เวลา กับ ความสำเร็จ

เวลา กับ ความสำเร็จ
BUSINESS & SOCIETY : ศ.ดร. วรภัทร โตธนะเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2550

เรื่องของเวลา นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง ที่อาจจะทำให้ธุรกิจ ประสบความสำเร็จ หรือ ล้มเหลวก็ได้ กล่าวคือ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้นั้น มักจะต้องได้จังหวะเวลาที่เหมาะสม พอดีๆ ไม่ช้าหรือเร็ว เกินไป

วันนี้ ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนๆ ในประเทศไทย เราก็พบ ร้านอาหารจานด่วน หรือ Fast Food ของฝรั่งมากมายไปหมด และส่วนใหญ่ก็ขายดิบขายดีเสียด้วย ทั้งๆ ที่ราคาก็แพงกว่าก๋วยเตี๋ยวไม่น้อย แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบว่าเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ไก่ย่างจานด่วนยี่ห้อดังของฝรั่ง ที่เข้ามาขายในเมืองไทยครั้งแรกนั้น ปรากฏว่าอยู่ได้ไม่นานก็ต้องพับฐานกลับไป เพราะมาถึงเมืองไทยเร็วเกินไป หลังจากนั้น อาหารจานด่วนของฝรั่งก็ต้องรอเวลาอีกนานหลายปี จวบจนกระทั่ง เมื่อปี 2526 แฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อดัง ก็ตัดสินใจเข้ามาเปิดตัว พร้อมกับความสำเร็จ และถือเป็นการเปิดศักราช Fast Food ในเมืองไทย ให้เติบโตมาจนทุกวันนี้

อย่าว่าแต่ฝรั่งเลยที่เข้ามาผิดเวลา แม้กระทั่งอาหารจานด่วน พันธุ์ไทยแท้ อย่าง “ข้าวแกงรามา” ซึ่งขายข้าวแกงไทยๆ ในห้องอาหารสะอาด ติดแอร์ ช่วงประมาณปี 2519 หรือ 2520 เห็นจะได้ ก็ยังเปิดตัวเร็วเกินไป ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ และต้องล่าถอยไปในที่สุดเช่นกัน ไม่เหมือนวันนี้ ที่พวกเราทานก๋วยเตี๋ยวและข้าวแกง ใน Food Court กันเป็นปกติธรรมดาไปแล้ว

เร็วเกินไป ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ช้าไป ก็เสียหายเช่นกัน สองสามปีมานี้ สายการบินและผู้โดยสารที่รอคอยเครื่องบิน ซูเปอร์จัมโบ้เจ็ท A380 ต่างผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะบริษัท แอร์บัส ไม่สามารถส่งมอบเครื่องบินได้ตามกำหนด ช้าไปถึงสองปี ก่อให้เกิดความเสียหายทั่วหน้า ทั้งสายการบินผู้สั่งซื้อ และบริษัทผู้ผลิต

ในวงการเกม ก็เช่นกัน ปีที่แล้ว ใครๆ ก็ติดตามข่าวการวางตลาดของ PS3 Xbox และ Wii ว่าใครจะออกก่อน ออกหลัง และควรจะรอซื้อของใครดี จนเป็นที่ตื่นเต้นไปทั่วโลก ในที่สุด วันนี้เราก็ได้เห็นว่า ออกมาไม่ห่างกันมากนัก แต่ที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ ดูเหมือนจะเป็นเครื่อง Wii ซึ่งทำให้เกิดนักเล่นเกม รุ่นอาวุโส อายุ 70 หรือ 80 ปี เพิ่มขึ้นจำนวนมาก และเล่นเกมนี้ร่วมกับเด็กๆ ด้วยความติดอกติดใจกันขนานใหญ่ จนวันนี้ แทบจะผลิตไม่ทันขายในอเมริกาแล้ว

สินค้าไฮเทคนั้น พัฒนากันเร็วมาก รวมทั้งมี Features ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ดังนั้นผู้ผลิตจึงต้องจับ จังหวะเวลา ให้ดีมากๆ ขืนวางตลาดช้าไปเพียงนิดเดียว ก็มีโอกาสเสียหายได้มากๆ ขณะเดียวกันของที่ไม่ใช่ไฮเทค ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะสินค้าบางอย่าง ช้าไปเพียงวันเดียว ก็ไม่ทันกาลแล้ว ไม่เชื่อ ลองวางตลาดการ์ดวาเลนไทน์ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ดูสิ แล้วช่วยบอกผมด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น

ตลาดหลักทรัพย์ ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีตัวอย่างให้เห็นได้ชัดเจนว่า เรื่องของเวลา เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะบริษัทหลายแห่งที่มีความพร้อมที่จะเปิดขายหุ้น IPO แต่ก็ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ไม่ใช่เพราะสถานภาพของบริษัทเปลี่ยนไป แต่เพราะจังหวะเวลาไม่เหมาะสม ตลาดทุนไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ขืนต้านบรรยากาศเข้าไป ก็คงขายไม่ได้ หรือขายได้ ในราคาต่ำ และด้วยความเหนื่อยยาก มากๆ

นักธุรกิจ จึงต้องพยายามวางแผน และคาดการณ์อนาคตเสมอ ว่าจะขายสินค้าหรือบริการ อะไร และเมื่อใด จะเป็นเวลาที่เหมาะสม เราลองมาฟังความเห็นของนักธุรกิจผู้เชี่ยวชาญ ที่น่าจะคาดการณ์อนาคตได้เก่ง ดูไหมครับ

“ไม่มีใครหรอก ที่อยากจะชมภาพยนตร์ ซึ่งได้ยินเสียงนักแสดง ‘พูด’ ได้ด้วย ” H.M. Warner จาก Warner Brothers กล่าวไว้เมื่อปี 1927 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีแต่ ภาพยนตร์ “ใบ้”

“เราไม่ชอบเสียงของพวกเขา นอกจากนั้น วงกีตาร์ ก็กำลังจะหายไปจากความนิยมอีกด้วย” คำพูดของผู้บริหารค่ายเพลง Decca ที่ปฏิเสธวง The Beatles ในปี 1962

“ไม่มีเหตุผลใดๆ เลย ที่จะทำให้คนอยากมีคอมพิวเตอร์เอาไว้ในบ้าน” Ken Olson, President of Digital Equipment Corp. กล่าวเมื่อปี 1977

“640K ก็ควรจะเพียงพอแล้ว สำหรับทุกคน” Bill Gates, 1981

เป็นอย่างไรบ้างครับ เวลาเปลี่ยนไป อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปได้ ทำให้ แม้กระทั่งนักธุรกิจดังๆ ก็ยังผิดพลาดได้ ในวงการของเขาเอง ใช่ไหมครับ

เรื่องของจังหวะเวลา ทำให้ผมคิดถึง ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ว่า นี่กาลเวลาก็ได้ผ่านไปถึง 75 ปีแล้ว นับตั้งแต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 แต่เหตุไฉนหนอ ทุกวันนี้ เรายังต้องเร่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 17 กันอยู่เลย แสดงว่า ระบอบประชาธิปไตย ยังไม่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยเท่าที่ควร หรือจะเป็นเพราะว่า เรารีบนำระบอบนี้มาใช้ เร็วเกินไป?

แม้จะมีหลายคนที่คิดว่า ประชาธิปไตยอาจมาเร็วเกินไป แต่วันนี้ เราก็หมุนเข็มนาฬิกากลับไม่ได้แล้ว และจะต้องเดินต่อไปอย่างแน่วแน่ ช่วยกันทำระบอบประชาธิปไตยที่ดีที่สุดให้เกิดขึ้นให้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องถามว่า รัฐบาล มี เวลา อีกนานเท่าใด คำตอบก็ชัดเจนว่า รัฐบาลจะต้องทำให้ทุกอย่างค่อยๆ “ลงตัว” ให้ได้ ในเวลาอีกประมาณ 6-8 เดือน ข้างหน้า

เป็นเรื่องที่ท้าทายมากทีเดียว เมื่อคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมในขณะนี้ ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจนว่ามีเหตุการณ์ต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น หรือคาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้การเมือง “กระเพื่อม” อย่างต่อเนื่อง และต้องยอมรับว่า ณ เวลานี้ ที่นายกรัฐมนตรี ของเรายังยืนยันว่า ไม่ถอดใจ นั้น นักธุรกิจจำนวนมาก รวมทั้งนักลงทุนต่างชาติจำนวนไม่น้อย ดูเหมือนจะได้ถอดใจไปก่อนเสียแล้ว และรอเวลาว่าเลือกตั้งเมื่อไร ค่อยว่ากันใหม่ก็แล้วกัน เหตุการณ์อย่างนี้ น่าเห็นใจทีมขิงแก่จริงๆ

ว่ากันตรงไปตรงมา ก็คือผลงานของรัฐบาล ช่วง 6 เดือนที่ผ่านไปนั้น ต่ำกว่าความคาดหวังของนักธุรกิจ และนักลงทุนอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เลยทำให้พวกเขามองไป 6 เดือนข้างหน้า โดยไม่คาดหวังอะไรมากกว่านี้นัก ทุกอย่างก็เลย สะลึมสะลืออย่างนี้

จะไปว่านักธุรกิจหรือนักลงทุนก็ไม่ได้ เพราะพวกเขาจะคิด หรือตัดสินใจทำอะไร เขาก็ต้องประเมินสถานการณ์อนาคต และผลงานในอดีตประกอบด้วย ก็ในเมื่อ 6 เดือนแรก ผลงานยังไม่ประทับใจ เขาก็ไม่อยากคาดหวังอะไรใน 6 เดือนถัดไป แต่จะว่าไปแล้ว ก็อาจจะต้องฝากบอกนักธุรกิจและนักลงทุนให้เปิดใจกว้างกว่านี้สักหน่อย อย่าไปท้อแท้เอาง่ายๆ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มีความหวังไว้บ้างก็ไม่เสียหายอะไร มาช่วยกันลุ้นดีกว่าว่า 6 เดือนข้างหน้า ทีมขิงแก่ อาจสร้างความประหลาดใจให้เราก็ได้

ก็จำได้ไหมเล่าครับว่า เวลาเราซื้อ กองทุนรวม ทีไร มักจะได้รับการบอกกล่าวเสมอว่า…..ผลงานในอดีต ไม่ได้บ่งบอกอนาคตเสมอไป นะ……..

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *