เศรษฐศาสตร์ว่าด้วย พฤติกรรมมนุษย์

เศรษฐศาสตร์ว่าด้วย พฤติกรรมมนุษย์
อนุวัฒน์ ชลไพศาล,ส.พัฒนาการศึกษาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์,ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ anuwat@dpu.ac.th ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8 วันที่ 22 เมษายน 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3577 (2777)
เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่พยายามศึกษา และอธิบายพฤติกรรมมนุษย์มานานแล้ว แต่เรากำลังเข้าสู่ยุคที่เศรษฐศาสตร์ ว่าด้วยพฤติกรรมมนุษย์กำลัง “ซ่า” กันไปใหญ่แล้วครับ
เศรษฐศาสตร์ในยุคเริ่มต้นเมื่อประมาณ 200 กว่าปีก่อน ถูกผนวกอย่างแยกไม่ออกกับวิชาปรัชญาและการเมือง สังเกตจากชื่อวิชาดั้งเดิม คือ วิชาว่าด้วยเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) โดยเนื้อหาวิชาเศรษฐศาสตร์ในยุคเริ่มต้น เสนอคำอธิบายพฤติกรรมพื้นฐานทางเศรษฐกิจของมนุษย์ อาทิ การบริโภค การออม การลงทุน และการค้า เป็นต้น ในยุคเริ่มต้นความสำคัญ และความนิยมของวิชาเศรษฐศาสตร์ ยังไม่เป็นที่ยอมรับของชุมชนในวงกว้าง บรรดาชนชั้นนำ และปัญญาชนที่ต้องการความก้าวหน้าในสาขาสังคมศาสตร์ ต่างมุ่งศึกษาวิชาว่าด้วยรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา หรือวรรณกรรม
การพัฒนาของเศรษฐศาสตร์ในฐานะ “ศาสตร์ชั้นนำในสาขาสังคมศาสตร์” อันนำไปสู่ความ “ซ่า” ของวิชาเศรษฐศาสตร์ เกิดเนื่องด้วยปรากฏการณ์หลายประการ
ประการแรก เศรษฐศาสตร์ในยุคใหม่มุ่งพัฒนาระเบียบวิธีการศึกษา ให้มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น เช่น การนำเอาคณิตศาสตร์ขั้นสูงมาเป็นเครื่องมือหลัก ในการสร้างแบบจำลอง เพื่อศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ (Economic Mathematization) การศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ในห้องทดลอง หรือการเสนอกรอบคำอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ ผ่านระเบียบวิธีการศึกษาเชิงปัจเจก (Methodological Individual ism) ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าสามารถเสนอคำอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นต้น
ประการที่สอง การมุ่งพัฒนาวิธีการศึกษาให้มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ทำให้เศรษฐศาสตร์ประสบความสำเร็จ ในฐานะที่เป็นศาสตร์ในสาขาสังคมศาสตร์เพียงไม่กี่สาขา (เคียงคู่กับวรรณกรรม และสันติภาพ) ที่มีเกียรติได้รับรางวัลโนเบล (Nobel Prize in Economic Science) ซึ่งเป็นรางวัลที่เป็นเกียรติสูงสุดในวงวิชาการ
รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์มีส่วนทำให้วงวิชาการ และสาธารณชนให้ความสำคัญแก่เศรษฐศาสตร์ในฐานะ “เพชรยอดมงกุฎแห่งสาขาสังคมศาสตร์”
เศรษฐศาสตร์ในฐานะศาสตร์ที่พยายามอธิบายพฤติกรรมมนุษย์มีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2002 มอบให้แก่ ดาเนียล คาห์เนอแมน (Danial Kahneman) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยพรินส์ตัน และเวอร์นอน สมิทธิ์ (Vernon Smith) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน โดยทั้งสองร่วมกันสถาปนา “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยพฤติกรรมมนุษย์” (Behavioral Economics) ในฐานะสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์แขนงใหม่ ที่มีคุณูปการในการเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์มากขึ้น
ในคำประกาศเกียรติคุณแก่ดาเนียล คาห์เนอแมน และเวอร์นอน สมิทธิ์ คณะกรรมการโนเบลปี 2002 เห็นว่า ทั้งสองมีคุณูปการในการ “…ผสานระเบียบวิธีวิจัยทางจิตวิทยา เพื่ออธิบายพฤติกรรมการตัดสินใจของมนุษย์ ภายใต้ความไม่แน่นอน และออกแบบการทดสอบในห้องทดลอง เพื่อเป็นเครื่องมือในการศึกษากลไกตลาด”
พัฒนาการของเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยพฤติกรรมมนุษย์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ แก่วงวิชาการเศรษฐศาสตร์อย่างน้อยสองด้านครับ
ด้านหนึ่ง รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ที่มอบให้แก่เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยพฤติกรรมมนุษย์ สร้างอภิสิทธิ์แก่วงวิชาการเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ ในการนำเสนอคำอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ในบริบทที่ซับซ้อน สนุก และตื่นเต้นมากขึ้น อาทิ เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความปีติ (The Economic of Ecstasy) เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการละเมิดทางเพศ (The Economic of Sexual Harassment) เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการสูบบุหรี่ (The Economic of Smoking) เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการสนทนา (The Economic of Conversation) หรือแม้แต่เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความรัก (The Economic of Love)
อีกด้านหนึ่ง การพัฒนาระเบียบวิธีการศึกษาของเศรษฐศาสตร์ ให้มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น มีส่วนสร้างทำนบกีดกันความเข้าใจ คำอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ของนักเศรษฐศาสตร์ และการมีส่วนร่วมจากทั้งวงวิชาการสังคมศาสตร์สาขาอื่น และสาธารณชนภายนอก
วงวิชาการสังคมศาสตร์สาขาอื่นตั้งคำถามในเชิงที่ว่า เศรษฐศาสตร์กำลังก้าวเข้าสู่พรมแดน ที่เศรษฐศาสตร์ไม่มีความสามารถในการตั้งคำถามหรือเสนอคำอธิบาย และเศรษฐศาสตร์กำลังประพฤติตน ดั่งผู้ล่าอาณานิคมต่อศาสตร์อื่นๆ (Economic Imperialism) เช่น รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ หรือแม้แต่ชีววิทยา หรือไม่ ?
สาธารณชนภายนอกไม่เข้าใจว่าเหตุใด นักเศรษฐศาสตร์ผู้กุมอำนาจผูกขาดในการเสนอ แนวนโยบายเศรษฐกิจจึงไม่มีส่วนรับผิด เมื่อ วิกฤตการณ์เศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อชุมชน ในวงกว้าง
ทายาทของผู้ก่อตั้งรางวัลโนเบลเสนอ ให้มีการทบทวนการให้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐศาสตร์ ยุคใหม่หาได้มีคุณูปการต่อมนุษยชาติตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของการมอบรางวัลโนเบล
ความเข้าใจผิด และการขาดการมีส่วนร่วม ล้วนมีส่วนเพิ่มระยะห่างระหว่างนักเศรษฐศาสตร์ กับชุมชนภายนอก และบั่นทอนพัฒนา การของวิชาเศรษฐศาสตร์ในอนาคต
หากเปรียบเทียบเศรษฐศาสตร์ที่มีอายุประมาณ 200 ปี กับศาสตร์อื่นๆ ที่มีอายุนับพันปี เศรษฐศาสตร์ก็เป็นคนหนุ่มอ่อนประสบการณ์ ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างรวดเร็ว เขาเหล่านี้ต้องการคำท้าทาย การมีส่วนร่วม และคำชี้แนะในทิศทางการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม
เศรษฐศาสตร์กำลังต้องการคำท้าทาย การมีส่วนร่วมและคำชี้แนะครับ
หมายเหตุ : ผู้สนใจคำอธิบายของเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยพฤติกรรมมนุษย์ในบทความสามารถติดตามจาก
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความปีติ โปรดดู Hugo M. Mialon, “The Economics of Ecstasy”, www.eco.utexas.edu/graduate/ Mialon/Ecstasy.PDF , 2003.
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการละเมิดทางเพศ โปรดดู Kauskik Basu, “The Economics and Law of Sexual Harassment in the Work place”, Journal of Economic Perspec tives, Volume 17, Number 3, Summer 2003 : 141-157.
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการสูบบุหรี่ โปรดดู Pierre Lemieux, “The Economic of Smoking”, http://www.econlib.org/library/ Features/feature5.html . 2004.
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการสนทนา โปรดดู Deirdre N. McCloskey, Economics as Con versation, and Sprachethik, Oxford University Press, 2000.
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความรัก โปรดดู Lou Marinoff and Baroness Greenfield, Love : A Matter of Trust, World Economic Forum Annual Meeting, 2003.
ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *