เศรษฐกิจพอเพียง : จากการวิวัฒน์สู่แนวปฏิบัติ (1)

เศรษฐกิจพอเพียง : จากการวิวัฒน์สู่แนวปฏิบัติ (1)
บทความ โดย ไสว บุญมา ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3904 (3104)
บทนำ ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจร่วมกันว่า “เศรษฐกิจ” เกิดขึ้นเพราะทรัพยากรมีจำกัด “เศรษฐ” มีรากมาจากภาษาบาลีและ สันสกฤตซึ่งมีความหมายว่า “ดีที่สุด” เศรษฐกิจจึงเป็นการกระทำที่นำไปสู่การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อมนุษยชาติ และเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการกระทำนั้น มนุษย์เรามีแรงจูงใจที่จะใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเราเรียกกิจกรรมที่ทำให้ทรัพยากรซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดเกิดประโยชน์สูง เป็นการกระทำที่มีประสิทธิภาพสูง
มนุษย์เราต่างกับสัตว์อื่นหลายด้าน ความแตกต่างสำคัญอันเป็นที่มาของระบบเศรษฐกิจแนวตลาดเสรีคือ เมื่อเรามีอะไรเหลือกินเหลือใช้เรามีแรงจูงใจที่จะนำสิ่งเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนกัน ปรากฏการณ์นี้ไม่มีในสัตว์อื่น นอกจากนั้นเราต้องการที่จะทำกิจกรรมได้อย่างเสรี รวมทั้งการนำสิ่งที่เรามีมาแลกเปลี่ยนกันด้วย กระบวนการแลกเปลี่ยนกันนี้มี “ตลาด” เป็นสื่อกลาง ตลาดอาจมีห้างร้านหรือสถานที่ซึ่งเอื้อให้ผู้ขายและผู้ซื้อพบหน้ากัน หรืออาจไม่มีสถานที่เช่นนั้นก็ได้ อาทิ ตลาดซื้อขายหุ้นและเงินตราซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายไม่จำเป็นต้องเห็นหน้ากัน ระบบเศรษฐกิจแนวตลาดเสรีมีฐานอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ฐานนั้นจึงมั่นคงยังผลให้ระบบเศรษฐกิจแนวนี้ มีโอกาสยั่งยืนสูงกว่าระบบอื่น เช่น ระบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพอันเป็นการขัดธรรมชาติของมนุษย์
วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์และแนวคิดทางเศรษฐกิจ
ย้อนไปในอดีต บรรพบุรุษของมนุษย์ดำเนินชีวิตด้วยการเก็บของป่า ล่าสัตว์ และอยู่กับธรรมชาติ โดยปราศจากการดัดแปลงอย่างจริงจัง จนกระทั่งราว 1 หมื่นปีที่ผ่านมา เมื่อมีการค้นพบวิธีเพาะปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ในย่านตะวันออกกลางและต่อมาในเมืองจีนและส่วนอื่นของโลก ความสามารถในการปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงแบบก้าวกระโดด หรือการปฏิวัติ ในวิถีชีวิตของมนุษย์ นั่นคือ เกิดการตั้งชุมชนถาวรแทนการเร่ร่อนไปตามฤดูกาลเพื่อเก็บของป่าและล่าสัตว์ การรู้จักปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ทำให้มนุษย์ผลิตอาหารได้มากจนเรียกว่าเป็นการปฏิวัติเกษตรกรรม ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว กระบวนการนี้เอื้อให้สมาชิกบางส่วนของชุมชนมีเวลาเหลือเพื่อทำกิจกรรมอย่างอื่น ซึ่งนำไปสู่การคิดค้นจนเกิดความก้าวหน้าในศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งการประดิษฐ์ภาษาเขียนด้วย
ความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดหรือการปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งนั้นบางทีมีผู้เรียกว่า “คลื่นลูกที่ 1”
คลื่นลูกนั้นเป็นพลังผลักดันให้เกิดวิวัฒนาการต่อมา นั่นคือ ความก้าวหน้าในศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การสร้างอารยธรรมขึ้นในหลายส่วนของโลก อารยธรรมเหล่านั้นใช้ระบบเศรษฐกิจแนวตลาดเสรี อันมีฐานเป็นธรรมชาติอยู่แล้วเป็นหลัก อย่างไรก็ดีมีบางแง่ที่ไม่เป็นเสรีอย่างแท้จริง เช่น การจับมนุษย์เป็นทาส อารยธรรมเหล่านั้นมีทั้งการติดต่อค้าขายและการรุกรานกัน บางอารยธรรมล่มสลายแล้วมีอารยธรรมใหม่ขึ้นมาแทนที่ หลังจากเวลาผ่านไปหลายพันปีจึงมีการปฏิวัติ หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในวิถีชีวิตของมนุษย์อีกครั้ง
การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดครั้งนี้มีชื่อว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้แก่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งเริ่มเมื่อ 250-300 ปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าเหล่านั้น นำไปสู่การประดิษฐ์เครื่องจักรกลเพื่อใช้แทนแรงคน แรงสัตว์ และพลังทางธรรมชาติอื่นๆ ที่ใช้กันในสมัยก่อน
การเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากเครื่องจักรกลนี้บางทีมีผู้ตั้งชื่อว่า “คลื่นลูกที่ 2”
ช่วงต้นๆ ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมไม่ได้ทำให้แนวคิดในการดำเนินเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมากนัก สังคมต่างๆ ยังอิงหลักของตลาดเสรี และในช่วงนี้เองที่ปราชญ์พยายามศึกษาการทำงานของตลาดเสรี และกฎเกณฑ์ที่จะทำให้มันมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หรือทำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประโยชน์สูงขึ้น ในจำนวนนี้มีปราชญ์ชาวสกอตชื่อ อะดัม สมิท รวมอยู่ด้วย อะดัม สมิท รวบรวมการศึกษาเกี่ยวกับการทำงาน ของเศรษฐกิจแนวตลาดเสรีขึ้นอย่างเป็นระบบ และพิมพ์ออกมาในหนังสือชื่อ The Wealth of Nations เมื่อปี พ.ศ.2319 หนังสือซึ่งหนากว่า 1,100 หน้าเล่มนี้จึงเป็นต้นตำรับของระบบตลาดเสรีที่เราเข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน
เครื่องจักรกลต่างๆ ก่อให้เกิดโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ซึ่งผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกมาได้จำนวนมหาศาล โรงงานเหล่านั้นมักเกิดขึ้นในย่านชุมชนเมืองและต้องการคนงานสูงจึงเป็นแรงจูงใจให้ชาวชนบทอพยพเข้าเมืองกันขนานใหญ่ ยังผลให้ชุมชนเมืองขยายออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับมีความแออัดเพิ่มขึ้น การผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกขายได้จำนวนมหาศาลยังผลให้เจ้าของโรงงานมั่งคั่งขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ ทว่ามันไม่ทำให้ผู้ใช้แรงงานมั่งคั่งขึ้นด้วย ฉะนั้นการปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงนำไปสู่การแยกคนออกเป็นสองชนชั้นอย่างแจ้งชัด
นั่นคือ ชนชั้นนายทุนซึ่งเป็น กลุ่มเล็กๆ ที่ร่ำรวยจากการเป็นเจ้าของกิจการใหญ่ๆ โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม และชนชั้นกรรมกรซึ่งมีจำนวนมากและยากจนเพราะมักถูกนายทุนเอาเปรียบ ในขณะที่ชนชั้นนายทุนมีความเป็นอยู่อย่างหรูหรา ชนชั้นกรรมกรมักอยู่กันอย่างแออัดในย่านของเมืองที่เสื่อมโทรมและมีบริการเพียงจำกัด
สภาพเช่นนั้นวิวัฒน์ไปหลายทศวรรษก่อนที่จะมีปราชญ์สองคนเสนอทางแก้ไขคือ คาร์ล มาร์ก และ ฟรีดริก เองเกลส์ ซึ่งพิมพ์แนวคิดระบบคอมมิวนิสต์ออกมาเมื่อปี พ.ศ.2391 ชื่อ The Communist Manifesto ระบบคอมมิวนิสต์ต้องการกำจัดความเหลื่อมล้ำของคนสองชนชั้น อันเกิดจากระบบตลาดเสรี ซึ่งประชาชนมีสิทธิ์ถือครองสินทรัพย์ และผลิตสิ่งต่างๆ ตามความต้องการของผู้บริโภค โดยการให้รัฐยึดครองสินทรัพย์ทั้งหมดและเป็นผู้ออกคำสั่งให้ประชาชนผลิตสิ่งต่างๆ ตามที่รัฐเห็นว่ามีประโยชน์สูงสุด ระบบคอมมิวนิสต์จึงต่างกับแนวคิดตลาดเสรีชนิดที่อยู่คนละขั้ว
ระบบคอมมิวนิสต์ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกใน รัสเซียหลังการปฏิวัติเมื่อปี พ.ศ.2460 และขยายออกไปในหลายประเทศ โดยเฉพาะเมื่อรัสเซียแผ่อาณาเขต และอำนาจออกไปเป็นสหภาพโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดในปี พ.ศ.2488 สหภาพโซเวียตก้าวหน้ามาได้หลายทศวรรษก่อนที่จะเริ่มประสบปัญหาหนักหนาสาหัส จนล่มสลายไปในปี พ.ศ.2531 ทำให้การใช้ระบบคอมมิวนิสต์อย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรกล่มสลายไปด้วย ปัจจัยที่ทำให้เกิดการล่มสลายได้แก่ ระบบนี้มีฐานอยู่บนการบังคับซึ่งผิดธรรมชาติของมนุษย์ดังที่กล่าวถึงแล้ว ในปัจจุบันนี้โลกจึงมีระบบตลาดเสรีเป็นเศรษฐกิจกระแสหลัก
ก่อนที่สหภาพโซเวียตจะล่มสลายไม่นานโลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในระดับปฏิวัติอีกครั้ง การปฏิวัติครั้งล่าสุดนี้ มีเทคโนโลยีดิจิทัล และคอมพิวเตอร์เป็นหัวจักรขับเคลื่อน เทคโนโลยี ดิจิทัลเข้ามาแทนที่แรงสมองของคน เฉกเช่นเครื่องจักรกลเข้ามาแทนที่แรงงาน มันเอื้อให้การคิดคำนวณและการส่งข่าวสารข้อมูลทำได้อย่างฉับพลัน และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดในสังคมมนุษย์อีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงครั้งหลังนี้ บางทีมีผู้เรียกว่าการปฏิวัติสารสนเทศ และบางทีก็มีผู้เรียกว่า “คลื่นลูกที่ 3”
หน้า 50
________________________________________

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *