เรื่องราวของการทำงาน การก่อร่างสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง

โดย นายธนพล ก่อฐานะ ที่ปรึกษาSMEs ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ ฝ่ายประสานและบริการ SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) [5-2-2008]

@ ต่อยอดธุรกิจโดยไม่มีทุน
@ เถ้าแก่เล็กเปลี่ยนเป็นเถ้าแก่ใหญ่
@ การขยายอย่างไร้ขีดจำกัดคือบ่อเกิดของความหายนะ

เรื่องราวของการทำงาน การก่อร่างสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง และยังพยายามต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆอย่างน่าสนใจ จึงนำมาเขียนเป็นกรณีศึกษาเพื่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ เป็นกำลังใจ เป็นข้อคิดให้นักต่อสู้ทั้งหลายได้เห็นเผื่อจะเป็นแนวคิดให้สามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาได้ หรือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา
วิกฤตสร้างเถ้าแก่

เมื่อประมาณสิบห้าปีก่อนมีวิกฤตเกิดขึ้นในโลก ซึ่งแน่นอนกระทบกับประเทศไทยอย่างมากคือการที่ ซัดดัม ฮุตเซนนำกังลังบุกประเทศคูเวตและประเทศสหรัฐอเมริกาส่งกำลังช่วยประเทศคูเวต ขณะนั้นสถานการณ์โลกน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งกลัวว่าจะกลายเป็นสงครามโลก เศรษฐกิจหยุดนิ่งและอาจจะเรียกได้ว่าถดถอยเลยทีเดียว ทำให้ธุรกิจหลายแห่งทั้งใหญ่และเล็กเลิกโครงการต่างๆและบางธุรกิจเลิกกิจการเลยทีเดียว

ขณะนั้นมีบริษัทใหญ่มากในประเทศไทยที่มีฐานะการเงินที่มั่นคง มีผู้บริหารที่มากด้วยประสบการณ์ความรู้ความสามารถ ได้ตัดสินใจเลิกโครงการธุรกิจขายส่งสินค้า IT และต้องการหาคนมาซื้อสินค้าใน Stock ทั้งหมดมูลค่าประมาณ 10,000,000บาท ซึ่งในขณะนั้นหาคนมาซื้อได้ยากมาก ๆ ดังนั้นผู้บริหารของโครงการนั้นจึงตัดสินใจลาออกและขอเป็นผู้ซื้อสินค้าทั้งหมดเอง ผู้บริหารคนนี้ตัดสินใจโดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ไม่มีเงิน มีแต่ความเชื่อมั่นในตนเองและต้องการแสดงความรับผิดชอบ ฝ่ายเจ้าของธุรกิจก็เชื่อในความสามารถ ความซื่อสัตย์และมีความต้องการจะเลิกธุรกิจขายส่ง H/W จึงตัดสินใจขายสินค้าทั้งหมดให้ผู้บริหารคนนี้ในเงื่อนไขเครดิตระยะยาว ราคาพิเศษและมีเงื่อนไขห้ามคืนสินค้า ผู้บริหารคนนี้ก็เริ่มต้นเช่า OFFICE ,รับพนักงานขายและส่วนใหญ่มาจากที่เดิมที่เลิกโครงการนั่นเอง ผู้บริหารคนนี้ให้ชื่อว่า “นายก่อร่าง สร้างธุรกิจ” อายุประมาณ 32 ปีในขณะนั้น ธุรกิจที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้น่าสนใจมาก และวิธีบริหารของนายก่อร่างก็น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง
นายก่อร่างได้จัดตั้ง “บริษัท ก่อร่าง จำกัด” ขึ้นโดยเริ่มต้นมีเพียงไม่กี่คนล้วนแล้วแต่เป็นลูกน้องฝ่ายขายที่สนิทกันมาก ๆ ทุกคนร่วมกันทำงานด้วยกันมาหลายปี มีความสำเร็จมาด้วยกันมีความรู้ในสินค้าเป็นอย่างดี ทุกคนได้รับการเกื้อกูล สนับสนุนอย่างดีจากนายก่อร่างมาตลอดดังนั้นพอทุกอย่างเริ่มต้น ทุกคนเข้าใจเป้าหมาย ความจำเป็นและอนาคตของแต่ละคนจะดีได้ต้องสนับสนุนนายก่อร่างให้ประสบความสำเร็จ และด้วยเจตนารับผิดชอบลูกน้อง รับผิดชอบต่อหน้าที่ การเป็นผู้นำที่ดี นายก่อร่างเสนอเงินเดือน หาเงินทุนและให้ทุกคนเป็นหุ้นส่วนโดยไม่จำเป็นต้องมีเงินตามความเหมาะสม ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยความรวดเร็ว น่าจูงใจ ลงตัวและทุกคนล้วนรู้หน้าที่ สินค้า ลูกค้าเป็นอย่างดี
หลังจากตั้งทีมงาน วางแผนการขาย กำหนดราคา เงื่อนไขต่าง ๆ เรียบร้อยโดยนายก่อร่างไม่มีความกลัวของผลกระทบวิกฤตที่เกิดขึ้น มีแต่ความเชื่อมั่นในตัวเอง ทีมงานและสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนั้นที่นายก่อร่างมองว่าเป็นโอกาสอย่างใหญ่หลวงคือเงื่อนไข CREDIT ระยะยาวมากกว่าหกเดือนประมาณ10,000,000 บาทโดยไม่มีหลักประกันหรือสัญญาใดๆ ในสภาวะปกติไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอนที่จะมีคนให้โอกาสแบบนี้ เขาจึงตัดสินใจคว้าไว้โดยไม่ลังเลและนี่คือที่มาของ”วิกฤตสร้างเถ้าแก่”
หลังจากเวลาผ่านไปสามเดือนของในSTOCK ก็เกือบจะหมด เนื่องจากนายก่อร่างทราบดีว่า ต้องขายสินค้าให้เร็วที่สุดเพราะสองสาเหตุคือ หนึ่งเรื่องสินค้าจะตกรุ่นในธุรกิจ IT สำคัญมากเพราะจะไม่สามารถขายได้เลยถ้าสินค้าตกรุ่น สองเรื่องการหมุนเงินถึงแม้เขาจะได้ CREDITระยะเวลายาวแต่ถ้านิ่งนอนใจจะมีปัญหาอย่างแน่นอน และสิ่งที่ทำให้เขาสามารถขายสินค้าได้เร็วแบบนี้ มีหลายเหตุผลเช่น คนขายรู้จักสินค้าดีมาก คนขายรู้จักลูกค้าดีมาก นอกจากนี้เพื่อชดเชยปัญหาเศรษฐกิจกำลังวิกฤต นายก่อร่างได้ใช้กลยุทธที่ยังไม่มีใครทำในขณะนั้นคือการให้ CREDIT ประมาณ1-2 เดือนแก่ลูกค้าเพื่อเน้นขายจำนวนมากและในขณะนั้นส่วนใหญ่เน้นขายเงินสด แต่ที่นายก่อร่างตัดสินใจให้ CREDIT เพราะเขารู้ว่าลูกค้าคนไหนไม่มีปัญหาการเงิน ดังนั้นเพียงหกเดือนสินค้าทั้งหมดคงขายหมด แต่ตอนนี้นายก่อร่างกำลังมีปัญหาว่าหลังจากนี้จะขายอะไร มีเงินที่กำไรหลังหักค่าใช้จ่ายก็ไม่มาก เงินหมุนที่ได้ก่อนจะถึงกำหนดชำระก็ไม่มาก ขณะนี้ธุรกิจก็เกิดแล้ว พนักงานก็มีหลายคน ลูกค้าก็มีหลายรายล้วนสนิทสนม อนาคตจะดำเนินต่ออย่างไร นายก่อร่างจะแก้ปัญหาอย่างไร และแน่นอนเขาไม่คิดที่จะหยุดเพียงเท่านี้
เพราะเขาไม่ได้ตั้งบริษัทเฉพาะกิจขึ้นเพื่อแก้ไขวิกฤต แต่เขาเป็นเถ้าแก่ที่จะต้องต่อสู้ต่อไป เขาเป็นคนต้องการความสำเร็จสูง เขาเป็นนักคิด เขาเป็นคนหนุ่มไฟแรงสามสิบสองเท่านั้น
ต่อยอดธุรกิจโดยไม่มีทุน

ด้วยบุคลิกจริงใจ เปิดเผย มุ่งมั่น เชื่อมั่น มองโลกในด้านที่ดี มองหาโอกาสทางออกของปัญหาและทุ่มเทอย่างจริงจัง ทำให้หลายๆคนที่รู้จักนายก่อร่างทั้งผู้ใหญ่ เพื่อนๆ ลูกน้อง ลูกค้า SUPPLIER ต่างชื่นชม มั่นใจ ศรัทธา เชื่อมั่นในตัวของนายก่อร่างอย่างมากมาย จนนายก่อร่างได้รับข้อเสนอต่างๆ มากมายเช่น วงเงินเครดิตจาก SUPPLIERในวงการ IT ซึ่งปกติได้ยากมากและสิ่งหนึ่งซึ่งไม่น่าเชื่ออย่างมาก ๆ ก็คือข้อเสนอวงเงินสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันและยังสามารถทำเครดิตเทอมได้อีกหกเดือนโดยเสียค่าใช้จ่ายร้อยละ 5 เป็นค่าใช้วงเงิน ซึ่งในขณะนั้นเศรษฐกิจไม่ดีเลยธุรกิจที่มีวงเงินมากๆ ไม่ได้ใช้ปล่อยว่างๆ ก็ไม่มีรายได้ และมีคนแนะนำนายก่อร่างให้รู้จักเจ้าของวงเงิน เมื่อมีการได้พูดคุยกับผู้ใหญ่เจ้าของวงเงินกับนายก่อร่าง มีการสอบถามแนวทางในการทำธุรกิจ วิสัยทัศน์อย่างละเอียด หลังจากนั้นผู้ใหญ่ผู้นั้นก็ชอบใจบุคลิกที่มีวิสัยทัศน์ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นอย่างมาก และเขาก็ได้อนุมัติให้ใช้วงเงินของเขาได้ 50,000,000 บาททันที
ทันใดนั้นเหมือนคำพูดที่ว่า ” คนป่ามีปืน ฉันใดฉันนั้น” นายก่อร่างเปลี่ยนเป็นนักธุรกิจใหญ่ขึ้นมาทันทีมีทุนในการทำธุรกิจมากกว่า 50,000,000 บาททั้ง ๆ ที่ไม่มีเงินที่เป็นของตัวเองเลย
หลังจากนั้น “บริษัทก่อร่างจำกัด” ได้เป็นตัวแทนสินค้า IT จากต่างประเทศ ขยายยอดขายเพิ่มขึ้นจนมียอดขายกว่าเดือนละ 20,000,000 บาท ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างมากจนทำให้นายก่อร่างมีความคิดที่จะตั้งโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทยเพื่อความมั่นคง ลดต้นทุนสินค้า เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน เมื่อมีความคิดเช่นนี้ทำให้นายก่อร่างต้องการเงินทุนเพิ่มขึ้นทันที เนื่องจากธุรกิจที่ดำเนินการไม่ถึงสองปีมีกำไรสุทธิยังไม่มากนักเนื่องจากเขาได้ใช้เงินไปมากสำหรับการพัฒนาบุคลากร การสร้างชื่อเสียงให้สินค้า การสร้างชื่อเสียงของบริษัท เมื่อมีความคิดจะสร้างโรงงานซึ่งเป็นทรัพย์สินถาวร ต้องมีการซื้อเครื่องจักร ต้องมีการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ต้องมีการเพิ่มค่าใช้จ่ายเรื่องต่างๆ อีกมากมาย และสุดท้ายเขายังต้องคิดถึงยอดขายที่ต้องเพิ่มขึ้นเพราะสินค้า IT ยอดขายที่ทำได้มาก ๆ ในประเทศยังไม่เพียงพอกับกำลังผลิตขั้นต่ำที่ต้องทำการผลิตให้ได้เดือนต่อเดือน เขาจะทำอย่างไรดีสำหรับทุก ๆ ปัจจัยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ด้วยบุคลิกของคนที่มีวิสัยทัศน์ มองโลกในแง่ที่ดี มองหาทางออกของปัญหาเขาทำได้ดีมากโดยเขาเริ่มเดินทางตามงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ มองหาสินค้าใหม่ ๆ ที่จะนำมาขายสอบถามหาพันธมิตรทางธุรกิจ มองหาผู้ผลิตเครื่องจักรต่าง ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งได้พบนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงชาวฮ่องกงซึ่งมีลักษณะคล้าย ๆ กับนายก่อร่าง มีความคิดที่จะย้ายฐานการผลิตมายังประเทศที่กำลังพัฒนาเพราะได้สิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศ และประเทศไทยก็เข้ากับกติกาของการได้สิทธิพิเศษพอดี เมื่อเขาได้พบกับนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงเหมือนกันอย่างมาก มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลเหมือนกัน ปัญหาของเทคโนโลยี ปัญหาการหาเครื่องจักร ปัญหาการหาตลาดต่างประเทศ ปัญหาการหาวัตถุดิบสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกแก้ไขได้หมด นอกจากนี้ยังมีกำไรจากการส่งออก มีความมั่นคงทางธุรกิจและลดต้นทุนของสินค้าจากการนำเข้า เมื่อเขาได้นำเรื่องเหล่านี้มาเล่าให้นักธุรกิจรุ่นพี่ทั้งหลายฟังทุกคนพอได้ยินธุรกิจ IT มีการส่งออก มีกำไร ผู้บริหารดีน่าเชื่อถือ ท่านเชื่อหรือไม่หลายคนแย่งกันขอเป็นผู้ลงทุน ขอเป็นหุ้นส่วนยินดีให้วงเงินต่าง ๆ เพิ่มแม้แต่นายธนาคารต่างยื่นข้อเสนอให้วงเงินมากกว่าหลักประกันหลายเท่า
ท่านทั้งหลายพอได้ขอคิดในเรื่องการต่อยอดธุรกิจโดยไม่มีทุนของตัวเองเลย มีความเป็นไปได้ในขณะนั้น เป็นเรื่องเกิดที่ขึ้นจริง ๆ และผู้เขียนเชื่อว่านักธุรกิจอีกหลาย ๆ คนมีประสบการณ์เช่นนี้เหมือนกัน การต่อยอดแบบนี้ยังเป็นสิ่งที่ทำได้และมีโอกาสเพียงแต่ขอให้ท่านอยู่ถูกที่ ถูกเวลา ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถูกกฎหมาย น่าเชื่อถือและอย่าทำเพื่อหลอกลวงผู้อื่น โอกาสยังคงมีสำหรับคนที่มองเห็น มีความสามารถ มีความพร้อม และยังคงมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ
เถ้าแก่เล็กเปลี่ยนเป็นเถ้าแก่ใหญ่

จากวันที่เริ่มต้นเป็นบริษัทเล็กๆในธุรกิจ IT ที่ นายก่อร่าง สร้างธุรกิจจัดตั้ง “บริษัทก่อร่าง จำกัด” ขึ้นมาโดยได้รับโอกาสจากบริษัทใหญ่ที่ต้องการจะเลิกทำธุรกิจขายส่งโอนสินค้ามาให้ขายทั้งหมดและได้รับเครดิตระยะยาว นายก่อร่างก็รีบฉวยโอกาสไว้ทันทีเพราะตัวเองมีความรู้ในเรื่องสินค้า รู้จักลูกค้าเป็นอย่างดีมากอยู่แล้ว และก็เป็นโอกาสดีจริงๆเพราะเขาสามารถขาย เก็บเงินได้ อีกทั้งยังมีกำไรจนสามารถดำเนินธุรกิจต่อยอดต่อไป ขยายต่อไปอีกเพราะได้รับเครดิตจาก SUPPLIERS เพื่อน ๆ นักธุรกิจรุ่นพี่ที่มีวงเงินเหลือไม่ได้ใช้ เนื่องจากธุรกิจของเขาซบเซา เศรษฐกิจไม่ดี แต่นายก่อร่างสามารถขยายธุรกิจได้ เนื่องจากเขาได้เลือกทำธุรกิจ IT ที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูง เขาเป็นคนขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจสูงมากจนมีวงเงินเครดิตกว่า50,000,000 บาททั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองไม่มีเงินสดเลย
เขาดำเนินธุรกิจได้สามปี จากการซื้อมาขายไป ขยายมาเป็นนำเข้า ขยายมาเป็นผู้ผลิตเองขยายมาเป็นผู้ส่งออกอีกด้วย และขณะที่ขยายธุรกิจเขาก็ไปเรียนปริญญาโทในสถาบันที่มีชื่อเสียงเสริมสร้างความรู้เพิ่มเติม ประกอบกับเขาเป็นคนสมัยใหม่ ต้องการเป็นนักบริหารที่ดี สร้างความถูกต้อง พัฒนาองค์กร พัฒนาบุคลากร แบ่งปันการเป็นเจ้าของให้ผู้บริหารทุกคน จูงใจพนักงานด้วยระบบที่ให้ผลตอบแทนที่สูง ทำให้องค์กรมีอัตราการเจริญเติบโตสูงมาก ๆ เร็วมาก ๆ จนมียอดขายกว่า 500,000,000 บาทต่อปี มีกำไรสุทธิมากกว่า 5% ต่อปี มีผู้สนใจร่วมธุรกิจมากมาย จนทำให้นายก่อร่างมีความคิดที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์
ขณะนั้นเขามีบริษัทมากกว่าห้าบริษัท มีพนักงานกว่าหนึ่งร้อยคน มีความสำเร็จทุก ๆ ด้าน ในองค์กรมีผู้บริหารระดับสูงประมาณสิบท่าน มีการแบ่งงานการบริหารให้ผู้บริหารระดับสูงได้รับผิดชอบคนละบริษัท เน้นการกระจายอำนาจให้กับผู้บริหารแต่ละฝ่ายเนื่องจากทุกคนได้ร่วมมือกันสร้างมาตั้งแต่ต้น มีระดับรองๆลงมาเป็นระดับชั้น และตัวคุณก่อร่างก็เริ่มวางมือจากตลาด จากลูกค้า โดยเขาหันมามุ่งเน้นการขยายงานในต่างประเทศ จากการที่เป็นคนมีวิสัยทัศน์เหมือนคนที่พูดกันว่าเราจะ “GO INTER” และเขาก็ทำได้เป็นอย่างดี จนมีการร่วมทุนตั้งโรงงานในต่างประเทศ คือ จีน เยอรมัน และ เวียตนาม เป็นต้น
การขยายงานก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ความมั่งคงก็เพิ่มมากขึ้นจนมีธนาคารมาเป็นผู้ถือหุ้น ผลการดำเนินงานก็เข้าข่ายที่ตลาดหลักทรัพย์ยอมรับได้ มีการวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยการแต่งตั้งผู้ดูแล ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทการเงินที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น มีผลกำไรสุทธิที่ดีมาก มีต่างประเทศมาร่วมทุน มียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการขยายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย มีการขยายธุรกิจออกนอกธุรกิจ IT เช่น ที่ดิน ก่อสร้าง รถยนต์ และอื่น ๆ อีกมากมาย
ผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ผู้บริหารหลายคนโตไม่ทัน บางคนความสามารถไม่เพียงพอ นายก่อร่างมีเวลาไม่เพียงพอในการดูแลให้ทั่วถึง การรั่วไหลเริ่มเกิดมากขึ้น การแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ในองค์กร การแข่งขันกันเอง ผลประโยชน์เริ่มไม่ลงตัว เริ่มมีผู้บริหารลาออกพร้อมนำพนักงานออกตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการทำธุรกิจทับซ้อนกัน เหมือนกัน มีการแย่งลูกค้าไปทำเอง มีการขอซื้อสินค้าของบริษัทไปขายโดยขอเครดิต ราคาพิเศษและยังนำไปขายลูกค้าของบริษัทเดิมนั่นเอง มีการอนุมัติสิทธิพิเศษต่าง ๆ โดยผู้บริหารระดับสูงจนทำให้บริษัทขายขาดทุน มีการสั่งซื้อสินค้าทับซ้อนเข้ามาโดยไม่มีเหตุผลเช่น สินค้าที่เหมือนกันแต่แพงกว่า เป็นต้น มีการปฏิเสธ SUPPLIERSใหม่ สินค้าใหม่ ๆ แต่ผู้บริหารบางคนนำไปดำเนินการเองโดยตั้งบริษัทใหม่ของตัวเองขึ้นมา มีปัญหาของผู้บริหารมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง และอื่น ๆ อีกมากมาย
ในขณะนั้นเป็นช่วงพ.ศ.2538-2539 นายก่อร่างเริ่มได้รับข้อมูลและพยายามคิดหาวิธีแก้ไข แต่สิ่งที่นายก่อร่างคาดไม่ถึงมีมากมายเช่น ผู้บริหารระดับสูงหลายรายที่เขาสร้างขึ้นมา สนับสนุนทุกอย่าง ให้ทั้งเงิน ความรู้ ครอบครัว อำนาจ ความไว้วางใจ ความจริงใจ แต่สิ่งที่เขาได้รับคือการแยกตัวออกไป นำผลประโยชน์ออกไป ทำร้ายชื่อเสียงของนายก่อร่าง ของบริษัท คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ดังนั้นผลที่เกิดกับนายก่อร่างเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างเหนือความคาดหมาย ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขาลงทุนกับความเชื่อเรื่องการให้ การให้ทุกๆ อย่างที่คาดว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อเพื่อนร่วมก่อตั้ง ต่อผู้บริหารระดับสูง ต่อพนักงาน และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ “การขยายอย่างไร้ขีดจำกัดคือบ่อเกิดของความหายนะ”
การขยายอย่างไร้ขีดจำกัด คือบ่อเกิดของความหายนะ

สัญญาณของความหายนะเรื่องที่หนึ่งคือ เวลาที่ไม่เพียงพอ ในอดีตนายก่อร่างเป็นคนขยันมาก ๆ ดูแลงานอย่างใกล้ชิด ติดตามอย่างต่อเนื่องเมื่อมีการขยายงานอย่างมากมาย ทั้งในธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้นายก่อร่างดูแลไม่ทั่วถึง บางธุรกิจไม่ได้ดูเลย ขาดการตรวจสอบ ขาดการควบคุมที่ดี

สัญญาณของความหายนะเรื่องที่สองคือ ผู้บริหารที่ช่วยทำงานระดับสูงโตไม่ทัน หรือความสามารถยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ธุรกิจของนายก่อร่างมีปัญหา เนื่องจากเขาใช้นโยบายกระจายอำนาจการทำงาน เมื่อเริ่มต้นธุรกิจในแต่ละบริษัทนั้นดีมาก แต่มอบหมายให้คนที่มีความสามารถไม่เพียงพอ และมีการกระจายอำนาจมากเกินไป ขาดการดูแลเอาใจใส่พัฒนาผู้บริหาร ทำให้ธุรกิจนั้นถดถอยไม่ประสบความสำเร็จ
สัญญาณของความหายนะเรื่องที่สามคือ ความโลภ นายก่อร่างเป็นหัวหน้าที่ไว้ใจลูกน้องมาก ๆ เชื่อในความดี ความจริงใจที่เขามีให้จะได้รับการตอบรับกลับมาเท่ากัน เหมือนกันแต่แล้วผลที่ได้กลับไม่เป็นดังหวัง ผู้บริหารหลายคนเห็นนายก่อร่างโต รวย ได้รับการยอมรับมากมายเลยเกิดความโลภต้องการเป็นเหมือนกัน เริ่มมองหาโอกาสให้ตัวเองเช่น สินค้าใหม่ ๆ ที่ต่างประเทศนำมาเสนอ ก็นำออกไปทำเอง และยังดึงคน ดึงลูกค้าออกไปด้วย นอกจากนี้ตัวเองยังคงอยู่ที่เดิมคอยส่งผลประโยชน์ออกไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง และไม่ใช่ผู้บริหารคนเดียวทำ มีหลายคน หลายระดับ จะขอยกตัวอย่างระดับล่างเช่น เขารู้จักลูกค้าดีอยู่แล้ว ขอลาออกไปตั้งธุรกิจของตัวเอง และยังกลับมาขอซื้อสินค้าราคาพิเศษ เป็นเครดิต และนำไปขายลูกค้าของบริษัทอีกทีหนึ่งเป็นต้น ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่าโอกาสใหม่ ๆ ถูกฉกฉวยเอาไปหมด กำไรถูกเบียดเบียนไปอีกด้วย เหลือแต่สิ่งที่ไม่ดีทิ้งไว้ให้ แล้วนายก่อร่างจะเหลืออะไร

สัญญาณของความหายนะเรื่องที่สี่คือ ในการที่ผู้บริหารระดับสูงต้องการแย่งสิทธิในการจำหน่ายสินค้าไปทำเอง ต้องมีการปล่อยข่าวทำร้ายบริษัทเดิมก่อนจะได้เกิดความชอบทำ หรือจะต้องทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้บริษัทเก่าอยู่ไม่ได้ถึงจะได้สินค้าไปอย่างถูกต้อง และนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่นายก่อร่างได้รับการกระทำโดยไม่รู้ตัว ทั้งในแง่ของบริษัทและในแง่ของส่วนตัวเช่น นายก่อร่างถูกปล่อยข่าวว่ามีเด็กอยู่ในบริษัททั้งที่เขาไม่เคยมีเลย แต่มีผู้บริหารหลายคนมีแล้วโยนให้เขาเป็นแพะเพื่อหลอกภรรยาตัวเอง เป็นต้นด้วยอุปนิสัยที่เป็นคนมองโลกในแง่ดีทำให้เขานึกไม่ถึงว่าจะถูกกระทำได้ถึงขนาดนั้น
สัญญาณของความหายนะเรื่องที่ห้าคือ ความหลงตัวเอง ความเชื่อที่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุดความเชื่อที่คิดว่าตัวเองสุดยอด ความประมาท ความหลงใหลในความสำเร็จ ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นายก่อร่างพลาดในหลาย ๆ เรื่อง
สิ่งที่เล่ามาเหล่านี้เป็นสัญญาณของความหายนะที่เกิดจากภายในองค์กร แต่ยังมีสัญญาณที่เกิดจากภายนอกองค์กรอีกด้วยเช่น มีหลายธนาคารเจ๊ง สถาบันการเงินถูกปิดหลายสิบแห่ง ตลาดหุ้นเกิดความเสียหายอย่างมาก และการลดค่าเงินบาท นายก่อร่างมีทั้งศึกภายในและภายนอกจะเหลืออะไรได้อีกนอกจากเกิดความสูญเสียอย่างประเมินค่าไม่ได้ และผู้หวังดีที่จริงใจทั้งหลายของนายก่อร่างไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ภรรยา พี่น้องและครูอาจารย์ต่างก็เป็นห่วงว่านายก่อร่างจะยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หรือไม่ แต่ด้วยกำลังใจจากคนใกล้ชิดจริง ๆ และความช่วยเหลือทำให้เขายังคงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ เขายังคงเป็นนักสู้จริง ๆ เขายังไม่ย่อท้อ ให้อภัยคนอื่น อดทน และยังต่อสู้ต่อไป โดยยังคงคิดว่าจะสามารถกลับมาได้เพราะเขาคิดว่า ความพยายาม ความสามารถ ประสบการณ์ ความจริงใจ จะสามารถช่วยเขาฟันฝ่าอุปสรรคที่นับวันมีมากขึ้นๆ และกลับมาดำรงชีวิตที่ดีได้ และเขาตั้งใจนำความสำเร็จ ความผิดพลาดที่ผ่านมา นำมาเป็นกรณีศึกษาสำหรับ SMEs คนอื่น ๆ จะได้ไม่ผิดพลาดเหมือนกับตัวเอง
ถ้ามีโอกาสจะคอยแนะนำให้คำปรึกษาเพื่อนนักธุรกิจ SMEs คนอื่น ๆ ให้มีโอกาสที่ดีกว่า และจะแนะนำให้คนอื่น ๆ มองเห็นความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่การเจริญเติบโตเพียงอย่างเดียวคือความสำเร็จ แท้จริงแล้วความสำเร็จจะคู่กับความพอดีกับกำลังของตัวเอง ความพอเพียง จะสามารถทำให้เราควบคุมความสำเร็จนั้นได้ มีความสุขกับความสำเร็จที่ยั่งยืนและยาวนานได้จริง ๆ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *