เศรษฐศาสตร์เรื่อง 'ความรัก'

เศรษฐศาสตร์เรื่อง ‘ความรัก’
สุทิพันธุ์ บงสุนันท์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549
ปกติผู้คนจะเข้าใจว่า “เศรษฐศาสตร์” เป็นเรื่องเงินทอง รายได้ กำไรหรือผลประโยชน์อะไรทำนองนั้น ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะสภาพแวดล้อมการเรียนรู้วิชาเศรษฐศาสตร์ ที่หล่อหลอมความคิดกันมา ไม่ว่าจะมาจากหลักสูตรการเรียนการสอน ตำรับตำรา และปรากฏการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ล้วนอธิบายด้วยแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมหรือทุนนิยมเสียส่วนใหญ่
แนวคิดเสรีนิยมก็ถือว่าเป็นหลักการที่ดี เพราะให้เสรีภาพแก่ปัจเจกชนตัดสินใจประกอบธุรกิจอย่างอิสระ มีกำไรเป็นสิ่งจูงใจให้เข้ามาแข่งขัน เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดประสิทธิภาพ โดยมีตลาดเป็นกลไกจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด เพื่อผลิตเป็นสินค้าและบริการหล่อเลี้ยงมวลมนุษย์โลก
แต่ทำไม? แนวคิดเสรีนิยมจึงถูกโจมตีว่า เป็นแนวเศรษฐกิจที่ไปทำลายสังคมสิ่งแวดล้อม และแม้กระทั่งไปทำลายเศรษฐกิจด้วยกันเอง ดังกรณีวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540
คำตอบน่าจะอยู่ที่ การนำแนวคิดนี้ไปใช้แบบสุดโต่งในลักษณะเสรีแต่ขาดการควบคุมที่ดีพอ ขาดกติกาที่เป็นธรรม โปร่งใส เสรีแบบเอารัดเอาเปรียบ ใช้อำนาจทุนแสวงหาประโยชน์ส่วนตนจากสังคมส่วนรวม หรือจากผู้ที่อ่อนแอกว่า เสรีแบบประมาท ขาดการศึกษาแท้จริงถึงผลกระทบและหามาตรการป้องกันรองรับการเปิดเสรีต่างๆ
แนวคิดเสรีนิยมยังทรงคุณค่าและมีประโยชน์ หากรู้จักหยิบใช้อย่างรู้เท่าทันเหมาะสม เช่น การนำนิยามความหมายของนักเศรษฐศาสตร์บางท่านมาศึกษาและปรับใช้ ก็ช่วยให้เข้าใจเศรษฐศาสตร์ได้ดีขึ้น อาทิ
Professor Lionel Robbins นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษเลื่องชื่อในศตวรรษที่ 20 ผู้สนับสนุนลัทธิเสรีนิยม ได้กล่าวถึงเศรษฐศาสตร์ ว่า เป็นศาสตร์ที่ศึกษาถึงพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์กันระหว่างเป้าหมาย กับวิธีการ เพื่อนำไปสู่ในสิ่งที่ต้องการ
จะเห็นว่า เศรษฐศาสตร์ไม่ได้มีความหมายแคบ แค่เรื่องเงินทอง รายได้ หรือกำไรอย่างที่เข้าใจกัน หากยังมีมุมมองกว้างไกลในเชิงหลักปรัชญา แสวงหาความรู้ความจริง เพื่อค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหามุ่งสู่เป้าหมายที่ต้องการ
ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจหรือไม่ก็ตาม คำว่า “วิธีการ” กับ “เป้าหมาย” มีความเกี่ยวพันกันอยู่เสมอ เช่น จะมีกระบวนขับเคลื่อนการเมืองอย่างไร เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง จะมีแนวทางร่วมมือกันอย่างไร เพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชาติ หรือจะมีมรรควิธีอย่างไร เพื่อนำไปสู่ความสงบสุขในชีวิต
ในทางโลก โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจเชิงสังคม ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป้าหมายสำคัญที่มนุษย์ต้องการไปให้ถึงก็คือ การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างสันติสุข สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูล
การไปสู่จุดหมายดังกล่าว นอกจากจะมีสินค้าและบริการตอบสนองความต้องการอย่างเพียงพอ ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ เรื่องของ “ความรัก” ที่จะเป็นหนทางเป็นกลไกเชื่อมโยงถักทอสรรพสิ่งในการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล
เมื่อถึงวันแห่งความรัก ท่ามกลางบรรยากาศที่มอบสิ่งดีๆ ให้แก่กัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ครอบครัวและสังคมเป็นห่วงมากในทุกๆ ปีก็คือ การที่เด็กจะใช้โอกาสนี้ พิสูจน์ถึงความรักที่จริงใจ ด้วยการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร จากงานวิจัยโดย สถาบันรวมจิตติในโครงการ Child Watch พบความเสี่ยงด้านสังคมอยู่ในภาวะที่น่าวิตกเด็กไทยยอมรับว่า เคยมีเพศสัมพันธ์ถึง 16% เด็กไทยอายุต่ำกว่า 19 ปี เคยผ่านการทำคลอด 5.2 หมื่นคน
ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ แท้จริงแล้วมาจากหลายสาเหตุ เมื่อเด็กโตขึ้นก้าวสู่วัยรุ่น เป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย มีพัฒนาการที่ต้องการอิสระ มีความเป็นตัวตนสูง รักเพื่อน ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเพื่อนสร้างจุดเด่น ชอบลอง ชอบเลียนแบบ ยิ่งมีสื่อและสิ่งแวดล้อมมากมายมากระตุ้นยั่วยุอารมณ์ กอปรกับพ่อแม่ทอดทิ้ง ไม่ดูแลเท่าที่ควร ไม่เข้าใจเขาอีก ก็ยิ่งมีโอกาสสูงมากที่เด็กจะแสดงออกถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว
สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง เมื่อเด็กไม่ได้รับความรักที่ถูกต้องจากพ่อแม่ ทำให้เด็กไม่เข้าใจความรักที่แท้จริง และคิดว่าสิ่งที่กระทำลงไปคือ การแสดงความรัก และสุดท้าย ก็แก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรง
คำกล่าวต่อไปนี้ คงจะเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจคำว่า “ความรัก” ที่ถูกต้องร่วมกัน “เมื่อความรักปรากฏออกมาในการกระทำ เราจะมีความประพฤติชอบ เมื่อความรักปรากฏออกมาในอารมณ์ เราจะมีความสงบ เมื่อความรักปรากฏออกมาในความคิด เราจะแสวงหาความจริง และเมื่อความรักปรากฏออกมาในความเข้าใจตนเอง และสิ่งแวดล้อม เราจะไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น” (จากหนังสือ MQ โดย น.พ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์)
ผู้ที่ให้นิยามความรักข้างต้นคือ Sri Sathya Sai Baba คุรุแห่งจิตวิญญาณชาวอินเดียที่มีผู้เลื่อมใสทั่วโลก หากคนเราเปี่ยมไปด้วยความรักอย่างแท้จริงแล้ว ไม่ว่าในด้านความคิด ความเข้าใจ อารมณ์ และการกระทำ ย่อมแสดงความงดงามทั้งกาย วาจา ใจ และนำมาสู่ความสงบสุขในที่สุด
เด็กจะเข้าใจความรักที่แท้จริง พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่าง ให้ความรักแก่เด็ก ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจ ด้วยการดูแล ห่วงใย เอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ พูดคุย ปรึกษาหารือ ถามไถ่ทุกข์สุข โดยเฉพาะการให้ความรักในช่วงวัยรุ่น พ่อแม่ควรดูแลให้เด็กได้ปรับตัวเข้ากับสังคมโลกภายนอก พูดคุยให้คำแนะนำปรึกษา ให้อิสระ ให้โอกาสตัดสินใจด้วยตนเอง ให้กำลังใจ ให้อภัย ให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กมีปัญหา
พร้อมกับคอยบอกว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เตือนถึงภัยสังคมและอันตราย ซึ่งที่กล่าวมาถือเป็นความรักแบบมีเหตุผล มีวินัย เป็นความรักที่เข้าใจพฤติกรรมและพัฒนาการในช่วงวัยของเขา เป็นความรักที่จะช่วยให้เด็กเติบโตงดงาม
เมื่อเด็กได้เรียนรู้แบบอย่างความรักที่ถูกทางจากพ่อแม่ พ่อแม่ให้ความรักความอบอุ่น เด็กจะมีความสุขในชีวิต ทำให้เด็กรักตัวเองและรักพ่อแม่ เด็กจะใช้ความคิด ความเข้าใจ ความมีเหตุผล มากกว่าการใช้อารมณ์
เด็กจะเข้าใจความรักที่ถูกต้องและรักคนอื่นในทางที่ถูกต้องด้วย เห็นอกเห็นใจคนอื่น จะไม่กระทำการใดที่เห็นแก่ตัว ไม่ไปทำร้ายร่างกายและจิตใจทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ในที่สุดเด็กจะมีความรักที่ถูกทาง เป็นวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันไม่ใช้ความรักในทางที่ไม่เหมาะสม
หากเราเชื่อว่า ความรักเป็นหัวใจในการเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของเด็กให้ดีขึ้นได้ จงช่วยกันเติมเต็มความรักให้แก่เด็ก เพื่อให้เข้าใจความรักที่ถูกต้อง ทั้งในฐานะผู้รับความรักและพร้อมให้ความรักแก่คนอื่น
ไม่อยากให้วันแห่งความรักแสดงออกถึงความรักที่ไม่เหมาะสม ไม่อยากให้ความรักเป็นเพียงแค่เทศกาลแล้วก็ผ่านเลยไป แต่อยากให้ใช้เทศกาลร่วมกันปลูกฝังสานสร้างต้นแบบแห่งความรักที่ถูกต้อง เพื่อก้าวสู่คุณภาพชีวิตที่งดงาม

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *