตา และอารมณ์เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก การขยับคิ้วเพียงเล็กน้อย ก็แสดงออกถึงสิ่งที่เขาคิดอยู่ได้ บางที บางอย่าง ที่เรารู้ได้เองว่า หมายถึงอะไร ดีหรือไม่ ถูกหรือผิด เพียงในเสี้ยววินาที หรือแค่ชั่ววิบตานั้น ก็เพราะสมองเราสามารถประมวลผล จากประสบการณ์ จากการสังเกตุได้อย่างเร็วจี๋ ที่แม้แต่เราเองก็ไม่อาจอธิบายได้ว่า “ทำไม” ถึงตอบอย่างนั้น มัน”แค่รู้เอง” การอ่านคนก็เหมือนกันจริงๆ อาศัยว่าช่างสังเกตุ คุยกับคนหลายๆแบบ และฟังว่าเขาจะบอกอะไรเรา ทั้งสิ่งที่เขาพูดและไม่ได้พูด ยิ่งเป็นหัวหน้า การเข้าใจลูกน้องและคนที่ต้องติดต่อด้วย ก็ยิ่งสำคัญเอามากๆ

อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจธรรมชาตินั้น ก็ต้องอาศัยการสังเกตุ และการทดลองเหมือนกัน ดูพ่อครัวแม่ครัวชื่อดังสิ ทำอาหารแปลกๆมา อร่อยเชียว แค่เห็นก็กลืนน้ำลายไปหลายเอื๊อก ก็เพราะเขากล้าลองและช่างสังเกตุกลิ่น รส และรูปร่างของพืชผักและส่วนผสมต่างๆ

คนไทยที่เป็นอัจฉริยะด้านนี้ ที่น่ายกย่องและอยากจะกล่าวถึงคือ คุณลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 2549 อาชีพทำนา คุณลุงทองเหมาะทำนาไร้สารพิษ หรือนาชีวภาพ “แปลงนาบก แบบพอเพียง” โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเลย แต่จะใช้จุลินทรีและสารชีวภาพแทน ตอนแรกคุณลุงทองเหมาะได้รับการอบรมจากมูลนิธิของญี่ปุ่น ที่เข้ามาสอนในไทย แต่การจะทำสารชีวภาพนั้น ต้องใช้ “หัวเชื้อ”จากญี่ปุ่นซึ่งมีราคาแพง คุณลุงทองเหมาะจึงทดลองทำหัวเชื้อเอง และประสบความสำเร็จในการผลิตจุลินทรีประสิทธิภาพสูง ที่ตั้งชื่อให้ว่า TM และผลิตฮอร์โมนจาก “รกสุกร” และใช้ “น้ำส้มควันไม้” ในการไล่แมลงด้วย สุดยอดไปเลย คุณลุงทองเหมาะ! ไม่แค่นั้น คุณลุงทองเหมาะยังคิดวิธีคัดและผสมพันธุ์ข้าวแบบใหม่ ผสมข้าวพันธุ์ใหม่ได้ ให้ชื่อว่า “พันธุ์เบาบางงาม” ไม่เรียกว่าอัจฉริยะไม่ได้แล้ว ยังไม่หมด คุณลุงทองเหมาะยังสอนอีกด้วย สอนวิธีทำนาชีวภาพ ทำฮอร์โมนรกหมู ทำน้ำส้มควันไม้ เผาถ่านแบบอิวาเตะ ลดต้นทุนได้เยอะ ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของทั้งเกษตกรและผู้บริโภค ติดต่อขอเรียนกับลุงทองเหมาะเองได้เลย หรือ ที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดสุพรรณบุรีก็ได้ นี่แหละอัจฉริยะตัวจริง ที่น่าเคารพและยกย่อง กราบขอบพระคุณ คุณลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง

ส่วนอัจฉริยภาพด้านตรรกะนั้น จริงๆคือหัวใจของศาสนาพุทธเราเลยหละ เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ มองอะไรตามความเป็นจริง เป็นเหตุเป็นผล ถ้าเราฝึกมองอะไรตามความเป็นจริงแล้ว เราก็จะสามารถโยงเหตุผลมาหากันได้ หนังสือฝรั่งอีกเล่ม ที่จะทำให้คุณรู้วิธีเชื่อมโยง เหตุผลจากข้อมูลสถิติคือ Freakonomics โดย Steven D. Levitt และ Stephen J. Dubner มันจะทำให้รู้ว่า เป็นเหตุเป็นผล แต่ เป็นผลก็ไม่ได้เป็นเหตุเสมอไป งงๆ

อัจฉริยภาพด้านดนตรีนั้น ก็ฝึกได้อย่างแน่นอน ถ้าเรารักเราก็อยากจะฝึกซ้อมให้ได้ดี อยากบอกว่า ถ้าเราชอบแล้วทำให้เลิศ อนาคตก็สดใสแน่นอน อย่าคิดว่า ชอบมากแต่ไม่อยากเรียนเป็นหลัก เพราะกลัวหางานไม่ได้ ครูสอนเปียโนของฉันมี 11นิ้ว มีนิ้วที่เกินมาเกะกะๆด้วย แต่ก็เล่นเปียโนเก่งมากๆๆๆเลย เล่นได้ทุกแบบ พอฉันบอกว่าไม่ชอบเปียโนคลาสสิก ชอบแบบแจ๊สมากกว่า ครูก็บอกว่า ก็ต้องซ้อมหนักเหมือนกัน ฉันก็บอก แต่มันก็ยังมีความสุขเวลาซ้อมเพราะได้ยินเสียงที่เราชอบ ครูก็ยิ้มแก้มปริเลย ถ้ารู้สึกว่าทำอะไรแล้วช๊อบชอบ แบบมีความสุขตัวเบา ก็ทำสิ่งนั้นไปเถอะ แล้วจะเป็นที่หนึ่งและจะไม่เสียใจเลย ขอบอกนิดนึงว่า ครูของฉันสอนเปียโนมานานกว่าอายุฉันอีก และค่าสอนก็ดี๊ดีด้วย ยิ่งยาก ค่าสอนยิ่งแพงหละ

และอัจฉริยะคนไทยที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ อ.ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า หรือ ขุนอินที่เรารู้จัก อ.ขุนอิน เก่งมากๆ นอกจากเก่งระนาดแล้ว ยังโปรโมทระนาดไทยเราให้เป็นที่นิยมอีก อย่างเช่น หนังสือการ์ตูนขุนอินระนาดเทวดา ที่เพิ่งออกเล่ม1 มาหมาดๆ ขอบอก อ่านจบแล้ว ต้องตั้งตารอ เล่ม 2 เล่ม3 เลย

สิ่งที่อยากกล่าวมากที่สุด เกี่ยวกับหนังสืออัจฉริยะสร้างได้คือ เราต้องยอมรับว่า คุณหนูดีเกิดมามีความพร้อมในหลายๆด้าน ถึงแม้ตอนแรกจะเข้ากับการศึกษาแบบไทยไม่ค่อยได้ ก็สามารถไปเรียนเมืองนอกตอนปริญญาตรีได้ และได้ทำอะไรหลายๆอย่าง โดยอาจไม่ต้องกังวลถึงเรื่องค่าใช้จ่าย ฉันก็อยากเสริมว่าถึงแม้คุณจะไม่ได้โชคดีแบบนั้น คุณก็สามารถสร้างความอัจฉริยะได้ โดยคิดที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ ดั่งคำของดร.โจเซฟ เมอร์ฟี่ (Joseph Murphy) ผู้เขียน The power of your subconscious mind ว่า You are what you think all day long คุณคือสิ่งที่คุณคิดอยู่ตลอดวัน คิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นจงนึกถึงแต่สิ่งดี นึกว่าคนจะดีต่อเรา เราจะประสบความสำเร็จ เราจะแข็งแรง เราจะปลอดภัย แล้วสิ่งดีๆก็จะเกิดกับคุณเอง เพราะคุณจะไม่กลัวผิด คุณจะเปิด คุณจะยอมรับ เพราะในใจคุณเชื่อว่า สิ่งดีๆกำลังจะมาถึง

และถึงแม้ตอนนี้คุณอาจจะยังไม่มีโอกาส ก็เปิดใจเข้าไว้ เมื่อโอกาสมาถึงก็อย่าปล่อยมันหลุดไป อย่างพ่อฉัน ต้องมีภาระหลายด้าน เลี้ยงตัวเอง ส่งน้องๆเรียน พ่อต้องทำงานตั้งแต่เด็ก แม้จะอยากเข้าวิศวะ แต่เพราะต้องทำงานไม่มีโอกาสเรียนมากอย่างคนอื่น ก็สอบเข้าไม่ได้ พอพ่อส่งลูกๆเรียนจบเรียบร้อยแล้ว อีกสองปี ก่อนพ่อเกษียณ พ่อก็เรียนปริญญาโท พอเกษียณอายุ 60 ก็เรียนจบพอดี จบโทอย่างที่พ่อตั้งใจ แต่ในระหว่างนั้น แม้พ่อยังไม่ได้เรียนโท ไม่ว่าจะมีสอบอะไร พ่อก็จะอ่านหนังสือและสอบได้ที่1 ทุกครั้งเลย ตอนนี้พ่อก็ยังทำงานด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ถามพ่อว่าพ่อเหนื่อยไหม พ่อบอกเหนื่อยอยู่ที่ไหน เหนื่อยอยู่ที่ปาก พ่อเป็นคนขยันและไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้ ตอนนี้ก็ยังเรียนภาษาอังกฤษกับเพื่อนร่วมชั้นรุ่นๆลูกอย่างแฮ็ปปี้

อยากเป็นคนอัจฉริยะ ก็ต้องใช้ความพยายาม ความอดทน ความขยัน และความตั้งใจจริงด้วยคะ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *