เรียนวิทยาศาตร์ ‘หนอนเจล’

เรียนวิทยาศาตร์ “หนอนเจล”

คิดว่าคนไทยส่วนใหญ่น่าจะได้ยินหรือผ่านหู ผ่านตาเกี่ยวกับข่าวคราวของ “วัตถุประหลาดจากฟากฟ้า” ที่มีลำตัวเป็นปล้อง รูปทรงคล้ายหนอน ซึ่งโผล่มาพร้อมกับสายฝนและลมพายุ เมื่อราวกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2549 ที่ผ่านมา หลายคนถามว่า “คนไทยได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้บ้าง”

บทความนี้จะสรุปให้เห็นโดยย่อว่า สังคมไทยตอบสนองต่อความไม่รู้ของตนอย่างไร และชี้ให้เห็นถึงส่วนหนึ่งของคำตอบว่า “หนอนเจล” น่าจะมีส่วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในเมืองไทยได้อย่างไร
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น น่าจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่า กระบวนการสร้าง “ความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” มีความสำคัญสำหรับเมืองไทยเพียงใด

“หนอนเจล” ที่มากับลมและฝน
ข่าวเกี่ยวกับ “หนอนเจล” เริ่มขึ้นเมื่อมีสื่อหลายแขนงออกข่าวว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 มีชาวบ้านใน ตำบลทุ่งนางาม อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี รายหนึ่ง พบวัตถุประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายวุ้นหรือเยลลี่ เรืองแสงเเละพองตัวเมื่อถูกน้ำ บางคนกล่าวว่าเห็นส่วนที่คล้ายกับเป็นหูและตา บ้างก็ว่าสิ่งนี้ยืดหดตัวได้เมื่อถูกจับหรือแตะต้อง
ผู้พบตั้งชื่อสิ่งดังกล่าวว่า “แก้วสารพัดนึก” และเชื่อว่า เป็นสิ่งที่ฟ้าประทานมาช่วยรักษาโรคมะเร็ง!

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านบางคนเชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตนอกโลก หรือเอเลียนที่หลุดจากชั้นบรรยากาศตกลงสู่พื้นดิน มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งแห่กันไปดู และมีผู้ตีตัวเลขเพื่อแทงหวย ทั้งมีผู้ให้สัมภาษณ์ว่า น่าจะส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญที่นาซาช่วยตรวจสอบ!!!
ตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ระบุว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีได้สั่งการให้แพทย์หลายท่านเข้าไปตรวจสอบในบ่ายวันเดียวกัน แต่ก็ไม่มีการสรุปอย่างชัดเจนว่า “แก้วสารพัดนึก” คืออะไรกันแน่ รายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งเชิญเจ้าของนำ “แก้วสารพัดนึก” ไปออกอากาศ และสร้างความฮือฮาไปทั่ว

“หนอนเจล” ไม่ได้มาเพียงแค่หนึ่ง
เช้าวันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม มีข่าวเพิ่มเติมออกมาว่า พบวัตถุประหลาดคล้ายกันอีกที่ย่านรามคำแหงในกรุงเทพฯ คราวนี้พบในกะละมังซักผ้าที่วางอยู่ใต้ชายคาพอดี ชาวบ้านแห่กันไปดูอีก เริ่มมีการตั้งข้อสันนิษฐานต่างๆ เช่น บ้างก็ว่าน่าจะเป็นชิ้นส่วนที่ตกมาจากเครื่องบิน ในขณะที่บ้างก็ว่าน่าจะเป็น “ตัวดูด” หรือเจลดูดน้ำที่ทำเป็นของเล่นเด็กที่โดนห้ามขายไปเมื่อหลายปีก่อน ฯลฯ

ในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม ก็มีข่าวว่าพบวัตถุคล้ายคลึงกันนี้อีกที่ เขตประเวศ และเขตจอมทองในกรุงเทพฯ และที่อำเภอเมือง จังหวัด ขอนแก่น เป็นการพบหลังจากที่ฝนตกหนักในคืนก่อนนั้น (13 พฤษภาคม) อีกเช่นเคย มีชาวบ้านแห่กันไปดูและขอหวย (อีกเช่นเคย!) ในช่วงสองวันนี้ วัตถุดังกล่าวปรากฏตัวตามหน้าหนึ่ง ของหนังสือพิมพ์หัวสีหลายฉบับ เว็บบอร์ดหลายแห่งมีการแสดงความเห็น กันอย่างกว้างขวางมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
มีรายงานข่าวว่า ดร. ประวิช รัตนเพียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้สั่งการให้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานด้านดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และอวกาศ เข้าไปตรวจสอบในเรื่องนี้

นักวิทย์ท้าพิสูจน์ “หนอนเจล”
ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม คุณลัดดา หงส์ลดารมภ์ โฆษก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ติดต่อขอให้ ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ ไปตรวจ “วัตถุประหลาด” ดังกล่าว แต่ได้รับการปฏิเสธ เนื่องจากเจ้าตัวเห็นว่า จะไม่เกิดความชัดเจนหากไปถึงที่บ้านผู้เก็บวัตถุดังกล่าว แล้วได้แต่ดู แต่ไม่ได้ตัวอย่างกลับมาทดสอบ

จากการสืบค้นข้อมูลเบื้องต้นพบว่า หลายกระทู้ใน pantip. com เริ่มโยงไปถึงความเป็นไปได้ที่ “วัตถุประหลาด” ดังกล่าวจะเป็น “เจลลดไข้เด็ก” ตามที่มีผู้ใช้ชื่อว่า “แม่พริม” ไปโพสต์ไว้ในเว็บไซต์แห่งหนึ่งคือ http://202. 183.214.244/webboard/topic. php? id=415538 ในคืนวันที่ 13 พฤษภาคม (21:33 น.) เป็นข้อความสั้นๆ ว่า
“เราจะเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เราเคยใช้แผ่นปะลดไข้ไปแช่น้ำ เพราะว่าตอนลูกเป็นไข้ มันเหลืออันเดียว ทีนี้แช่ไว้นานจนลืม มันเลยพองแบบนี้แหละ แล้วก็ม้วนตัวเป็นก้อนๆ คล้ายเจ้าที่เห็นในรูปแหละ เราเพิ่งนึกออก เราว่าคงเป็นแบบเดียวกันก็ได้นะ เจลพอโดนน้ำมันก็พองแบบนี้แหละ”

เพียงหนึ่งชั่วโมงต่อมา (22:27 น.) ผู้ที่ใช้ชื่อว่า “ริน-otto” ก็โพสต์ภาพแรกของผลการทดลองเพื่อ “ยืนยัน” สมมติฐานของแม่พริม และยังได้โพสต์ต่อมาอีกหลายภาพตามเวลาต่างๆ ซึ่งต่อมาก็มีนำไปอ้างอิงถึงตามเว็บไซต์ต่างๆ อย่างกว้างขวาง ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีเสียงบ่นว่า ทำไมไม่มีใครหรือหน่วยงานใดออกมาทำความจริงให้กระจ่าง
ประมาณ 15.00 น. คุณลัดดาโทรศัพท์มาอีกครั้ง แจ้งว่าทางสำนักพิมพ์ไทยรัฐได้ตัวอย่าง “หนอนเจล” ดังกล่าวมาอันหนึ่ง จะให้ไปตรวจสอบดู เมื่อไปถึงก็พบว่าทางผู้สื่อข่าวได้ทดลองแช่เจลลดไข้ไว้แล้วด้วยอีกอันหนึ่ง เมื่อสังเกตด้วยสายตาในเบื้องต้นพบว่า ทั้งตัวอย่างที่ได้มาจากชาวบ้านและตัวอย่างที่นักข่าวแช่ไว้เอง มีลักษณะภายนอกที่คล้ายคลึงกันมาก นอกจากนี้ “วัตถุประหลาด” ดังกล่าวยังไม่มีอวัยวะรับสัมผัสเด่นชัด และไม่ ตอบสนองต่อสิ่งเร้า เช่น การสัมผัส ฯลฯ

จึงสรุปในเบื้องต้นว่า วัตถุดังกล่าวไม่น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต ต่อมา ได้ประสานกับนักวิทยาศาสตร์จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติอีกท่านหนึ่ง คือ ดร. อศิรา เฟื่องฟูชาติ เพื่อนำ “ตัวอย่าง” ไปตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีอย่างเร่งด่วนต่อไป เนื่องจากต้องเปิดแถลงข่าวในวันรุ่งขึ้น (ดูกรอบเรื่อง การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของ “หนอนเจล”)

ในคืนวันเดียวกัน มีรายงานข่าวทางโทรทัศน์ว่า ทีมจากกระทรวงสาธารณสุข “ผ่า” ทดสอบ และได้ผลว่า “วัตถุประหลาด” ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่น่าจะเป็นเจลลดไข้เช่นกัน

ที่มา : http://bbznet.com/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *